
ยอดเขาพระสุเมรุจำลอง อนิจจังสวรรค์บนดินแห่งมหาราชวังมัณฑะเลย์
ยอดเขาพระสุเมรุจำลอง อนิจจังสวรรค์บนดินแห่งมหาราชวังมัณฑะเลย์ คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา บทความโดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
ถ้าใครเคยไปเมืองมัณฑะเลย์ สถานที่ที่เราจะต้องไปเยือน หากไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมก็แสดงว่ายังไปไม่ถึงมัณฑะเลย์ นั่นคือ “พระราชวังมัณฑะเลย์” ซึ่งในอดีตเป็นที่ประทับของราชวงศ์คองบองและกษัตริย์ของพม่า วันนี้ผมอยากชวนให้พวกเรามาฟังผมเล่าบางเรื่องที่ไกด์ท่องเที่ยว ไม่ได้นำมาเล่าให้กรุ๊ปทัวร์ฟังครับ
ทุกวันไม่ว่าจะเป็นเวลาอรุณรุ่งหรือย่ำเย็น เราจะพบกับแสงตะวันที่สาดส่องตกลาดลงบนสายน้ำของคูเมือง ที่มีสี่เหลี่ยมเป๊ะรอบกำแพงอิฐแดงอันกว้างใหญ่ทั้งสี่ทิศ นี่คือภาพจำที่ตรึงตาที่ได้ไปเยือนเมืองมัณฑะเลย์ นครหลวงสุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบองและกษัตริย์พม่า พระราชธานีแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา เพียงเพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครองหรือที่ประทับของราชวงศ์เท่านั้น หากแต่ถูกเนรมิตขึ้นมาตั้งแต่พุทธศักราช 2400 ในรัชสมัยของพระเจ้ามินดง เพื่อให้เป็นผังเมืองจำลองจักรวาล ตามคติไตรภูมิของพุทธ-พราหมณ์อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ทุกตารางนิ้วของกำแพงเมือง ที่มีขนาดความยาวถึงสองกิโลเมตรในแต่ละด้าน ถูกคำนวณอย่างวิจิตรบรรจง ด้วยสายตาของช่างโบราณและเกจิ-โหราจารย์ผู้รอบรู้ครับ
การเจาะช่องประตูเมืองด้านละสามประตู รวมเป็นสิบสองประตูรอบสี่ทิศ ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของความสะดวกในการคมนาคม แต่นี่คือการสลักความหมายของ “สิบสองจักรราศี” เพื่อเปิดรับพลังมงคลจากทุกทิศทางของจักรวาล ให้ไหลเวียนเข้ามาสู่ใจกลางพระราชวัง ณ จุดศูนย์กลางเป๊ะของผังเมืองสี่เหลี่ยมอันกว้างใหญ่ คือจะเป็นที่ตั้งของพระราชวังไม้สักทองอันยิ่งใหญ่โตมโหฬาร หรือที่รู้จักกันในนาม “พระราชวังมัณฑะเลย์”
ในใจกลางของมหาปราสาทแห่งนี้ คือ “ท้องพระโรงใหญ่ หรือ Great Audience Hall” อันเป็นที่ประทับของ “บัลลังก์นกยูงทอง” (Peacock Throne) ซึ่งตั้งอยู่ใต้เรือนยอดไม้ซ้อนชั้นทรงพญาธาตุ หรือ Pyatthat สูงลิ่วถึงเก้าชั้น การสร้างหลังคาซ้อนชั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ณ จุดศูนย์กลางแห่งนี้ คือการสลักคติความเชื่ออันลึกซึ้งว่า
ที่นี่คือจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ และเป็นยอดเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ตามความเชื่อว่า กษัตริย์ผู้ประทับบนบัลลังก์นกยูงทองใต้เรือนยอดเก้าชั้น จึงไม่ได้เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่ทรงดำรงสถานะเป็นสมมติเทพหรือพระอินทร์ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอำนาจสิทธิ์ขาดเหนือแผ่นดิน ท้องฟ้า และทั่วทิศทั้งปวง
ในอดีตสายตาของข้าหลวง หัวเมืองขึ้น และคณะทูตานุทูตที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงแห่งนี้ จะถูกงำด้วยความอลังการของเรือนยอดที่พุ่งสูง และความเงียบขรึมของสถาปัตยกรรม ที่ตอกย้ำถึงบารมีอันยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองทว่าความยิ่งใหญ่ ที่จำลองสวรรค์ไว้บนโลกมนุษย์แห่งนี้ ก็ไม่อาจต้านทานมรสุมแห่งการเมือง และการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคล่าอาณานิคมโดยอังกฤษได้
ฉากละครชีวิตอันซับซ้อนในพระราชวังมัณฑะเลย์ เข้มข้นขึ้นในรัชสมัยของ “พระเจ้าธีบอ” กษัตริย์องค์สุดท้าย ผู้ทรงประสูติในวังหลวง และมีสายเลือดเจ้านายไต(ไทยใหญ่) ทางฝ่ายพระมารดา แม้พระองค์จะได้รับพระราชทานเมืองส่วย คือเมืองสีป้อหรือธีบอในภาษาพม่า จนกลายเป็นพระนามติดตัว แต่การขึ้นสู่อำนาจของพระองค์ กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และการบงการของพระนางศุภยาลัต และพระมารดา (ที่มีผู้นำมาแต่งเป็นละครทีวีอันโด่งดังในเวลาต่อมา) ท่ามกลางตำหนักไม้ฉลุลายอันวิจิตร และเงามืดของสถาปัตยกรรมทรงพญาธาตุ พระราชวังมัณฑะเลย์ ได้กลายเป็นเวทีแห่งโศกนาฏกรรมทางการเมือง การแย่งชิงอำนาจภายใน และความผิดพลาดในการประเมินแสนยานุภาพของมหาอำนาจตะวันตก ที่ผมคงไม่ต้องอธิบายต่อนะครับ
จนกระทั่งในที่สุด ในปีคศ.1885 เสียงปืนใหญ่และกองทัพอังกฤษ ก็บุกเข้าถึงใจกลางนครหลวง ทหารอังกฤษเดินทัพผ่านประตูเมืองสิบสองแห่ง ที่เคยเชื่อว่าเป็นปราการศักดิ์สิทธิ์ ก้าวขึ้นสู่ท้องพระโรงใหญ่ และอัญเชิญพระเจ้าธีบอพร้อมด้วยพระนางศุภยาลัต ลงจากบัลลังก์นกยูงทอง ประตูสวรรค์จำลองใต้เรือนยอดเก้าชั้นจึงถูกเปิดออก ไม่ใช่เพื่อต้อนรับเทวราช แต่เพื่อนำพาองค์กษัตริย์เสด็จลงเรือไปประทับยัง เมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดีย จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ที่นั่น ยุติประวัติศาสตร์ราชวงศ์อันยาวนานของพม่าลงอย่างสิ้นเชิง หลังจากนั้นเป็นต้นมา มหาปราสาทไม้สักทองที่เคยเป็นศูนย์กลางจักรวาล ก็ถูกปรับเปลี่ยนเป็นค่ายทหาร(จนถึงปัจจุบัน) และสโมสรนายทหารอังกฤษครับ
นี่คือภาพแห่งความขมขื่นทางประวัติศาสตร์ของชาวพม่า ที่ยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น เพราะในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปีค.ศ.1945 พระราชวังไม้สักอันทรงคุณค่า ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบร้อยปี กลับถูกระเบิดเพลิงตกใส่จนเกิดไฟไหม้ลุกโชน แผดเผาเรือนยอดพญาธาตุ ท้องพระโรง และตำหนักไม้นับร้อยหลัง จนกลายเป็นเถ้าถ่านเหลือเพียงขี้เถ้าและฐานปูนเปล่าๆ ในคืนเดียว
กาลเวลาหมุนผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ การพยายามฟื้นคืนชีวิตให้แก่ศูนย์กลางจักรวาลแห่งนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลพม่าตัดสินใจสร้างพระราชวังมัณฑะเลย์ขึ้นมาใหม่ ตามผังและเค้าโครงเดิม โดยเปลี่ยนวัสดุจากไม้สักทองบ้างส่วน มาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กและสังกะสี แม้สถาปัตยกรรมที่ปรากฏขึ้นใหม่ จะสามารถจำลองรูปทรงและทรวดทรงความยิ่งใหญ่ในอดีตกลับคืนมาได้ แต่สำหรับผู้ที่เข้าใจประวัติศาสตร์ ความรู้สึกของโครงสร้างคอนกรีต กลับเป็นเพียงเงาสะท้อนที่เงียบเหงา และขาดวิญญาณแห่งความวิจิตรของช่างไม้โบราณ
และราวกับว่าโชคชะตากรรมของนครหลวงแห่งนี้ ยังไม่จบสิ้นเพียงแค่นั้น เมื่อพิบัติภัยธรรมชาติ ในตอนแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวันที่ 28 มีนาคม ปีค.ศ.2025 ได้ย้อนกลับมารับน้องขวัญและแผ่นดินโบราณอีกครั้ง เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาดรุนแรงที่สั่นสะเทือนสั่นสะพรั่งไปทั่วภูมิภาคสะแกงและมัณฑะเลย์ ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนระลอกใหญ่เข้าปะทะกับตัวเมืองและสิ่งก่อสร้างโบราณสถานอย่างหนักหน่วง แรงสั่นสะเทือนในครั้งนั้น ได้สร้างรอยร้าวและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้แก่กำแพงเมืองอิฐโบราณ หอคอยยอดประตูเมือง และโครงสร้างอาคารจำลองภายในพระราชวัง จนปูนและอิฐยุคใหม่ที่สร้างขึ้นมา เมื่อปี 1990 ปีที่ผมเข้าไปทำมาหากินปีแรก ก็เห็นการบูรณปฏิสังขรณ์พระราชวังพอดี
ครั้นแผ่นดินไหวเกิดขึ้น สิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ หอพระฐาตุรวมถึงป้อมปราการบนกำแพงได้พังลงมา บางส่วนต้องพังทลายลงมาการพังทลายจากภัยธรรมชาติในยุคปัจจุบัน ได้นำมาซึ่งภารกิจการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ความพยายามของกรมอุทกศาสตร์ กรมศิลปากร และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณสถานทั้งในและต่างประเทศ ต้องทำงานแข่งกับเวลาและความเปราะบางของโครงสร้างครับ
การซ่อมแซมกำแพงเมืองสิบสองประตู การวางระบบระบายน้ำและการค้ำยันเสาหอคอยโบราณ ไม่ใช่เพียงการต่ออิฐหรือเทปูนกลับคืนไป แต่คือการเรียนรู้ที่จะรักษา “ความทรงจำและร่องรอยเดิม” เอาไว้ให้ได้มากที่สุด โดยไม่ให้มีการทำลายคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความท้าทายของการบูรณะในยุคนี้ จึงไม่ใช่การสร้างให้สวยงามสดใสเหมือนใหม่ หากแต่เป็นการซ่อมแซมด้วยความเคารพต่อประวัติศาสตร์อันบอบช้ำ เพื่อยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณของเมืองไม่ให้เลือนหายไป ตามแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครับ
เมื่อเรามองมัณฑะเลย์ในวันนี้ กรุงเก่านี้ได้ผ่านทั้งรอยแผลจากไฟสงครามในอดีต และรอยร้าวจากแผ่นดินไหว ในการบูรณปฏิสังขรณ์ยามนั้น เราจึงไม่ได้มองเห็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว หรือตำหนักคอนกรีตสีชาดที่ตั้งอยู่ใจกลางคูเมือง แต่สายลมที่พัดผ่านคูเมืองสี่เหลี่ยม และกำแพงอิฐสิบสองประตูที่กำลังได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ ยังคงทำหน้าที่ส่งเสียงกระซิบถึงความหฤหรรษ์ ความเจ็บปวด และสัจธรรมของมนุษย์ ที่เคยแย่งชิงอำนาจกันใต้ร่มเงาของสวรรค์จำลอง
การเดินทางมาเยือนพระราชวังมัณฑะเลย์ของผม จึงเป็นยิ่งกว่าการชมความงามเชิงช่าง แต่มันคือการส่องกระจกมองดูอนิจจังของอำนาจและสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ ที่แต่ละครั้งผมก็มีความรู้สึกในใจเสมอว่า นี่คือพระราชวังที่ในอดีต คือสัญญาลักษณ์แห่งความพยายามจะสร้างให้ยิ่งใหญ่ และความมั่นคงให้เหมือนเขาพระสุเมรุเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง กาลเวลา และพลังแห่งธรรมชาติที่พัดผ่านไปได้เลยครับ
สัปดาห์หน้า ผมจะนำเอาพระราชวังที่สำคัญๆ มาเล่าสู่กันฟังนะครับ เพราะแต่ละแห่งล้วนมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ที่คนรุ่นใหม่ไม่น่าจะรู้ หรือที่รู้ก็จะผ่านการบันทึกจดจำในหน้ากระดาษเท่านั้น ผมจะนำมุมมองที่ผมได้ไปประสบพบเห็นมา มาเล่าสู่กันฟังครับ







