thansettakij
เกม “ดีลเมกเกอร์” ในภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาต่อเมียนมา

เกม “ดีลเมกเกอร์” ในภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาต่อเมียนมา

15 ก.พ. 2569 | 21:30 น.

เกม “ดีลเมกเกอร์” ในภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาต่อเมียนมา คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ ต่ออายุมาตรการคว่ำบาตรเมียนมา แต่กลับดำเนินนโยบายที่สวนทางกัน เช่น ตัดงบประมาณสนับสนุนกลุ่มต่อต้านและยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราว (TPS) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายที่ซับซ้อน
  • เป้าหมายที่แท้จริงของสหรัฐฯ อาจไม่ใช่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เป็นเกมภูมิรัฐศาสตร์เพื่อผลประโยชน์และสกัดกั้นอิทธิพลของจีนในภูมิภาค โดยเฉพาะการเข้าถึงทรัพยากรยุทธศาสตร์อย่างแร่หายาก (Rare Earths)
  • กลยุทธ์การกดดันต่างๆ มีเป้าหมายเพื่อบีบให้รัฐบาลเมียนมาเข้าสู่โต๊ะเจรจา คล้ายกับแนวทางที่เคยใช้กับเกาหลีเหนือ แต่ถูกมองว่าอาจไม่ประสบความสำเร็จเหมือนในอดีต

มีเพื่อนสอบถามมาว่า ผมคิดอย่างไรกับเรื่องที่ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามขยายเวลาสภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ (National Emergency) เกี่ยวกับประเทศเมียนมาออกไปอีกหนึ่งปี ซึ่งก็จะเป็นผลให้มาตรการคว่ำบาตรมีผลต่อไปอีกหนึ่งปีเช่นกัน

ผมคิดว่าคำสั่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องทางเทคนิคทางกฎหมาย แต่มันคือการประกาศเริ่มเกม “ดีลเมกเกอร์” ครั้งใหม่ ที่เขย่าขวัญทั้งกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยและเพื่อนบ้านในอาเซียนมากกว่า เพราะภายใต้คำสั่งนี้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผมคิดว่ามีความย้อนแย้งกันอยู่หลายจุดที่น่าศึกษามาก วันนี้ผมจึงอยากมาชวนเพื่อนๆ มาวิเคราะห์ดูว่า เขาคิดอย่างไรกันแน่? แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดของผมเท่านั้น อาจจะไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงก็ได้ ลองมาดูกันนะครับ

จากการประกาศดังกล่าวของท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เขาให้เหตุผลในการต่ออายุคว่ำบาตรว่า สถานการณ์ในเมียนมายังเป็น “ภัยคุกคามที่ผิดปกติและร้ายแรงต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ” แต่สิ่งที่น่าพิศวงกว่านั้นคือ โดนัลด์ ทรัมป์กลับดำเนินการในสิ่งที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เช่น ฉากหน้า มีการลงนามคว่ำบาตรต่อ เพื่อรักษาภาพลักษณ์พญาอินทรี ไม่ให้ดูอ่อนข้อจนเสียหน้าจากสถานะของผู้นำการคว่ำบาตร แต่ฉากหลัง กลับมีการสั่งตัดงบประมาณสนับสนุนกลุ่มต้านทานและ NGO เกือบทั้งหมด ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็คือกลุ่มผู้ลี้ภัยในค่ายอพยพต่างๆ ที่อยู่ตามชายแดนไทย-เมียนมา

นอกจากนี้ ยังมีการประกาศบังคับใช้ มาตรการสิ้นสุด TPS (Temporary Protected Statas) ต่อชาวเมียนมาอพยพที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯอีกด้วย ซึ่งมาตรการดังกล่าว คือการอนุญาตให้ผู้อพยพเหล่านั้น สามารถอยู่อาศัยและทำงานในสหรัฐอเมริกาได้อย่างเสรี มาตรการดังกล่าวนี้จะทำให้ชาวเมียนมาอพยพเดือดร้อนมากถึง 4,000 กว่าคน ยังดีที่ก่อนจะถึงกำหนดเพียงสามวัน ศาลฯของรัฐอิลินอยส์ได้ประทับรับฟ้องและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก่อนจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงอื่นๆออกมา

(อนึ่ง การใช้ TPS นี้ รัฐบาลสหรัฐฯจะมอบให้แก่พลเรือนของประเทศที่มีวิกฤตการณ์จากภัยสงครามกลางเมือง ภัยพิบัติที่ร้ายแรงและประเทศที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน) พร้อมทั้งยังประกาศภาษีนำเข้าจากประเทศเมียนมาสูงถึง 40% ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นการบีบให้รัฐบาลเมียนมาที่มีผู้นำมาจากกลุ่มฝ่ายความมั่นคง ต้องยอมจำนนเข้าสู่การเจรจาโต๊ะ หรือสหรัฐอเมริกาอาจจะมีความจำนงค์อื่นแอบแฝงหรือปล่าว?

หากเราวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไป ก็จะเห็นชัดว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะไม่ได้มองประเทศเมียนมา ด้วยสายตาที่มีแค่เรื่องสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่เขาอาจจะมองผ่านเลนส์ของผลประโยชน์ “Transactional” ล้วนๆ ก็เป็นไปได้ หรืออาจจะมองในด้านการอยากจะสกัดกั้นอิทธิพลของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการใช้ประเทศเมียนมาเป็นไพ่ในมือเพื่อเจรจากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่กำลังคืบคลานเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย โดยได้ใช้นโยบาย “BRI” และโครงการระเบียงเศรษฐกิจ 

ซึ่งในการนี้จีนจะมีผลประโยชน์มหาศาลที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิว การส่งท่อขนส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันผ่านระบบท่อไปยังภูมิภาคตะวันตกของจีน อีกทั้งทรัพยากรยุทธศาสตร์ ที่สหรัฐฯกำลังจับตาดูอยู่ นั่นคือการเข้าถึง “แร่หนักหายาก” (Heavy Rare Earths) ในประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประเทศเมียนมาได้ส่งออกไปขายยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเกือบทั้งหมด 

การบีบบังคับด้วยนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ครั้งนี้ ผมคิดว่าน่าจะ “ยาก” ที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างที่เขาคิด หรือแม้ว่าจะสามารถนำเมียนมาเข้าสู่การเจรจาบนโต๊ะได้สำเร็จ ก็ยัง “ยาก” ที่จะทำให้รัฐบาลเมียนมายอมจำนนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ ถ้าหากเรามองไปยังอดีต ตั้งแต่ยุคการใช้มาตรการคว่ำบาตรประเทศเมียนมาในปลายศตวรรษที่แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับดูอดีตรัฐบาลเมียนมายุคนั้นกับรัฐบาลเมียนมาในยุคนี้ ต่างก็มีความจุดอ่อนจุดแข็งที่แตกต่างกันเยอะมาก ยากที่ประเทศตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาจะเข้าใจความคิดของชาวเมียนมาได้ และคงยากที่จะเข้าใจได้ว่า ทำไมประเทศเล็กๆ จากตะวันออกอย่างเมียนมา ถึงไม่เจ็บไม่คันกับการคว่ำบาตรในครั้งนั้น ผมเชื่อว่าครั้งนี้ก็คงจะไม่แตกต่างจากอดีตมากนัก 

ผมอยากจะขอนำเอาตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือการที่สหรัฐฯเคยใช้มาตรการคว่ำบาตรลักษณะเดียวกันกับที่ใช้กับประเทศเมียนมาในวันนี้ นั่นคือการคว่ำบาตรประเทศเกาหลีเหนือ เมื่อเห็นว่าไม่เป็นผลตามที่เขาต้องการ สุดท้ายก็ต้องใช้วิธีการบีบให้เกาหลีเหนือเจรจาบนโต๊ะ

เราคงต้องย้อนไปดูเมื่อครั้งมีการประชุมซัมมิต ที่เกาะเซนโตซา ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2018 ในวันนั้นเป็นสมัยแรกของการรับตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เขาอยากจะโชว์ผลงานด้านสันติภาพด้วยการจับมือกับ คิม จอง อึน ผู้นำที่โลกตราหน้าว่าโหดร้ายที่สุด ด้วยการดึงมาทำการลงนามในสัญญา 4 ข้อ เช่น การสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับประเทศเกาหลีเหนือ การสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในภูมิภาค การปลดอาวุธนิวเคลียร์ด้วยการให้เกาหลีเหนือทำลายอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร การคืนร่างทหารสหรัฐที่เสียชีวิตในสงครามเกาหลี ซึ่งสุดท้ายก็ยังไม่เห็นมีอะไรในก่อไผ่เกิดขึ้นเลยครับ

ผมเชื่อว่าในครั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ น่าจะมีนัยสำคัญในการบีบบังคับให้รัฐบาลเมียนมาขึ้นมาบนโต๊ะเจรจามากกว่า แต่เราต้องไม่ลืมว่า ที่ผ่านๆ มาประเทศเมียนมาได้รับผลจากการกระทำการแทรกแซงจากชาติตะวันตก จากการนำของสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น และทุกครั้งก็จะมีแต่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนี่แหละ ที่อาศัยความเป็นสมาชิกถาวรในสหประชาชาติ เข้ามาปกป้องทุกครั้งไป

อีกทั้งทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติหรือประเทศมีปัญหาเดือดร้อน ก็จะมีแต่ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยเหลือทุกครั้งไป สหรัฐฯไม่เคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเลย มีแต่เติมฟืนเติมไฟให้ทุกครั้ง ดังนั้นหากมีการเจรจาเกิดขึ้นจริง เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่า สหรัฐฯจะมีโอกาสได้ “แกง” ประเทศเมียนมาหรือจะเป็นฝ่าย “ถูกแกง” กันแน่ครับ