

KEY
POINTS
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้พากลุ่มกรรมการสภาธุรกิจไทย-เมียนมาและผู้ประกอบการขนส่งทางเรือ เดินทางไปสำรวจเส้นทางการขนส่งทางเรือที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทย-เมียนมา-บังกลาเทศ ที่จังหวัดชุมพร ระนอง และเมืองเมียวดี ซึ่งทำให้ทุกท่านได้มองเห็นศักยภาพของจังหวัดระนอง ที่จะส่งเสริมการค้า-การลงทุนในอนาคต ที่จะทำให้เมืองระนองกลายเป็นท่าเรือด้านทะเลอันดามัน ต่อเนื่องไปถึงประเทศกลุ่ม BIMSTEC ในอีกไม่ไกลเกินฝันจริงๆครับ
อย่างไรก็ตาม เราต้องติดตามมาดูว่าหลังการเลือกตั้งที่เมียนมาเสร็จสิ้นลง จะมีความสามารถในการส่งเสริมหรือมีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง? ในมุมมองของผมที่อยากจะแชร์ให้เราได้เห็น ผมเชื่อว่าการก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ในปี 2026 เมียนมาได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการสร้างเสถียรภาพภายในประเทศ ผ่านการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มีความโดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ “ความเป็นมืออาชีพ” และการเลือกใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับนักลงทุนและรัฐบาลเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งครับ
สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการขยับตัวครั้งนี้ คือการผสมผสานระหว่างประสบการณ์และวิสัยทัศน์ในทีมเศรษฐกิจ เราได้เห็นการกลับมามีบทบาทนำของบุคลากรระดับผู้เชี่ยวชาญ (Technocrats) อย่างท่านอู อ่อง หน่าย อู (U Aung Naing Oo) ผมเคยขึ้นเวทีสัมมนาร่วมกับท่านมาแล้วสอง-สามครั้ง ท่านได้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องกลไกการลงทุน และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) การวางตัวบุคคลที่มีความคล่องตัวสูงเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเมียนมาพร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนแน่นอน
นอกจากนี้ เมียนมายังได้มีการเสริมทัพ ด้วยบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสูงและมีสายสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นกับประเทศไทยเรา อย่างท่านอู ชิต ส่วย (U Chit Swe) ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และการชลประทาน ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยประสบการณ์ที่ท่านเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย ทำให้ท่านมีความเข้าใจในมาตรฐานและกลไกตลาดของทั้งสองประเทศเป็นอย่างดี การที่กระทรวงหลักซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจประเทศเมียนมา ถูกบริหารโดยผู้ที่เข้าใจบริบทของไทย จะช่วยให้การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในภาคเกษตรและประมงระหว่างกัน มีความไร้รอยต่อมากขึ้น และจะนำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกันตามแนวชายแดน นอกจากภาคการเกษตรและปศุสัตว์แล้ว อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ถูกจับตามองไม่แพ้กันคือ การขยับตัวของกระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของ ท่านอู มิน หน่าย (U Min Naing) ซึ่งถือเป็นรัฐมนตรีที่กุมหัวใจของทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของเมียนมา นั่นคือ “ทรัพยากรบุคคล” ครับ
บทบาทของท่านอู มิน หน่าย ในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การบริหารงานในประเทศ แต่ท่านคือผู้เล่นหลักที่จะต้องทำงานควบคู่ไปกับทีมเศรษฐกิจและกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อจัดระเบียบและดูแลสวัสดิการของแรงงานเมียนมาในต่างแดน โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่มีความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง การที่รัฐบาลเมียนมาเลือกผู้นำที่เน้นการบริหารจัดการเชิงรุกและให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน (Skill Certification) สะท้อนให้เห็นถึงความพยายาม ที่จะเปลี่ยนจากการส่งออกแรงงานทั่วไป มาเป็นการสร้าง ที่“แรงงานมีคุณภาพ” เพื่อรองรับการลงทุนจากไทยและต่างประเทศ ที่จะไหลกลับเข้าไปยังประเทศเมียนมาในอนาคต
ความสอดประสานกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ ที่เน้นเรื่องวัตถุดิบ กับกระทรวงแรงงานที่เน้นเรื่องกำลังคน ภายใต้การดูแลของท่านอู มิน หน่าย และทีมงานคุณภาพชุดนี้ จึงเป็นภาพที่จะทำให้นักลงทุนไทยมองเห็นความมั่นคง ในห่วงโซ่การผลิตที่ชัดเจนขึ้น เพราะหากมี “วัตถุดิบที่มีคุณภาพดี” และ “แรงงานที่ความเข้าใจนายจ้าง” ได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ ธุรกิจก็จะสามารถเติบโตไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืนทั้งสองฝั่งประเทศ
ในส่วนของความมั่นคงและกิจการภายใน การปรับคณะรัฐมนตรี เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่ได้ พล.ท. โพน เมียต (Lt. Gen. Phone Myat) มาดูแล และกระทรวงกิจการชายแดนที่อยู่ภายใต้การกำกับของ พล.ท. ยา เพียะ (Lt. Gen. Yar Pyae) แสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ “การพัฒนาควบคู่ความสงบ” การมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการจัดการพื้นที่ชายแดนให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อประชาชนเมียนมาเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคการค้าชายแดนของประเทศไทยและประเทศจีน ที่มุ่งหวังให้เส้นทางการขนส่งสินค้ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การจัดทัพรัฐบาลในครั้งนี้ มีความพิเศษและน่าติดตามยิ่งขึ้น คือการทำหน้าที่ภายใต้โครงสร้างยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “สภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพ” หรือ UCC (Union Consultative Council) ซึ่งเปรียบเสมือน “ศูนย์กลางการบริหารงานระดับสูง” ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในการดำเนินนโยบาย UCC ไม่ได้เป็นเพียงสภาที่ปรึกษาทั่วไป แต่คือกลไกหลักในการเชื่อมประสานระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้การตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ เช่น การเจรจาสันติภาพในพื้นที่ชายแดน หรือการผลักดันโครงการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด
การมี UCC เข้ามากำกับดูแล จึงเปรียบเสมือนการสร้าง “เข็มทิศ” ที่ชัดเจนให้กับรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้นักลงทุนและพันธมิตรจากต่างประเทศมั่นใจได้ว่า ทุกนโยบายที่รัฐมนตรีแต่ละท่านนำเสนอมานั้น ได้ผ่านการกลั่นกรองและได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากทุกภาคส่วนของเมียนมาแล้ว ซึ่งนี่เองคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนความสัมพันธ์รัฐบาลเมียนมากับนักลงทุน ให้ก้าวไปสู่ยุคแห่งเสถียรภาพและการเติบโตอย่างแท้จริง ภายใต้การบริหารจัดการของสภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพ (UCC) ที่ทำงานควบคู่ไปกับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ เราจะได้เห็นการประสานงานที่บูรณาการมากขึ้น ทั้งในด้านการต่างประเทศโดย ท่านอู ถั่น ส่วย และด้านแรงงานโดย ท่านอู มิน หน่าย ซึ่งต่างมุ่งเน้นไปที่การสร้างมาตรฐานใหม่ในการทำงานร่วมกับนานาประเทศและเพื่อนบ้านอาเซียน นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับสวัสดิการของพี่น้องแรงงาน แต่ยังเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของภูมิภาคโดยรวม
ผมมีความเชื่อว่ารัฐบาลใหม่ของเมียนมาในปี 2026 จึงเป็นภาพของประเทศที่กำลังเดินหน้าสู่บทใหม่ด้วยความเชื่อมั่น เป็นการจัดทัพที่เน้นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ และความร่วมมือที่เป็นสากล ซึ่งจะส่งผลมาถึงการค้า-การลงทุนในอนาคต และจะส่งผลให้ระนองเป็นเมืองท่าเรือที่มีศักยภาพสูงอย่างแน่นอน