
ถอดบทเรียน“ภูมิคุ้มกันความลำบาก”สู่แผนปฏิบัติการรับมือวิกฤตสงครามและพลังงานโลก
ถอดบทเรียน“ภูมิคุ้มกันความลำบาก”สู่แผนปฏิบัติการรับมือวิกฤตสงครามและพลังงานโลก คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- วิกฤตสงครามและพลังงานโลกทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง นำไปสู่สภาวะเอาตัวรอดและเกิดการกักตุนสินค้าในสังคมที่คุ้นชินกับความสะดวกสบาย
- ถอดบทเรียนจากเมียนมาที่มี “ภูมิคุ้มกันความลำบาก” จากการเผชิญวิกฤตมานาน ทำให้ประชาชนมีทักษะการเอาตัวรอด ไม่ตื่นตระหนก และมีระบบเศรษฐกิจพอเพียง
- เสนอแผนปฏิบัติการภาครัฐแบบ “War Room” เพื่อรับมือวิกฤต โดยต้องควบคุมทรัพยากรป้องกันการกักตุน สร้างเสถียรภาพทางการเงิน และสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความร่วมมือ
- เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เช่น การส่งเสริมพลังงานโซลาร์เซลล์ในครัวเรือน และการเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน
ปัญหาน้ำมันเริ่มขาดแคลนในท้องตลาด การวิ่งหาปั้มน้ำมัน เพื่อเข้าแถวรอคิวเติมน้ำมัน ก็กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเสียแล้ว มีแฟนคลับท่านหนึ่งได้โทรศัพท์เข้ามาบ่นเรื่องนี้กับผม ว่าไม่แน่สักวันหนึ่ง เราคงต้องหันไปสั่งซื้อรถม้าลำปางเข้ามาวิ่งในกรุงเทพฯแล้วกระมั้ง อีกท่านหนึ่งที่เข้ามาพูดคุยเล่นในยามที่เครียดกับการดำรงชีวิต
ผมยิ่งฟังก็ยิ่งสนุกกับแนวคิดของท่าน ท่านแกล้งถามว่าหากผมได้มีวาสนาได้เข้าไปบริหารประเทศ ผมควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ ผมก็บอกไปว่าท่านอย่าฝันกลางวันเลย เพราะมันไม่มีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน ท่านก็บอกว่า งั้นลองเล่าหน่อยสิว่า ประเทศเพื่อนบ้านที่เขามีปัญหาที่หนักหน่วงกว่าเรา แล้วทำไมเขาจึงเหมือนไม่สะทกสะท้านอะไรเลย? ผมก็ได้แต่หัวเราะและบอกไปว่า ทุกประเทศก็ต่างมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป ( Different Countries have Different cultures) ดังนั้นย่อมไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ครับ
วันนี้เราต้องยอมรับว่า ในวันปกติทุกคนก็จะอยู่กันอย่างสุขสบาย ย่อมไม่ได้มีการเตรียมการใดๆไว้ก่อนล่วงหน้า แต่เกิดพอสงครามตะวันออกกลางได้เกิด เราจึงได้เห็นภาพรวมของความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงของโลก ในต้นเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา สงครามในตะวันออกกลางได้กลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่สั่นคลอนเสถียรภาพของโลก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นมาก ไม่ใช่เพียงปัญหาตัวเลข แต่เป็นชนวนเหตุที่กระตุ้นให้เกิด “สภาวะเอาตัวรอดขีดสุด” (Survival Mode) ในทุกประเทศ แน่นอนว่าประเทศเมียนมาก็ไม่ได้แตกต่างจากทุกประเทศ แม้เมียนมาจะเป็นแหล่งขุมทรัพย์ใต้ดิน ที่หลายประเทศจับตามองอยู่ก็ตาม ผมจึงอยากจะขอนำมาวิเคราะห์ตามที่ท่านได้โทรเข้ามาคุยดูว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นครับ
ในโลกแห่งความเปราะบางของระบบศิวิไลซ์ สังคมที่คุ้นชินกับความสะดวกสบาย (Convenience-based) เมื่อมีความเสี่ยงสูงจากสงครามในครั้งนี้ ย่อมที่จะเกิดความโกลาหลย่อมๆ จากการแย่งชิงทรัพยากรที่อยู่อย่างจำกัด เมื่อระบบปกติหยุดชะงักลงจากความเข้าใจผิดเรื่องการปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัว ตามกลไกตลาดในยามวิกฤต คือนโยบายที่ไม่น่าจะถูกต้องนัก
ซึ่งบางคนก็มีคำถามพุ่งเป้าไปที่ผู้บริหารประเทศว่า มีการกักตุนน้ำมันโดยใครบางคนหรือเปล่า? เพราะนี่จะเป็นสาเหตุในการกระตุ้นให้เกิดการกักตุนสินค้า ทั้งสายของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อันจะนำไปสู่ “การขาดแคลนเทียม” และการแย่งชิงกันจับจ่ายเพื่อนำมากักตุนไว้ใช้ในยามจำเป็น หรือถ้าหากการขาดแคลนรุนแรงมากขึ้น ก็จะนำมาซึ่งปัญหาข้าวยากหมากแพงก็อาจเกิดขึ้นได้ในที่สุด ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาให้เห็นในอดีตของชาติตะวันตก ที่ทำให้การจราจลตามที่เราเคยพบเห็นในภาพข่าวมาแล้วนั่นเอง
จากการศึกษาประเทศเมียนมาที่เป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดของเรา การเผชิญกับการถูกแซงชั่นจากมหาอำนาจชาติตะวันตกมานาน จนทำให้เกิดปัญหาทรัพยากรสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันและสินค้าฟุ่มเฟือยมาอย่างยาวนาน (Unnamed Case Study) เราพบ “จุดแข็งที่มองไม่เห็น” ซึ่งสังคมไทยควรนำมาปรับใช้เป็นบทเรียน จากเศรษฐกิจแบบใยแมงมุม (Decentralized Survival)
กล่าวคือ เมื่อระบบการเงินการธนาคาร และระบบขนส่งส่วนกลางติดขัด พวกเขาก็หันมาใช้ระบบ “โพยก๊วน” และการค้าขายแบบ “บาร์เตอร์” (ของแลกของ) ในสังคมชนบทเพื่อประคองชีวิตแบบพอเพียง และการรักษาความมั่งคั่งของค่าเงิน ไม่ให้มันเสื่อมค่าตามเงินเฟ้อ อีกทั้งเขายังมีจิตวิทยาความอดทน (Crisis Immunity) ต่อความยากลำบากที่สั่งสมมานาน จึงกลายเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ทำให้ประชาชนของเขาไม่มีการตื่นตระหนก (Anti-panic) และมีทักษะการเอาตัวรอดพื้นฐาน ที่สูงกว่าประเทศที่เจริญแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยเรา
อย่างไรก็ตาม บางประเทศที่ด้อยพัฒนา เขาก็มีรัฐบาลและฐานเศรษฐกิจที่ขนาดไม่ใหญ่มาก หรือประเทศที่ไม่ได้ใช้ระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ เขาก็สามารถใช้ยุทธศาสตร์ “War Room” เข้ามาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน (The All-Hands Response) ในช่วงที่การเมืองยังมีปัญหารุมเร้าได้อย่างแนบเนียน ด้วยการอาศัย “คณะปลัดกระทรวง” ซึ่งจำเป็นต้องร่วมมือกับ “ธนาคารกลางแห่งชาติ” และ “รัฐบาล” เพื่อขับเคลื่อนกลไกในการนำพาให้ชาติอยู่รอดได้ เช่น การควบคุมทรัพยากรและสกัดการกักตุน (Supply Control) ด้วยมาตรการจำกัดการซื้อ (Rationing) ซึ่งต้องอาศัยวิธีการประกาศจำกัดโควตาการซื้อน้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น อีกทั้งหลายๆมาตรการที่นำมาใช้ เพื่อทำลายแรงจูงใจในการกักตุนของพวกฉกฉวยโอกาส และกระจายทรัพยากรให้ทั่วถึงทุกระดับชั้น จึงเป็นสิ่งที่เขาสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
นอกจากนี้ เข้ายังใช้กลไกของกระทรวงพาณิชย์ & มหาดไทย เข้ามาร่วมมือกันสนธิกำลังตรวจเข้มคลังสินค้าทั่วประเทศ ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร อีกทั้งกระทรวงการคลังและสถาบันการเงิน ซึ่งรวมทั้งธนาคารกลางแห่งชาติ ยังได้สร้างเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง (Financial Fortress)
ส่วนการบริหารกองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิต แม้ที่บ้านเมืองของเขาไม่มีระบบนี้ แต่เขาก็ใช้นโยบายอื่นๆมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคัดท้ายราคาไม่ให้เกิดภาวะ “เงินเฟ้อพุ่งพรวด” (Hyper-inflation) จนประชาชนรับไม่ไหว และการเข้าประคองค่าของเงิน ไม่ให้เกิดความผันผวนรุนแรงตามราคาน้ำมันโลก และเข้ามาควบคุมระบบชำระเงินดิจิทัล เพื่อป้องกันความโกลาหลอันอาจจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง
นอกจากนี้กระทรวงที่ควบคุมด้านการสื่อสารของเขา ยังจำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์ควบคุมการสื่อสารและบทบาทสื่อมวลชน (Strategic Communication) เพราะการสื่อสารคือ “หัวใจ” ของการสยบความวุ่นวายได้อย่างดี อีกทั้งหลังเกิดสงครามได้เพียงไม่กี่วัน ก็ได้มีการทำการแถลงการณ์นำร่อง (Pre-emptive Statement) โดยภาครัฐของเขาไม่ได้อยู่นิ่งเฉย หรือเกรงใจสื่อมวลชนเหมือนบางประเทศ
เขาเร่งแถลงการณ์ยอมรับความจริงล่วงหน้า (Radical Transparency) เพื่อเปลี่ยนความกลัวให้มาเป็นความร่วมมือ โดยเน้นย้ำคำว่า “เราจะร่วมมือกันฝ่าฟันวิกฤตนี้” อีกทั้งควบคุม (บังคับ) สื่อมวลชนในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการสื่อสาร ให้เลิกทำหน้าที่แค่ “หาข่าว” จากอินเตอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็น “กระบอกเสียงในการสร้างสติ” ให้แก่ประชาชน และยังช่วยภาครัฐในการกรองข่าวลวง (Fake News) และนำเสนอแนวทางการปรับตัวที่เป็นรูปธรรมอีกด้วยครับ
เราจะเห็นได้ว่าวิกฤติการณ์ครั้งนี้ เขานำบทเรียนครั้งนี้มาใช้ในการปรับตัว สู่ความยั่งยืนในอนาคต (The Path to Autonomy) เพราะนี่คือ “บทเรียนราคาแพง” ที่ต้องเปลี่ยนมันให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะระบบพลังงานระดับครัวเรือน ซึ่งเขาได้มีการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในระดับบ้านเรือน เพื่อเป็น “ถังสำรองไฟฟ้า” เหมือนที่มีถังพักน้ำไว้ใช้ ซึ่งในอดีตหากเราจำกันได้ ในยุคหนึ่งของอดีตที่เราเห็นมา ซึ่งยุคนั้นน้ำประปายังมีไม่ทั่วถึงทุกครัวเรือน เหมือนในยุคนี้ ทุกบ้านจำเป็นต้องมีถังพักน้ำ หรือโอ่งใหญ่ไว้กักน้ำไว้ใช้กันทุกบ้านนั่นเองครับ
นอกจากนี้ยังเริ่มหันไปมองเรื่องของยานยนต์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่เริ่มมีการเปลี่ยนผ่านสู่ EV บ้างแล้ว เพื่อเป็นการลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากพื้นที่ขัดแย้ง ที่พวกเราไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นมานั่นเอง นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่าความแข็งแกร่งของประเทศในวิกฤต 2026 ไม่ได้อยู่ที่เราเป็นประเทศที่เจริญแค่ไหน หรือเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยหรือไม่ หรือเป็นประเทศที่ร่ำรวยมีเงินเยอะแค่ไหน แต่อยู่ที่รัฐบาลจะสร้างให้ “ประชาชนมีสติและร่วมมือกันมากเพียงใด” ความสะดวกสบายของประชาชนที่เคยมี อาจจะต้องลดลงชั่วคราว แต่ถ้าสามารถนำเอา “ความถึกทน” แบบเพื่อนบ้านของเรา มาผสมผสานกับ “ความเป็นมืออาชีพ” ของระบบราชการและสื่อสารมวลชน เราก็จะไม่เพียงแค่รอดพ้นจากสงครามตะวันออกกลางในครั้งนี้ และเรายังจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอย่างยั่งยืนนะครับ อ้าว......ตื่นซะแล้ว ทุกอย่างที่กล่าวมาคือ มันก็คือความฝันของผมหรือนี่??????






