
เจาะลึกเมียนมาหลังการเลือกตั้งและยุทธศาสตร์การปรับตัว
เจาะลึกเมียนมาหลังการเลือกตั้งและยุทธศาสตร์การปรับตัว คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- เมียนมามีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในฐานะสะพานเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ทำให้เป็นที่จับตาและเป็นสนามแข่งขันทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจโลก
- หลังการเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่ของเมียนมาเผชิญความท้าทายในการบริหารความสมดุลระหว่างมหาอำนาจ และการลุ้นให้ชาติตะวันตกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
- เมียนมาต้องเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตเรื่อง "กับดักทรัพยากร" ที่การเปิดประเทศโดยไม่มีเกราะป้องกันนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการทำลายสิ่งแวดล้อม
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมการประชุมเชิงสัมมนาทางวิชาการที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ในเรื่อง “มุมมองด้านเศรษฐกิจ หลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในเมียนมา : โอกาสและความท้าทายต่อความมั่นคงของไทยและอาเซียน” ซึ่งก็หนีไม่พ้นต้องพูดถึงเรื่องเมียนมาหลังการเลือกตั้งนั่นแหละครับ เพราะแน่นอนว่าหลังจากการเลือกตั้ง ทุกสายตาต้องจับจ้องอยู่กับการปรับตัวของรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นในเดือนเมษายนนี้ของประเทศเมียนมา ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน ? ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศเมียนมาถือว่ามีความสำคัญในภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่มหาอำนาจของโลก ต่างก็จ้องตาเป็นมันกันเลยละครับ
หลังการเลือกตั้งที่ผลออกมาไม่เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ของทุกฝ่าย จะทำให้ยักษ์ใหญ่ของฝั่งตะวันตก ยินยอมให้มีการปลดแอกการแซงชั่นทางเศรษฐกิจต่อเมียนมาหรือไม่? นี่เป็นคำถามที่ต้องรอให้ถึงเวลา หลังจากเดือนเมษายนที่จะมีการจัดขบวนทัพของรัฐบาลเมียนมาแล้วเสร็จ เราคงจะเห็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ อย่างไรก็ตาม ผมก็ขอทำนายไว้ล่วงหน้า จะต้องมีหน้าตาที่เน้นหนักไปทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงและทางสังคม ที่จำเป็นต้องมีหน้าตาที่ดูดีอย่างแน่นอนครับ
ส่วนการปลดแอกจากการถูกแทรกแซง จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลดปล่อย “พลังทางเศรษฐกิจ” ที่ถูกกดทับมานานหลายทศวรรษ หากสถานการณ์ที่ผมคิดไว้เกิดขึ้นจริง มันจะเปรียบเสมือนการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเราสามารถจำแนกประเด็นสำคัญออกเป็นมิติต่างๆ ดังนี้ครับ
ด้านยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศเมียนมาถือเป็นสะพานเชื่อมสองมหาสมุทรอย่างที่ทุกคนทราบ อีกทั้งยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเมียนมาเป็นประเทศเดียวที่สามารถเชื่อมโยง “มหาสมุทรอินเดีย” เข้ากับ “มหาสมุทรแปซิฟิก” จะทำให้ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา อีกทั้งถ้าหากเมียนมาเปิดประเทศและมีความสงบสันติภาพเกิดขึ้น โครงการท่าเรือน้ำลึก และท่อส่งน้ำมันที่รัฐบาลจีนได้สร้างขึ้น ก็จะกลายเป็นเส้นทางลัดที่สำคัญของโลก ซึ่งจะเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือและการขนส่งทางบกของพลังงานไปอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้การแข่งขันของมหาอำนาจ ประเทศเมียนมาจะกลายเป็นสนามรบทางเศรษฐกิจที่แหลมคม ระหว่าง “นโยบายมุ่งตะวันออก” (Act East Policy) ของอินเดีย และ “เส้นทางสายไหม” (Belt and Road Initiative) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โครงการ Indo-Pacific Strategy ที่เพิ่งปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ภายใต้นโยบาย Peace Through Strength ของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร อีกทั้งยังเป็นที่หมายตาของประเทศรัสเซียและสหรัฐอเมริกา ที่ต่างก็จับจ้องไปที่ทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนดินและใต้ดิน ดังนั้นความท้าทายของรัฐบาลเมียนมา คือ การบริหารความสมดุล เพื่อไม่ให้ประเทศตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั่นเอง
นอกจากนี้บทเรียนจากความเจ็บปวดของกับดักทรัพยากร (Resource Curse) จากประสบการณ์ในช่วงปี 2012-2019 ซึ่งเราเคยเห็นอย่างชัดเจนว่า การเปิดประเทศแบบ “ไม่มีเกราะป้องกัน” มักจะนำไปสู่ปัญหาที่หยั่งรากลึกมาก เช่น การสูญเสียพื้นที่สีเขียว จากการรุกคืบของกลุ่มทุน ทำให้เกิดการทำลายป่าไม้ขนานใหญ่ เพื่อสัมปทานเหมืองแร่และพันธสัญญาทางด้านการเกษตร อีกทั้งวิกฤตความเลื่อมล้ำ ที่เม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) มักกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองใหญ่ หรือในมือของกลุ่มชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ
ขณะที่เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ กลับต้องเผชิญกับภาวะที่ดินถูกเวนคืนและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งทำให้เกิดความเปราะบางทางสังคม ยังมีการไหลเข้าของวัฒนธรรมต่างชาติ และทุนนิยมที่รวดเร็วเกินไป ได้หลั่งไหลเข้ามาทำลายรากเหง้าทางวัฒนธรรม ที่เคยเป็นเสน่ห์ของประเทศเมียนมาไปอย่างน่าเสียดายครับ
เราจะเห็นว่าในยุคที่ผ่านมา หากขาดซึ่งประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มหาอำนาจเพื่อนบ้านอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้เน้นการสร้าง Hard Infrastructure ด้วยการสร้างถนน รางรถไฟ และท่าเรือน้ำลึก อีกทั้งประเทศไทยเรา ก็ได้เข้าไปเติมเต็มในส่วนที่สำคัญ นั่นคือ “ระบบการทำงาน” หรือ “Soft Infrastructure” ที่จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพให้แก่ประเทศเมียนมา รวมถึงการปฏิรูปภาคการเงิน (Banking Revolution) เพราะประเทศเมียนมามีประชากรจำนวนมาก ที่เข้าไม่ถึงธนาคาร (Unbanked) ในขณะที่ไทยซึ่งมีระบบ Banking ที่ทันสมัย หากเราสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ด้วยการนำเอาระบบ Digital Literacy หรือระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ไปช่วยให้ประชาชนชาวเมียนมาได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าว ก็จะช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงเงินทุนของชาวบ้าน และ SME รายย่อยได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้เอกชนไทยก็ยังมีส่วนร่วม ในการเสริมให้เมียนมาเปลี่ยนแปลงจากการผลิตเพียงการเกษตรพื้นฐาน ให้เปลี่ยนมาเป็นการเกษตรอุตสาหกรรมเชิงอัจฉริยะ (Agro-Industrial Transformation) แทนที่เราจะเป็นเพียงผู้ซื้อวัตถุดิบราคาถูกเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่ถ้าหากผู้ประกอบการเมียนมาได้มีการร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย ก็จะทำให้เราเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อมาขายไปธรรมดาๆ หรือเป็นเพียงตัวกลาง (Marketing Arms) มาเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ หรือ Supply Chain Integration ด้วยการสร้างโรงงานแปรรูปเบื้องต้นในประเทศเมียนมา เพื่อส่งต่อมายังโรงงานมูลค่าสูงในประเทศไทย ก็จะทำให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพในท้องถิ่น ด้วยการส่งเสริมให้เมียนมาวางระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety Standards) ก็จะทำให้สินค้าเกษตรอุตสาหกรรมของเมียนมา ข้ามผ่านกำแพงภาษีของประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างไม่ลำบากเลยครับ
ผมเชื่อว่าการปรับมุมมองประเทศเมียนมา จากเดิมที่อยู่ในฐานะ “เหมืองทรัพยากร” หรือ “แหล่งแรงงานราคาถูก” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ล้าสมัย ที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคต มาเป็นการมองเมียนมาในฐานะ “หุ้นส่วนการผลิตและตลาดใหม่” ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยและเมียนมา ได้กลายเป็นแกนกลางการผลิตสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมที่แท้จริงของอาเซียน ซึ่งผลประโยชน์มหาศาลที่คาดหวังจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อความเจริญนั้นถูกกระจายไปถึงมือ “ประชาชน” ไม่ใช่เพียงแค่บริษัทข้ามชาติ
การปลดแอกการแซงชั่นจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ว่า เราจะสามารถสร้างเศรษฐกิจที่ “มั่งคั่ง” และ “ยั่งยืน” ไปพร้อมกันได้หรือไม่? ดังนั้นเราควรต้องระลึกไว้เสมอว่า ถ้าสถานการณ์ของเพื่อนบ้านเรา มีความสงบสุขและมั่งคั่งอย่างยั่งยืน เราก็จะมีความมั่นคงไปด้วยกันครับ

