thansettakij
thansettakij
จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • เกาะฟูก๊วก เวียดนาม พัฒนาอย่างก้าวกระโดดด้วยการลงทุนมหาศาลของภาคเอกชน สร้างแหล่งท่องเที่ยวและโชว์ระดับโลกขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
  • ฟูก๊วกทุ่มทุนจ้างนักแสดงและทีมงานระดับแชมป์โลกมาจัดโชว์ถาวรทุกคืน เพื่อสร้างแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร
  • การท่องเที่ยวไทยถูกวิจารณ์ว่ายังพึ่งพา "บุญเก่า" อย่างทรัพยากรธรรมชาติและชื่อเสียงเดิมๆ ขาดวิสัยทัศน์และการลงทุนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ยิ่งใหญ่
  • ผู้เขียนเตือนว่าไทยอาจสูญเสียตำแหน่งผู้นำด้านการท่องเที่ยว หากไม่ปรับตัวและกล้าลงทุนเหมือนเวียดนามที่รัฐบาลปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ เพื่อส่งเสริมเอกชน

วันนี้ผมมาที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม เพื่อมาพบกับลูกค้ารายใหญ่ของผมและหารือธุรกิจที่นี่ ปกติวันหยุดยาวผมมักจะอาศัยวันหยุดทุกครั้งเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อทำธุรกิจต่อทุกปี เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้ไม่ต้องเสียวันหยุดไปด้วยการพักผ่อน หากปีไหนไม่ได้นัดหมายลูกค้า ผมก็จะพาครอบครัวท่องเที่ยวเป็นกรณีพิเศษเสมอ ปีนี้เผอิญว่าลูกค้ารายนี้ เขาได้ไปซื้อโรงแรมเล็กๆ ที่ฟูก๊วก เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวและยังใช้หาเงินได้อีกด้วยไว้แห่งหนึ่ง เขาจึงนัดผมมาพบที่นี่ครับ

พอมาถึงก็เจรจาว่าความเรื่องธุรกิจจนจบ จากนั้นเขาก็พาตะเวนเที่ยวดูการเปลี่ยนแปลงของเกาะฟูก๊วก ต้องยอมรับเลยว่า เพียงแค่ 3-4 ปีที่ผมไม่ได้มาที่นี่ วันนี้เกาะฟูก๊วกได้เปลี่ยนไปจากอดีตเป็นเกาะประมงเล็กๆ ได้แปลงเป็นเกาะแห่งการท่องเที่ยวของเวียดนามไปในทันทีเลยครับ

ในขณะที่ไทยเรายังคงวนเวียนอยู่กับการทำแคมเปญชื่อสวยหรู แต่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งจิตวิญญาณ หรือจัดอีเว้นท์แบบผักชีโรยหน้า เพื่อใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ข้ามอ่าวไทยไปเพียงไม่กี่ร้อยไมล์ ที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม กำลังเกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่ควรจะทำให้ผู้บริหารบ้านเมืองของเรานั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะสิ่งที่ผมเห็นที่นี่ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่มันคือการ “ประกาศสงครามเศรษฐกิจเชิงสุนทรียภาพ” ผ่านวิสัยทัศน์ที่เราไม่มีวันทำได้ ตราบใดที่ยังบริหารงานกันอยู่แบบเดิม ๆ ครับ

ผมต้องใช้คำว่าที่นี่เป็น “อาณาจักรแห่งความบ้าบิ่น” เมื่อกลุ่มทุนใหญ่ของเขา ได้ทุ่ม “เงินผสมกับกึ๋น” มาเนรมิตที่ Sunset Town หรือเมืองจำลองสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของเกาะฟูก๊วก กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Sun Group ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความเป็นไปไม่ได้” ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของพวกเขา พวกเขาไม่ได้สร้างแค่ตึกสีสวยๆ ไว้ให้คนมาเดินถ่ายรูปฟรีๆ แต่เขาเนรมิต “แม่เหล็กระดับโลก” ที่เขากล้าจ้างแชมป์โลกมาอยู่ประจำเกาะ เหมือนการยกเอาสเตเดียมโอลิมปิกมาไว้หน้าบ้าน

ในการจัดโชว์ Symphony of the Sea และ Love Hurricane ผมได้เห็นการรวมตัวของเหล่านักกีฬาเอ็กซ์ตรีมระดับ “หัวกะทิ” ของโลก ที่เมืองไทยเราไม่เคยมองเห็นหัว เช่น Kristina Isaeva รองแชมป์โลก Flyboard (World Vice Champion) จากรัสเซีย ผู้ที่ใช้แรงดันน้ำมหาศาลพุ่งทะยานสูงกว่า 15 เมตร ตีลังกาแหวกอากาศประหนึ่งยอดมนุษย์ หรือTomasz Kubik เจ้าของสถิติโลก Guinness World Record ผู้ทำ Backflip ได้มากที่สุดในโลกภายในหนึ่งนาที หรือคุณสุขสันต์ ตองไทย (เซฟ) แชมป์โลก 5 สมัยชาวไทยที่ไปสร้างชื่อกระฉ่อนโลก แต่กลับได้รับการชุบเลี้ยงและให้เกียรติในฐานะ “แม่เหล็กหลัก” อยู่ที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม น่าเสียดายที่ไม่ใช่ที่ประเทศไทยนะครับ

ยังมี James Curtis แชมป์ Jet-ski Freestyle จากอังกฤษ ที่มาวาดลวดลายผาดโผนร่วมกับทีม จะเห็นว่าการจ้างคนเหล่านี้มาแสดง “ทุกคืน” เป็นเวลาหนึ่งปี ที่ไม่ใช่ประเดี๋ยวประด๋าวมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันหมายถึงค่าตัวมหาศาล สวัสดิการระดับพรีเมียม และการจัดการความปลอดภัยระดับสากล ซึ่งเวียดนามทำได้แบบไม่กะพริบตา

นี่คือตัวเลขที่ตอกย้ำความ “ถึงใจ” ของผู้ลงทุน หากถามว่า เวียดนามกล้าแค่ไหน? ให้ดูที่ตัวเลขงบประมาณและการลงทุนที่กล้าได้กล้าเสียมาก เช่น โรงละครริมทะเลมูลค่าหลายหมื่นล้าน โครงการโชว์มัลติมีเดียอย่าง Kiss of the Sea ที่ใช้เทคโนโลยีน้ำพุ เลเซอร์ และจอยักษ์บนม่านน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลงทุนไปกว่า หลายล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือการยิงพลุแบบถลุงเงิน เพราะพลุที่เกาะฟูก๊วกไม่ได้มีแค่รอบเดียวจบ แต่เขามีถึง 2 รอบต่อคืน (รอบหัวค่ำที่ผมไปดูมา และรอบดึกที่ผมดูจากหน้าต่างโรงแรม) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้อยู่ในพื้นที่นานที่สุด ค่าพลุ และ Pyrotechnics ในแต่ละคืนถูกคาดการณ์ว่าสูงถึงหลักล้านบาทไทยเลยทีเดียว คิดดูว่าปีหนึ่งเขาต้อง “เผาเงิน” ไปเท่าไหร่เพื่อสร้างภาพจำระดับโลก? 

นอกจากนี้ยังจ้าง Partnership ระดับสากล นั่นคือ ECA 2 จากฝรั่งเศส (ผู้อยู่เบื้องหลังโชว์โอลิมปิก) และ H2O Events จากออสเตรเลีย มาเป็นผู้กำกับโชว์ ในขณะที่ไทยเรามักจะติดหล่มเรื่องการจ้างบริษัทนอมินีที่ของใครบางคน ที่เสนอราคาต่ำสุดแต่คุณภาพงานไม่ได้ดีงาม เป็นไปตามราคาที่เราจ่ายนั่นแหละครับ

นี่ทำให้ผมคิดถึงคนไทยที่ไปโด่งดังระดับโลกคนหนึ่งที่เราชอบพูดถึง นั่นก็คือ “น้องลิซ่า Blackpink” ทุกครั้งที่อยากจะเคลมผลงานหรือสร้างกระแส แต่ในความเป็นจริง แม้แต่ไทยเรายังไม่มีปัญญาพอจะสร้าง Infrastructure หรือโชว์ระดับโลกที่สมศักดิ์ศรีให้ศิลปินระดับ Global Icon อย่างเธอมาแสดงประจำได้เลย การที่ฟูก๊วกพิสูจน์แล้วว่า “วิสัยทัศน์สำคัญกว่าทรัพยากร” เขาไม่ได้รอให้ความสวยงามเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เขาสร้างมันขึ้นมาใหม่จากความว่างเปล่า

น่าจะเป็นบทสรุปที่น่าคิดครับ เพราะในขณะที่ไทยมีทั้งน้องลิซ่า  แต่เราทำได้แค่ขอความร่วมมือให้เธอมาช่วยโปรโมทลูกชิ้นยืนกินหรือรัดเกล้ายอด แต่เวียดนามที่ไม่มีน้องลิซ่า เขากลับสร้างเมืองที่น้องลิซ่าเอง ก็อาจจะอยากมาพักผ่อน นี่คือความแตกต่างระหว่างการ “พึ่งพาบุญเก่า” จากทรัพยากรการท่องเที่ยว กับการ “สร้างบุญใหม่” ของเกาะฟูก๊วก

อาจจะมีคนที่รักชาติตั้งคำถามว่า แล้วทำไมไทยถึงทำแบบฟูก๊วกไม่ได้? ผมไม่อยากพูดว่า ที่ผ่านมาเรามักจะได้รัฐมนตรีท่องเที่ยว ที่มองแค่สถิติตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทย ซึ่งมักจะเป็นเรื่องของ “ปริมาณมากกว่าคุณภาพ” การจัดงานอีเว้นท์ในไทย เรามักเน้นจัดฉากให้เจ้านายมาตัดริบบิ้น แต่ขาดความต่อเนื่องและความเป็นสากล

นอกจากนี้ การสร้างผังเมืองและกฎหมายที่เป็นอุปสรรค การจะสร้างแลนด์มาร์คให้ยิ่งใหญ่ในไทย มักติดข้อกฎหมายท้องถิ่นหรือการเล่นพรรคเล่นพวก ในขณะที่ฟูก๊วกถูกประกาศให้เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” และ “Free Visa Zone” เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัด ให้เอกชนได้วาดลวดลายเต็มที่ไงละครับ เจ็บจริงๆ.......

อีกหนึ่งสัจธรรมที่เราต้องคิด คือ เมื่อแชมป์มวยไม่มีการพัฒนาหรือฝึกซ้อม วันหนึ่งแชมป์ก็ต้องถูก “แขวนนวม” ประเทศไทยเรามักจะเสพติดคำว่า “แชมป์การท่องเที่ยว” มานาน จนกลายเป็นคนที่ไม่ยอมพัฒนาสิ่งใหม่ๆคิดใหม่ๆ หรือเราประมาทเกินไปที่คิดว่าภูเก็ตหรือกาะเสมุยจะอยู่ยั้งยืนยงตลอดกาล วันนี้ผมเห็นคนต่างชาติสารพัดชาติ เดินอยู่บนชายหาดฟูก๊วกแทบจะชนกันตาย แม้ที่นี่เขาอาจจะมีห้องพักน้อยกว่าของเรา แต่ในเรื่องของ “Momentum” และ “ความสดใหม่” เวียดนามเขาชนะเราไปหลายขุมแล้วละครับ หรือนี่มันคือเสียงระฆังเตือนว่า “เวลาของคุณกำลังจะหมดลงแล้ว” หากไทยเรายังไม่กล้าลงทุนในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่กล้าจ้างคนเก่งระดับโลกมาทำงาน และรัฐบาลยังไม่มีแนวคิดที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต สักวันหนึ่งเราก็จะกลายเป็น “อดีตแชมป์” ที่ทำได้แค่เล่าความหลังให้คนอื่นฟังก็เป็นไปได้นะครับ

เราควรเลิกภูมิใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาเพราะธรรมชาติแบบเดิม ๆ ได้แล้ว เพราะธรรมชาติมีวันเสื่อมลงได้ แต่ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีวันตาย หากเราไม่มีความบ้าบิ่นพอ ที่จะทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เหมือนที่ Sun Group ทำที่เกาะฟูก๊วก ก็เตรียมตัวแขวนนวมและส่งมอบตำแหน่ง “สวรรค์แห่งการท่องเที่ยว” ให้กับเวียดนามไปได้เลยครับ !!!