
ยอดภูเขาน้ำแข็งและผลประโยชน์มหาศาลในอดีตของเมียนมา
ยอดภูเขาน้ำแข็งและผลประโยชน์มหาศาลในอดีตของเมียนมา คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- เงินช่วยเหลือจากญี่ปุ่นไม่ใช่แค่เรื่องมนุษยธรรม แต่เป็นกลยุทธ์ที่เคยใช้สำเร็จในเมียนมา ซึ่งการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์นำไปสู่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลในระยะยาว
- สำหรับญี่ปุ่น เงินช่วยเหลือด้านสาธารณสุขที่ชายแดนตากเปรียบเสมือนการซื้อประกันเพื่อปกป้องฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานมูลค่ามหาศาลของตนในไทย พร้อมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในเวทีโลก
- บทความเตือนว่าไทยต้องมีแผนยุทธศาสตร์บูรณาการของตนเอง เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ให้ทุนและสูญเสียอำนาจควบคุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญเหมือนในอดีตที่เกิดขึ้นกับเมียนมา
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีน้องท่านหนึ่งส่งภาพข่าวหนังสือพิมพ์มาให้ผมอ่าน พร้อมตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า กรณีที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศมอบเงินช่วยเหลือด้านสาธารณสุขเพื่อดูแลผู้อพยพตามแนวชายแดนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดตากนั้น แท้จริงแล้วเป็นโอกาสหรือข้อควรระวังสำหรับประเทศไทยเรากันแน่?
เมื่อผมอ่านรายละเอียดแล้ว ในฐานะที่ติดตามงานด้านยุทธศาสตร์มาโดยตลอด ผมมองว่านี่คือกรณีศึกษาที่ “ทรงคุณค่า” อย่างยิ่ง ที่เราคนไทยและคนทำงานนโยบาย พี่น้องข้าราชการไทยน่าจะสามารถนำมาถอดรหัส เพื่อให้เราบริหารจัดการกับกรณีความช่วยเหลือนี้ได้อย่างเท่าทัน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติครับ
ในโลกของการทูตและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สัจธรรมที่ว่า “ไม่มีของฟรีในโลก” ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่นักยุทธศาสตร์ต้องตระหนักอยู่เสมอ ล่าสุดกรณีที่รัฐบาลญี่ปุ่นผ่านหน่วยงาน JICA และ WHO ประกาศมอบเงินช่วยเหลือประมาณ 90 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนระบบสาธารณสุขในจังหวัดตาก รองรับผู้พลัดถิ่นตามชายแดนจากประเทศเมียนมา แม้ภาพเบื้องหน้าจะเป็นงาน “ด้านมนุษยธรรม” ที่น่าชื่นชม แต่หากเรามองเพียงแค่ตัวเลขงบประมาณ โดยละเลยการวิเคราะห์เชิงลึก เราอาจเสียโอกาสในการกุมอำนาจต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ ในระยะยาวไปอย่างน่าเสียดายครับ
หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต ช่วงปี 2010-2011 ซึ่งเป็นยุคที่ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ประเทศญี่ปุ่นเคยใช้กลยุทธ์ที่เฉียบคมทางเศรษฐกิจในการเข้าไปพัฒนา “นิคมอุตสาหกรรมพิเศษติลาว่า” ในกรุงย่างกุ้งมาแล้ว ซึ่งเป็นตัวอย่างของกลยุทธ์ “Maximize Profit Minimize Cost” ที่ชัดเจนที่สุด ในเวลานั้นมหาอำนาจอย่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พยายามลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทางภาคเหนือของประเทศเมียนมา นั่นคือ “เขื่อนอิระวดี” ที่รัฐกระฉิ่น แต่ช่วงการเริ่มต้นโครงการ เมื่อเกิดแรงต้านในพื้นที่อย่างรุนแรง จนทำให้ท่านประธานาธิบดีเต็ง เส่ง สั่งให้มีการทำประชาพิจารณ์ใหม่อีกครั้ง จึงเกิดช่องว่างขึ้น ประเทศญี่ปุ่นก็อาศัยจังหวะนั้น “เข้าเสียบ” โครงการนิคมฯติลาว่าทันที
ญี่ปุ่นไม่ได้ทุ่มเงินมหาศาลแข่งในเชิงปริมาณ แต่เลือกทุ่มไปในจุดยุทธศาสตร์ที่เป็น “คอขวด” (Bottleneck) โดยการให้ซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสร้างท่าเรือและระบบไฟฟ้ารองรับนิคมอุตสาหกรรมพิเศษติลาว่า ผลที่ตามมาคือญี่ปุ่นได้สิทธิ์ในการบริหารจัดการพื้นที่ วางมาตรฐาน (Japan Standard) และทำให้บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Suzuki และโรงงานผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคหลายแบรนด์ดัง กลายเป็นผู้เล่นตัวจริงในพื้นที่ โดยมีรัฐบาลเมียนมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ นี่คือบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่า “เงินช่วยเหลือ” (Official Development Assistance:ODA) สามารถทำหน้าที่เป็น “หัวเจาะ” ที่สำคัญ เพื่อสร้างกำไรที่ยั่งยืน กลับสู่ประเทศผู้ให้ได้อย่างแนบเนียนเลยครับ
ในกรณีของงบสาธารณสุขที่จังหวัดตาก 90 ล้านบาทนี้ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก หากเรามองในเชิงธุรกิจ นี่คือการทำ “Insurance for Investment” ที่ชาญฉลาดมาก เพราะญี่ปุ่นมีฐานการผลิตมหาศาลในไทย การที่ชายแดนตากมีความเสี่ยงเรื่องโรคระบาด ย่อมกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของเขาโดยตรง การจ่ายเงินก้อนนี้จึงเหมือนการซื้อ “เบี้ยประกันภัย” ในราคาที่คุ้มค่า เพื่อปกป้องผลประโยชน์หลักแสนล้านในพื้นที่ภาคกลางและตะวันออกของไทย นอกจากนี้ยังได้รับ “Humanitarian Soft Power” หรือภาพลักษณ์พี่ใหญ่ใจดีในสายตา UN และ WHO ในขณะที่ไทยในฐานะเจ้าบ้านต้องแบกรับภาระทางสังคม (Social Cost) ในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่น่าขบคิดสำหรับพวกเราคือ เราจะเปลี่ยนสภาวะจากการเป็น “ผู้แบกรับภาระ” มาเป็น “ผู้นำเชิงยุทธศาสตร์” ได้อย่างไร? ปัญหาที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องการรับเงิน แต่คือการทำงานในลักษณะ “แยกส่วน” (Siloed Thinking) หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้บูรณาการความคิดร่วมกัน เราอาจตกอยู่ในสภาวะที่ต้องเดินตามมาตรฐาน (Standard Sovereignty) ที่ผู้ให้ทุนกำหนด ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ยา หรือระบบบริหารจัดการ ซึ่งอาจทำให้เราต้องพึ่งพาเขาไปตลอด
ยิ่งไปกว่านั้นเราต้องไม่ลืมว่า จังหวัดตากคือประตูสำคัญของ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก (Western Economic Corridor) หากเราไม่มี “แผนแม่บท (Master Plan)” ของเราเองที่ชัดเจน พื้นที่ยุทธศาสตร์นี้ อาจกลายเป็นเขตอิทธิพลที่มหาอำนาจเข้ามาคุมกลไกเบื้องหลังทั้งหมด ตั้งแต่ระบบสุขภาพไปจนถึงโลจิสติกส์เลยครับ
ถึงเวลาแล้วครับที่ประเทศไทยเราต้องก้าวข้ามการมองแค่ “งบประมาณรายปี” ไปสู่การมอง “ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” ให้ขาด ผมขอเสนอว่า เราต้องเป็นผู้กำหนด TOR เอง อย่าปล่อยให้ผู้ให้ทุนเป็นคนเขียนทิศทางโครงการฝ่ายเดียว แต่ภาครัฐของไทยเราต้องกำหนดว่า ระบบที่ได้รับความช่วยเหลือมานั้น ต้องเชื่อมโยงและเกื้อหนุนต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษของเราอย่างไร?
การคิดแบบบูรณาการ (Integrated Thinking) ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ ด้านความมั่นคง และกระทรวงพาณิชย์ ควรนั่งโต๊ะเดียวกัน เพื่อมองว่าเงิน 90 ล้านนี้จะช่วยต่อยอดการเจรจาสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือการพัฒนาเขตเศรษฐกิจได้อย่างไร? ไม่ใช่เพียงแค่เรื่อง “การกุศล” เท่านั้น
การกระจายความร่วมมือ (Diversification) เพื่อสร้างดุลอำนาจและไม่ให้เกิดข้อผูกพันทางความรู้สึก (หนี้บุญคุณ) กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป
ในความคิดของผม เม็ดเงิน 90 ล้านบาทจากญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่ดี และเป็นมิตรภาพที่น่าขอบคุณครับ แต่เราจะดูดีกว่านั้นมากหากเรา “เป็นงาน” ในการนำหมากเกมนี้ มาวางบนกระดานยุทธศาสตร์ของไทยเอง เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมนี้ กลายเป็นรากฐานความมั่นคงที่คนไทย เป็นคนกำหนดทิศทางอย่างแท้จริง ก่อนที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญของชาติ จะถูกขีดเขียนด้วยมาตรฐานของผู้อื่นเพียงฝ่ายเดียว เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ประเทศเมียนมาครับ










