
ชาวนากา (Naga)จากตำนานนักรบขุนเขา สู่จิตวิญญาณบนผืนผ้าแห่งยอดเขาเมียนมา
ชาวนากา (Naga)จากตำนานนักรบขุนเขา สู่จิตวิญญาณบนผืนผ้าแห่งยอดเขาเมียนมา คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา บทความโดยดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
หลายวันก่อน มีน้องแฟนคลับท่านหนึ่ง มาชวนคุยเรื่องชนชาติพันธุ์ในประเทศเมียนมา ซึ่งก็แปลกมาก เพราะโดยส่วนใหญ่เวลามีใครมาชวนผมคุยเรื่องเกี่ยวกับเมียนมา มักจะสอบถามแต่เรื่องการเมืองการปกครอง หรือไม่ก็เรื่องการค้า-การลงทุน พอน้องคนดังกล่าวมาชวนผมคุยเป็นเรื่องที่ไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องการเมืองการปกครอง ที่กำลังวุ่นวายกันอยู่ในเวลา เราจึงคุยกันถึงเรื่อง “ชนเผ่านากา” ที่คนไทยเราน้อยคนนักจะเคยพบเจอในประเทศเมียนมากันอย่างสนุกสนาน วันนี้ผมจึงนำบางส่วนที่เราคุยกันมาเล่าสู่กันฟังครับ
หากเราชี้นิ้วไปบนแผนที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมา บริเวณรอยต่อระหว่างรัฐชินและรัฐสะกาย ที่ทอดตัวยาวขนานไปกับพรมแดนอินเดีย จะพบเทือกเขาปัดไก (Patkai) ที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกตลอดทั้งปี ที่นี่คือบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ดูลึกลับและเข้าถึงยากที่สุดกลุ่มหนึ่ง นั่นคือ “ชาวนากา (Naga)”
ในอดีตที่โลกภายนอกมักจดจำพวกเขา ผ่านภาพลักษณ์อันดุดันของชนเผ่าที่เป็น “นักล่าหัวมนุษย์” (Headhunters) ซึ่งเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เพื่อดึงพลังวิญญาณมาปกป้องหมู่บ้านและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้พืชผล ทว่าเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่านและวิถีดั้งเดิมถูกกลืนหายไป ความห้าวหาญ ศักดิ์ศรี และบันทึกประวัติศาสตร์ของชนเผ่ากว่า 50 กลุ่มย่อย กลับไม่ได้สูญสลาย หากแต่ถูกถ่ายทอดและฝังรากลึกลงบน “ผืนผ้าและเครื่องแต่งกาย” ที่เปี่ยมไปด้วยพลังและมีเอกลักษณ์ระดับโลกเลยครับ
ในกระบวนการเนรมิตผืนผ้าของหญิงชาวนากานั้น จะเริ่มต้นจากเครื่องมือที่เรียบง่ายแต่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของมนุษย์ นั่นคือเครื่องทอผ้าแบบ “กี่เอว (Backstrap Loom)” โดยหญิงช่างทอจะทิ้งน้ำหนักตัวลงบนผืนหนังหรือผ้าที่โอบรัดบั้นเอว ขาทั้งสองข้างยันแผ่นไม้ไว้ เพื่อกำหนดความตึงหย่อนของด้ายยืน (Warp) ร่างกายของพวกเธอจึงเปรียบเสมือนฟันเฟืองหลักของเครื่องจักร จังหวะการสอดกระสวยเส้นพุ่งและการกระทบไม้ฟืม ล้วนสอดคล้องกับจังหวะการหายใจและการขยับตัว
ผ้าทอของชาวนากาจึงไม่ได้เกิดจากกลไก แต่เกิดจากลมหายใจ หยาดเหงื่อ และแรงกาย ของพวกเขา ทำให้เนื้อผ้ามีความหนา แน่น และทนทานเป็นพิเศษ สามารถใช้ห่อหุ้มร่างกายให้รอดพ้นจากความหนาวเหน็บของอากาศแห่งขุนเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยครับ
นอกจากโครงสร้างผ้าที่หนาและแข็งแกร่ง ตรรกะแห่งสีสัน บนผืนผ้ายังเป็นเสมือนหนึ่งภาษาที่ไร้เสียง ชาวนากานิยมใช้แม่สีหลักที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต และธรรมชาติอย่างตรงไปตรงมา ได้แก่ สีแดง สีดำ และสีขาว
สีแดงที่สกัดจากรากไม้หรือเปลือกไม้ หมายถึงเลือดของศัตรูและความกล้าหาญของนักรบ สีดำที่ได้จากการหมักโคลนและพืชพื้นถิ่น จะสื่อถึงความเร้นลับและผืนดินอันเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด ส่วนสีขาวคือความบริสุทธิ์และสันติภาพ เมื่อสีเหล่านี้ถูกนำมาทอสลับเป็นลายริ้วหรือตาราง มันจะกลายเป็น “ตรายศทางสังคม” ที่ไม่อนุญาตให้ใครสวมใส่ก็ได้ตามใจชอบ
ในโครงสร้างสังคมของชาวนากาแต่โบราณ ผ้าห่มหรือผ้าคลุมไหล่ (Shawl) คือบัตรประจำตัวที่บ่งบอกถึงเกียรติประวัติของตระกูล ลายผ้าบางชนิดสงวนไว้สำหรับ นักรบผู้พิชิตศัตรู ในขณะที่ผ้าคลุมไหล่ลายพิเศษ จะถูกมอบให้กับผู้ที่ผ่านการจัด “งานเลี้ยงทานมัย (Feast of Merit)”
ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่คหบดีหรือผู้นำหมู่บ้าน ต้องเชือดวัวกระทิงป่า (Mithun) และสุกรจำนวนมาก เพื่อเลี้ยงดูผู้คนทั้งหมู่บ้าน เป็นการสละทรัพย์สินเพื่อแลกกับบารมีและสถานะทางสังคมที่สูงขึ้น ผู้ที่ผ่านพิธีนี้ จึงจะมีสิทธิ์สวมใส่ผ้าทอลายตารางขอบแดงดำ หรือมีสิทธิ์ประดับเขี้ยวหมูป่าและขนนกเงือกบนเรือนร่าง เพื่อประกาศให้ผู้คนรับรู้ถึงความเสียสละและความยิ่งใหญ่ของตน
สิ่งที่ยกระดับให้ผ้าทอของชาวนากา กลายเป็นงานศิลปะเหนือจินตนาการ คือการดึงเอา องค์ประกอบจากธรรมชาติ มาสร้างมิติแบบ 3 มิติ ชาติพันธุ์ย่อยอย่าง ชาวกอนยัก (Konyak) หรือ ชาวมากูรี (Makury) มีความเชี่ยวชาญในการนำ “เม็ดเดือยป่า (Job's Tears)” ซึ่งเป็นเมล็ดพืชเปลือกแข็งสีขาวอมเทา มาร้อยแทรกและปักลงบนเนื้อผ้าระหว่างการทอ
นอกจากนี้ยังมีการใช้ “เปลือกหอยเบี้ย (Cowrie shells)” ที่ในอดีตเคยเป็นสกุลเงินและสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง มาปักเรียงเป็นรูปวงกลม ที่สื่อถึงดวงจันทร์หรือศีรษะของมนุษย์ การประดับพู่ขนแพะหรือขนสุนัขที่ย้อมด้วยสีแดงสด การสวมสร้อยลูกปัดแก้วหลากสี และการประดับเครื่องมุกที่ทำจากกระดูกสัตว์ ล้วนทำให้เสื้อผ้าของชาวนากาส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งและมีจังหวะเคลื่อนไหว ที่มีชีวิตชีวายามก้าวเดินครับ
เอกลักษณ์ของชาวนากายังไม่สมบูรณ์แบบ หากขาดเครื่องประดับกายและอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สองสิ่งสำคัญที่ทั้งชายและหญิงชาวนากาต้องมีติดตัวอยู่ตลอดเวลา สิ่งแรกคือ “ดาบสั้นหรือมีดประจำกาย (Dao)” มีดด้ามไม้ทรงใบกว้างที่เป็นทั้งอาวุธปกป้องชีวิต และอุปกรณ์สารพัดประโยชน์ตั้งแต่ฟันป่า ทำเกษตร ตัดผ้า ไปจนถึงแกะสลักไม้ ดาบนี้จะถูกเหน็บไว้ในฝักไม้ที่ร้อยเชือกสะพายติดตัว ชนิดที่ไม่เคยแยกจากกายของเจ้าของเลย
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นภาพจำตัดกับสายลมหนาว นั่นคือ “กล้องยาสูบ” (Pipe) ทำจากไม้แกะสลัก รากไม้ โลหะ หรือดินเผา ซึ่งทั้งผู้ชายและผู้หญิงชาวนากาทุกวัย จะอัดยาเส้นสูบกันเป็นประจำ ยาสูบในวัฒนธรรมสำคัญของชาวนากา อีกทั้งไม่ได้เป็นเพียงความเพลิดเพลิน แต่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้คลายหนาว เป็นสัญลักษณ์แห่งการผูกมิตร และเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ยามที่พวกเขานั่งล้อมวงคุยกัน เสียงอัดควันจากกล้องยาสูบ และมีดเหน็บเอวคือภาพชีวิตที่จริงแท้ที่สุดของชนเผ่าแห่งขุนเขาครับ
แม้วันนี้เสียงกลองศึกและการล่าหัวมนุษย์ จะกลายเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันมา แต่จิตวิญญาณเหล่านั้นยังคงโลดแล่นอย่างแจ่มชัด ในเทศกาลปีใหม่ของชาวนากา (Naga New Year) ที่จัดขึ้นในช่วงกลางเดือนมกราคมของทุกปี ท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่านลานกว้างของหมู่บ้าน
ชายหญิงชาวนากาจะนำผ้ามรดกตกทอดของบรรพบุรุษออกมาสวมใส่ เหน็บมีดประจำกาย คาบกล้องยาสูบ ร่ายรำ และขับขานบทเพลงแห่งขุนเขา นี่ไม่ใช่การจัดแสดงโชว์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ แต่คือการยืนยันตัวตนและการส่งต่อลมหายใจทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าที่สุดครับ
ท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองของประเทศเมียนมา และกระแสโลกที่พยายามกลืนกินวิถีชีวิตดั้งเดิม ผ้าทอและศิลปะบนเรือนร่างของชาวนากา กลับยิ่งทวีความหมายมากขึ้น มันไม่ใช่เพียงวัตถุโบราณที่ถูกแช่แข็งไว้ในตู้กระจกพิพิธภัณฑ์ แต่มันคือเกราะคุ้มครองทางจิตวิญญาณ และคือสายใยที่เชื่อมโยงคนรุ่นใหม่เข้ากับบรรพชนผู้ล่วงลับ อีกทั้งยังเป็นงานคราฟระดับโลกที่ประกาศให้รู้ว่า ความงดงามที่แท้จริงนั้นเกิดจากหยาดเหงื่อ ความศรัทธา และความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองอย่างแท้จริงครับ







