thansettakij
thansettakij
ผ่าทางรอดเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ข้อเสนอจากหัวใจภาคเอกชน

ผ่าทางรอดเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ข้อเสนอจากหัวใจภาคเอกชน

ผ่าทางรอดเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ข้อเสนอจากหัวใจภาคเอกชนคอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดยดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยเราจะได้เปิดประตูต้อนรับการมาเยือนของท่านประธานาธิบดีเมียนมา ฯพณฯท่านพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมา เราจะพบว่าสองประเทศไม่เคยแยกออกจากกันได้เลย ไม่ว่าจะในมิติของภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือห่วงโซ่อุปทานทางการค้า และในห้วงเวลาที่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เดินทางมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ ในฐานะของคนที่ทำงานใกล้ชิดกับภาคธุรกิจและเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงตามแนวชายแดนมาโดยตลอด ผมคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่เราจะต้องหันกลับมามอง “ความเป็นจริง” ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมีสติและเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ครับ

หัวใจสำคัญที่ภาคเอกชนและสังคมกำลังจับตามอง คือผลลัพธ์ของมาตรการทางเศรษฐกิจที่เมียนมานำมาใช้ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะนโยบาย 100 วัน (100-Days Policy) ที่กำหนดให้มูลค่าการนำเข้าจะต้องเท่ากับมูลค่าการส่งออก หรือหลักการ Import-Export Balance ที่บังคับให้ต้องส่งออกก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ในการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า แน่นอนว่าหากมองในมุมของรัฐบาลเมียนมา

นโยบายนี้ตั้งอยู่บนความพยายามที่จะสงวนสำรองเงินตราต่างประเทศไว้ในยามวิกฤต แต่ในทางปฏิบัติทางการค้าสากล นโยบายนี้กลับกลายเป็นพันธนาการที่ตึงแน่น จนทำให้ระบบเศรษฐกิจแทบหยุดหมุน เพราะในโลกความเป็นจริง พ่อค้าชายแดนที่นำเข้าปุ๋ยเคมี ยารักษาโรค เครื่องอุปโภค-บริโภค หรืออาหารแปรรูป ไม่ได้เป็นเจ้าของสัมปทานการส่งออกก๊าซธรรมชาติหรือแร่ธาตุ การบังคับให้เกิดการจับคู่สมดุลทางการค้า ในระดับผู้ประกอบการรายย่อย จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากยิ่ง

ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ใช่การประหยัดเงินดอลลาร์ แต่เป็นการดันให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล จากการควานหามูลค่าสินค้าหรือ Earning Money จากใบอนุญาตส่งออกในตลาดมืด สินค้าจำเป็นในท้องตลาดเริ่มขาดแคลน อัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงขึ้น และสุดท้ายช่องทางทางการค้าที่ถูกกฎหมายก็ถูกบีบให้แคบลง จนการค้านอกระบบและตลาดมืดกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งอย่างน่าเสียดาย

ปรากฏการณ์เหล่านี้กำลังส่งสัญญาณที่น่ากังวลว่า โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเมียนมา กำลังถูกดึงให้ถอยหลังกลับไปสู่บรรยากาศในยุคทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นยุคที่การค้าถูกควบคุมโดยรัฐอย่างตึงตัว ประชาชนและภาคธุรกิจต้องพึ่งพาการค้านอกระบบเพื่อความอยู่รอด และถูกตัดขาดจากระบบการเงินสากล การปฏิรูปเศรษฐกิจที่เมียนมาเคยเปิดรับและสั่งสมมาตลอดนับสิบปีที่ผ่านมา กำลังถูกท้าทายด้วยมาตรการบริหารจัดการภาวะวิกฤตแบบโบราณ ซึ่งผลกระทบของมันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขการค้าชายแดนที่ซบเซาลง แต่กำลังบาดลึกเข้าไปถึงเนื้อในของสังคมและสาธารณสุขอย่างน่าตกใจ

เมื่อมาตรการนำเข้าสินค้าถูกคุมเข้ม ยารักษาโรคเรื้อรัง เวชภัณฑ์พื้นฐาน และปุ๋ยเคมีทางการเกษตร กลายเป็นของหายาก และมีราคาแพงเกินกว่าที่ประชาชนคนธรรมดาจะเข้าถึงได้ โรงพยาบาลในประเทศเมียนมาต้องรับศึกหนักจากการขาดแคลนยา บุคลากรทางการแพทย์ที่ส่วนหนึ่งหลุดออกจากระบบ ระบบการฉีดวัคซีนพื้นฐานและโครงการป้องกันโรคติดต่อที่เคยทำได้ดีต้องหยุดชักงักลง ส่งผลให้โรคระบาดเดิม ๆ ที่เคยควบคุมได้เริ่มกลับมาระบาดใหม่อีกครั้ง

 

ขณะเดียวกัน ในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ การขาดแคลนปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ จะทำให้ผลผลิตตกต่ำลง ซ้ำเติมความยากจนและปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ผลกระทบทั้งหมดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในฝั่งประเทศเมียนมา แต่ได้ทะลักล้นข้ามแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินมายังประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โรงพยาบาลฝั่งชายแดนของไทยต้องรับภาระดูแลผู้ป่วยหนัก และหญิงตั้งครรภ์ที่ข้ามมารักษาตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความกดดันทางเศรษฐกิจและภาวะความไม่สงบ ก็บีบบังคับให้เกิดการย้ายถิ่นฐานและการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามายังฝั่งไทยในปริมาณมาก

อย่างไรก็ตาม การมองเห็นปัญหาไม่ได้มีไว้เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ แต่มีไว้เพื่อหา “ทางออกร่วมกัน” ในฐานะประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ประตูทางการทูตและความร่วมมือในครั้งนี้ คือโอกาสทองที่เราจะเปลี่ยนจากความตึงเครียดไปสู่การสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเริ่มจากการ “ปรับกรอบความคิด” ในการทำงานร่วมกันใหม่

ประการแรก ในมิติทางการค้า รัฐบาลเมียนมาอาจพิจารณาผ่อนปรนมาตรการ Import-Export Balance โดยการสร้างช่องทางพิเศษ หรือ Fast-track ให้กับสินค้ากลุ่มที่เป็น “สายป่านของชีวิตและเศรษฐกิจพื้นฐาน” นั่นคือ ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ สินค้าอุปโภค ปุ๋ยเคมี และวัตถุดิบการเกษตร เพราะการเปิดให้สินค้าเหล่านี้ไหลเวียนได้ตามปกติ ไม่ได้เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้พ่อค้าฝั่งไทย แต่คือการอัดฉีดสารอาหารกลับเข้าไปในภาคการเกษตรและการผลิตของเมียนมาเอง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกและสร้างผลผลิตส่งออกกลับมาเป็นเงินตราต่างประเทศได้ในระยะยาว มันคือการมองการนำเข้าในฐานะ “วัตถุดิบเพื่อการเติบโต” ไม่ใช่แค่การเสียดายเงินตราต่างประเทศเพียงทางเดียวครับ

ประการต่อมา ในมิติสาธารณสุขและมนุษยธรรม ประเทศไทยพร้อมเสมอที่จะเป็นพันธมิตรที่เคียงข้างในฐานะเพื่อนบ้าน การจัดตั้งกลไกความร่วมมือสาธารณสุขชายแดนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้การจัดส่งเวชภัณฑ์และวัคซีนพื้นฐาน ข้ามแดนเป็นไปได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และทันท่วงที การคัดกรองและป้องกันโรคระบาดร่วมกันตามแนวชายแดน จะช่วยลดภาระทางการแพทย์ของทั้งสองฝั่ง และที่สำคัญที่สุดคือ มันจะช่วยปกป้องชีวิตของประชาชนริมชายแดนให้อยู่รอดปลอดภัยจากวิกฤตสุขภาพนั่นเอง

ประการสุดท้าย ในมิติของแรงงานและการเคลื่อนย้ายประชากร เราต้องยอมรับว่าแรงงานเมียนมา คือขุมกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทย การเร่งรัดกระบวนการจัดทำเอกสารรับรองบุคคล (CI) และการพิสูจน์สัญชาติให้ยืดหยุ่น โปร่งใส และรวดเร็ว และการยกระดับแรงงานจากแรงงานไร้ทักษะ เป็นแรงงานที่มีทักษะ จะช่วยนำแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน

ประเทศเมียนมาเองก็จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล จากการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานผ่านระบบธนาคารที่ตรวจสอบได้ ซึ่งจะเข้ามาช่วยเติมสภาพคล่องให้กับครอบครัวนับล้านในประเทศเมียนมา ควบคู่ไปกับการกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ที่กัดเซาะความมั่นคงตามแนวชายแดนครับ

จะเห็นว่าทางรอดของไทยและเมียนมาในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การปิดประตูหรืองัดง้างนโยบายใส่กัน แต่คือการเดินหน้าด้วยความเข้าใจในความจำเป็นของกันและกัน เสถียรภาพตามแนวชายแดน ความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุข และการค้าที่ไหลเวียนได้อย่างสมดุล คือรากฐานที่แท้จริงที่จะยึดโยงสองประเทศไว้ด้วยกันอย่างยั่งยืน และภาคเอกชนไทยพร้อมเสมอที่จะเป็นสะพานเชื่อม ร่วมตั้งคณะทำงานเชิงรุกทางเทคนิค เพื่อเปลี่ยนข้อเสนอเหล่านี้ ให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองฝั่งแผ่นดินครับ