
นโยบายภาพลวงตาของตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาล
นโยบายภาพลวงตาของตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาล คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- นโยบายของรัฐบาลเมียนมาที่มุ่งกระตุ้น GDP ด้วยการใช้จ่ายภาครัฐ (G) แต่กลับจำกัดการนำเข้าอย่างเข้มงวด เป็นนโยบายที่ขัดแย้งกันเองและไม่ยั่งยืน
- การอัดฉีดเงินเข้าระบบโดยไม่มีสินค้าและบริการมารองรับเนื่องจากการจำกัดการนำเข้าปัจจัยการผลิต จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและทำลายอำนาจซื้อของประชาชน
- ทางออกที่แท้จริงคือการแก้ปัญหาดุลการค้า โดยส่งเสริมการส่งออกและผ่อนปรนการนำเข้าปัจจัยการผลิต เพื่อฟื้นฟูการลงทุน (I) และการบริโภค (C) จากภาคเอกชน
เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ผมเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ตีข่าวว่ารัฐบาลเมียนมา ได้ประกาศว่า “เป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ระดับ 3.4% สำหรับปีงบประมาณ 2026–2027” ซึ่งจะมีการอัดฉีดงบประมาณแผ่นดินลงไป เพื่อฉุดตัวเลข GDP ให้ขยับตัวขึ้นไป ก็มีคำถามส่งเข้ามาถามผมตามมาอีกมากมายว่า ตัวเลขดังกล่าวนี้เป็นจริงได้เพียงใด? ผมก็ต้องบอกว่า เรื่องนี้ต้องใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ก่อน จึงจะตอบได้อย่างชัดเจนว่า เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ
หากเรามามองเศรษฐกิจเมียนมา ในห้วงเวลาที่สภาวะเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะมีข่าวสงครามตะวันออกกลางที่กำลังเข้มข้นอยู่นี้ การที่รัฐบาลเมียนมาออกประกาศเป้าหมายการเจริญเติบโตดังกล่าว จึงเปรียบเสมือนการส่ง “สัญญาณความหวังท่ามกลางพายุ” แต่คำถามสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์และประชาชนทั่วไปต่างตั้งข้อสงสัยคือ ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงหรือเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีกันแน่?
เมื่อเราลองพิจารณาจากหลักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ตัวเลข GDP จะประกอบด้วยเครื่องยนต์หลัก ที่ผมชอบใช้คือ “สี่เครื่องยนต์” ประกอบด้วย C+I +G +( X-M) กล่าวคือ C = Consumption คือการใช้จ่ายของประชาชน I = Investment การลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม G = Government Spending คืองบประมาณแผ่นดินหรือการใช้จ่ายภาครัฐ และตัวสุดท้าย (X-M) = Export- Import คือการส่งออกลบด้วยการนำเข้า
ส่วนยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลเมียนมานำมาใช้ ก็คือการใช้จ่ายภาครัฐ หรือ “ตัว G” (Government Spending) เป็นแรงขับเคลื่อนหลักเพียงอย่างเดียว เราจะพบว่านี่คือการเดิมพันที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะมันกำลังฝืนกฎเกณฑ์พื้นฐานของเศรษฐศาสตร์มหภาคอย่างรุนแรง กับดักของการเร่งตัว G ในภาวะที่ “ประตูนำเข้า” ถูกปิดตายตามหลักสมดุลเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งในสภาวะปกติ
ส่วนประกอบสี่เครื่องยนต์ที่ผมกล่าวมาข้างต้น ต้องทำงานสอดประสานกันเหมือนฟันเฟืองในนาฬิกา แต่ปัจจุบันเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ของเมียนมากลับอยู่ในภาวะ “อัมพาต” การที่รัฐบาลพยายามเบิ้ลเครื่องยนต์ G ให้แรงที่สุดเพียงตัวเดียว ในขณะที่ฟันเฟืองส่วนอื่นๆ กำลังแตกหักและขาดน้ำมันหล่อลื่น น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่นอกจากจะไม่ช่วยให้เดินหน้าได้แล้ว ยังสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เครื่องยนต์พังทลายลงอย่างถาวร
ส่วนตัวผมคิดว่า วันนี้หัวใจของปัญหา คือความขัดแย้งเชิงนโยบาย (Policy Conflict) ที่ย้อนแย้งกันเองอย่างรุนแรงมากกว่า เพราะในด้านหนึ่ง ถ้ารัฐบาลเมียนมาพยายามอัดฉีดเงินสดเข้าสู่ระบบ ผ่านโครงการภาครัฐและงบประมาณด้านความมั่นคง เพื่อหวังกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับใช้มาตรการ “จำกัดการนำเข้า” (Import Restrictions) อย่างสุดโต่ง เพื่อรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีไม่เพียงพอ การทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการพยายามเติมน้ำใส่ถังที่รั่ว และการตัดออกซิเจนของภาคการผลิตพร้อมๆกัน เมื่อเกษตรกรขาดแคลนปุ๋ยเคมี โรงงานขาดน้ำมันเชื้อเพลิง และ SME ขาดวัตถุดิบต้นน้ำจากต่างประเทศ ภาคการผลิตจริงจะเข้าสู่ภาวะ “อุปทานช็อก” (Supply Shock) ทันที เงินที่รัฐอัดฉีดลงไป (G) จึงกลายเป็นเพียงกระดาษที่ไร้มูลค่ารองรับ เพราะไม่มีสินค้าและบริการให้ซื้อหาอย่างเพียงพอ ผลที่จะตามมาก็คือ เงินเหล่านั้นจะไปไล่ซื้อสินค้าที่มีอยู่น้อยนิด จนเกิดเป็นวงจร “เงินเฟ้อที่รุนแรง” ซึ่งสุดท้ายจะย้อนกลับมาทำลายอำนาจซื้อ และความเป็นอยู่ของประชาชน ที่รัฐบาลบอกว่าต้องการช่วยเหลือก็เป็นไปได้ครับ
ถ้าเราถามว่าทำไมการแก้ที่ “ตัว X-M” จึงเป็นเงื่อนไขแรกของ “ความรอดของเศรษฐกิจ” วันนี้ ต้องบอกว่าการเดินทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จำเป็นต้องเริ่มที่การแก้ปัญหา X-M (ดุลการค้า) เป็นอันดับแรก แต่ความรอดไม่ได้มาจากการ “สั่งห้ามนำเข้า” ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และกำลังจะสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ความรอดที่แท้จริงคือการ “สร้างรายได้จากการส่งออก” และ “ผ่อนปรนการนำเข้าปัจจัยการผลิต”
หากรัฐบาลยอมปลดล็อกเพดานการนำเข้าปัจจัยการผลิตที่จำเป็น (Production Inputs) สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือ "เสถียรภาพของค่าเงินจ๊าด" เมื่อค่าเงินนิ่ง ความเชื่อมั่นก็จะกลับมา ธุรกิจก็จะสามารถคาดการณ์ต้นทุนและวางแผนการผลิตระยะยาวได้ เงินดอลลาร์จะเลิกถูกกักตุนในตลาดมืด ก็จะกลับมาหมุนเวียนในระบบธนาคารพาณิชย์ตามปกติ เสถียรภาพนี้เองจะเป็น “แม่เหล็ก” ตามธรรมชาติ ที่ดึงดูดการลงทุน (I) ทั้งจากในและต่างประเทศให้กลับเข้ามา โดยที่รัฐบาลไม่ต้องออกคำสั่งบังคับใดๆเลย “เงินด่วน” จากภาคบริการและการท่องเที่ยว และ “พลังของค่าแรง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะปลุกการใช้จ่ายของประชาชนหรือตัว C ก็จะกลับมาโดยธรรมชาติอย่างรวดเร็วครับ
อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเมียนมามักมองข้ามไปคือ “ความเร็วของการหมุนเวียนเงิน” (Velocity of Money) การใช้จ่ายภาครัฐ (G) ในโครงการขนาดใหญ่มักมีระยะเวลานาน และมีการกระจุกตัวของรายได้สูง แต่การกระตุ้น “ภาคบริการ” (Service Sector) คือการสร้าง “เงินด่วน” ที่เข้าถึงมือประชาชนระดับฐานรากได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกในชุมชน ธุรกิจบริการขนาดเล็ก หรือการท่องเที่ยวระยะสั้นธุรกิจเหล่านี้ น่าจะเป็นฟันเฟืองที่ช่วยให้เงินกระจายตัว (Income Distribution) ได้กว้างขวางและรวดเร็วที่สุด
เมื่อประชาชนในภาคบริการมีรายได้ และถ้าหากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับ “ค่าแรง” (Wages) ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่แท้จริง พลังการบริโภคหรือตัว C จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาทำงานอย่างรวดเร็ว ค่าแรงที่เป็นธรรมและมีอำนาจซื้อจริง (Real Purchasing Power) ก็จะเป็นแรงดึงดูดชั้นดี ที่ทำให้คนอยากกลับเข้าสู่ระบบการผลิต ทำให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจที่หมุนเวียนจาก “ล่างขึ้นสู่บน” ซึ่งจะเข้มแข็งกว่าการพยายามหยอดเงินจาก “จากบนลงสู่ล่าง” ที่อาจจะซึมหายไปก่อนถึงมือประชาชน
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากรัฐบาลต้องการที่จะควบคุมเศรษฐกิจนอกระบบด้วยความโปร่งใส นโยบายมหภาคที่ถูกนำมาใช้อย่างถูกวิธี ก็จะทำให้รัฐบาลสามารถดึงเศรษฐกิจ “ใต้ดิน” ที่ปัจจุบันอาจมีสัดส่วนใหญ่กว่าเศรษฐกิจบนดิน ให้กลับเข้าสู่ระบบได้ นอกจากนี้ยังทำให้ฐานภาษีขยายได้กว้างมากขึ้น จะช่วยให้รัฐบาลสามารถนำเงินไปลงทุนในสวัสดิการสังคม และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาในระยะยาว ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย
เมื่อเข็มทิศถูกวางอย่างถูกวิธี กฎระเบียบมีความเป็นธรรมและเข้าถึงง่าย ธุรกิจนอกระบบก็จะเริ่มจดทะเบียนและจ่ายภาษี ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีฐานรายได้ที่แท้จริง โดยไม่ต้องอาศัยการพิมพ์เงินใหม่มาใช้จ่าย ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตค่าเงินไว้อย่างถูกทาง ผลลัพธ์ในเชิงบวกที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ได้ในไม่ช้าครับ
หากภาครัฐกล้าที่จะเปลี่ยนนโยบายใหม่ จาก “การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ” มาเป็นการ “ใช้กลไกเศรษฐศาสตร์มหภาคอย่างถูกวิธี” เชื่อว่าผลลัพธ์ที่จะตามมาจะสร้างแรงสั่นสะเทือนในเชิงบวกมหาศาล พลังทวีคูณของงบรัฐ (The Multiplier Effect) เมื่อเครื่องยนต์ C และ I เริ่มทำงานได้เอง การใช้จ่ายภาครัฐ (G) จะเปลี่ยนสถานะจาก “ภาระที่ต้องแบก” มาเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (Catalyst) ที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับมาหลายเท่าตัว ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP 3.4% บนหน้ากระดาษพอร์ตโฟลิโอเท่านั้น แต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ลดลง ประชาชนก็จะมีเงินเหลือเก็บครับ
ชัยชนะที่แท้จริงของรัฐบาล น่าจะวัดกันที่การทำให้ประชาชน “กินอิ่ม นอนอุ่น และมีความหวัง” ผมเชื่อว่าการฝืนกฎเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจะด้วยอำนาจการบริหาร หรืออำนาจอื่นใด อาจจะซื้อเวลาได้เพียงชั่วครู่ชั่วคราว แต่จะพังทลายลงอย่างรุนแรงในอนาคต หากรัฐบาลเลือกเดินตามหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ถูกต้อง ปลดล็อกการนำเข้าเพื่อการผลิต สนับสนุนภาคบริการ และดูแลค่าแรงของประชาชนให้มีศักดิ์ศรี ชัยชนะที่ได้รับจะไม่ใช่แค่ตัวเลขที่สวยหรูบนกระดาษรายงาน แต่คือการสร้างประเทศ ให้กลายเป็น “เสือเศรษฐกิจแห่งภูมิภาค” ที่แข็งแรงและสง่างาม และนั่นคือมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่รัฐบาลจะมอบให้กับแผ่นดินและคนรุ่นหลังได้อย่างภาคภูมิใจครับ






