thansettakij
thansettakij
SMR แตกต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิมอย่างไร

SMR แตกต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิมอย่างไร

เจาะเทคโนโลยี SMR เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก รองรับ AI Data Center พร้อมเหตุผลที่หลายประเทศเร่งลงทุน และไทยควรเตรียมตัวอย่างไร บทความโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ญาณิน สุขใจ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

 
เมื่อกล่าวถึงพลังงานนิวเคลียร์ หลายคนมักนึกถึงโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีกำลังผลิตมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน และต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล

SMR ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ข้อจำกัดเหล่านั้น

SMR เป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก มีกำลังผลิตโดยทั่วไปประมาณ 20 - 300 เมกะวัตต์ต่อหน่วย ขณะที่ Microreactor มีขนาดเล็กกว่านั้น อยู่ในช่วง 1 - 20 เมกะวัตต์

แนวคิดสำคัญของ SMR คือการผลิตอุปกรณ์หลักจากโรงงาน (Factory-built) ก่อนขนส่งไปประกอบ ณ พื้นที่ติดตั้ง ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ ลดระยะเวลาก่อสร้าง และขยายกำลังผลิตแบบ “ต่อโมดูล” ตามความต้องการของระบบไฟฟ้า

กล่าวง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว วันนี้สามารถเริ่มต้นจากโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก แล้วค่อย ๆ เพิ่มกำลังผลิตเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

ดร.ญาณิน สุขใจ

 

ความปลอดภัยที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น

SMR รุ่นใหม่ไม่ได้พัฒนาเพียงให้มีขนาดเล็กลง แต่ยังเปลี่ยนแนวคิดด้านความปลอดภัย

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลายแบบใช้ Passive Safety (ระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ) ซึ่งหมายถึงระบบที่อาศัยหลักการทางธรรมชาติ เช่น แรงโน้มถ่วง การพาความร้อน และการไหลเวียนของของไหล โดยสามารถทำงานได้เองโดยไม่ต้องอาศัยไฟฟ้าหรือการสั่งงานจากมนุษย์ และใช้ Safety-by-Design (การออกแบบให้มีความปลอดภัยตั้งแต่ต้น)

ซึ่งเป็นแนวคิดการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา เพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุและลดผลกระทบหากเกิดเหตุผิดปกติ เครื่องปฏิกรณ์จึงสามารถระบายความร้อนด้วยการไหลเวียนของสารหล่อเย็นตามธรรมชาติหรือด้วยแรงโน้มถ่วง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบจ่ายไฟฟ้าภายนอกในสถานการณ์ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ บางเทคโนโลยียังใช้แนวคิด Inherent Safety (ความปลอดภัยโดยคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวระบบ) ซึ่งหมายถึงการที่ตัวเครื่องปฏิกรณ์และเชื้อเพลิงมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยโดยธรรมชาติ ไม่ได้อาศัยเพียงอุปกรณ์ป้องกันหรือระบบควบคุม ตัวอย่างเช่น เมื่ออุณหภูมิของเครื่องปฏิกรณ์สูงขึ้น ปฏิกิริยานิวเคลียร์จะลดลงเองโดยอัตโนมัติ ทำให้กำลังความร้อนลดลงและช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุรุนแรง

นอกจากนี้ การมีขนาดเล็กลงยังช่วยลดปริมาณเชื้อเพลิงและลดขนาดพื้นที่วางแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน (Emergency Planning Zone) เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่

 

ทำไมหลายประเทศจึงลงทุนกับ SMR

ปัจจุบันหลายประเทศกำลังพัฒนา SMR อย่างจริงจัง สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และรัสเซีย ต่างมีโครงการวิจัย พัฒนา หรือเตรียมก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์รุ่นใหม่

เทคโนโลยีมีความหลากหลาย ทั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR แบบหล่อเย็นด้วยน้ำ (Light Water SMRs) ซึ่งต่อยอดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน และ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR รุ่นที่ 4 (Generation IV SMRs) ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยก๊าซ โซเดียม หรือสารหล่อเย็นชนิดอื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย

หัวใจของการแข่งขันด้านเทคโนโลยี SMR คือการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิตชิ้นส่วน การก่อสร้าง การกำกับดูแล ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร ประเทศที่สร้างความพร้อมในด้านเหล่านี้ได้ก่อน จะมีความได้เปรียบทั้งในด้านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเติบโตของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในอนาคต

SMR กับ AI Data Center

SMR ได้รับความสนใจมากขึ้นในยุค AI เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง และปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ

หากมองในภาพรวมของระบบพลังงาน พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) จะช่วยผลิตไฟฟ้าต้นทุนต่ำในช่วงที่มีทรัพยากรธรรมชาติเอื้ออำนวย ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage) ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะสั้น ส่วนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) สามารถทำหน้าที่เป็นกำลังผลิตฐาน (Baseload) โดยผลิตและจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อผสานกับ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ซึ่งช่วยบริหารจัดการการผลิตและการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ และ การตอบสนองด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) ซึ่งเป็นการปรับลดหรือเลื่อนการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ตามสัญญาณจากระบบไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าจะมีทั้งความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน สามารถรองรับการเติบโตของศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Center) ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศไทยควรเตรียมตัวอย่างไร

ประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องตัดสินใจสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR ในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบพลังงานเพื่อรองรับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Center) ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจโลก

การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี บุคลากร และอุตสาหกรรมพลังงานจึงเป็นประเด็นที่ไม่อาจรอได้ เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการดึงดูดการลงทุน การสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หากประเทศไทยดำเนินการได้ช้า ประเทศอาจสูญเสียโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก และยังคงเผชิญข้อจำกัดของการเป็นประเทศรายได้ปานกลางต่อไป

การเตรียมความพร้อมครอบคลุมการพัฒนาบุคลากร การสนับสนุนงานวิจัย การปรับปรุงกฎหมาย การจัดทำมาตรฐานด้านความปลอดภัย การพัฒนาระบบกำกับดูแล และการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สังคม เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมและมีทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลาย สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรเดินหน้าลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) พลังงานลม (Wind) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การใช้ประโยชน์จากความเย็นของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Cold Energy) และศูนย์ข้อมูลสีเขียว (Green Data Center) ควบคู่กันไป เนื่องจากระบบไฟฟ้าแห่งอนาคตจะอาศัยการบูรณาการเทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อให้แต่ละเทคโนโลยีทำหน้าที่ตามจุดแข็งของตนเอง และเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของระบบผลิตไฟฟ้าที่หลายประเทศกำลังศึกษาและพัฒนา เพื่อรองรับโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีนี้ได้รับการพิจารณาให้ทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีพลังงานอื่น ๆ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า พร้อมทั้งสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญคือการกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบพลังงานให้สามารถรองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้ประเทศมีทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลายและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต

หากประเทศไทยสามารถวางแผนระบบพลังงานอย่างเป็นระบบ โดยผสมผสานพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การใช้ประโยชน์จากความเย็นของก๊าซธรรมชาติเหลว และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR ให้ทำงานร่วมกันตามบทบาทและจุดแข็งของแต่ละเทคโนโลยี

ประเทศไทยจะมีระบบไฟฟ้าที่สามารถรองรับการเติบโตของศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์สีเขียวของอาเซียน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนพื้นฐานของความมั่นคงทางพลังงาน ความยั่งยืน และนวัตกรรมในระยะยาว