เมียนมาหลังวันลงคะแนน เมื่อเสียงสวดมนต์จบลง แต่เกม "นะโม" ของจริงเพิ่งเริ่มต้น

25 ม.ค. 2569 | 21:30 น.

เมียนมาหลังวันลงคะแนน เมื่อเสียงสวดมนต์จบลง แต่เกม "นะโม" ของจริงเพิ่งเริ่มต้น โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • ผลการเลือกตั้งเมียนมาเป็นเพียงพิธีกรรม เนื่องจากพรรค USDP ของฝ่ายรัฐบาลชนะขาดลอยไปแล้วก่อนการลงคะแนนรอบสุดท้าย
  • เกมที่แท้จริงหลังการเลือกตั้งคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการเข้าถึง "แร่หายาก" ของเมียนมาเพื่อคานอำนาจและลดการพึ่งพาจีน
  • เมียนมามีทรัพยากรธรรมชาติและที่ตั้งทางยุทธศาสตร์เป็นไพ่ตายในการต่อรองผลประโยชน์กับประเทศมหาอำนาจในสงครามเศรษฐกิจครั้งใหม่

เมียนมาหลังวันลงคะแนน เมื่อเสียงสวดมนต์จบลง แต่เกม "นะโม" ของจริงเพิ่งเริ่มต้น โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

 

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งเฟสที่สาม ผลการเลือกตั้งสองเฟสแรกที่ออกมาก่อนหน้านี้ พรรค USDP ของฝ่ายรัฐบาล ได้รับการเลือกตั้งไปแล้ว 233 ที่นั่งบวกกับอีก 25% ของการแต่งตั้งหรือจำนวน 166 ที่นั่ง ก็จะได้ไปแล้ว 399 ที่นั่งจากทั้งหมด 664 ที่นั่ง ในขณะที่ยังเหลือที่กำลังเลือกตั้งในเฟสที่สามนี้อีกประมาณ 220 - 230 ที่นั่ง แต่ก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะพรรค USDP ชนะขาดไปแล้วนั่นเอง  

ในขณะที่โลกกำลังจับตาดูการเลือกตั้งรอบสุดท้ายของเมียนมาในวันนี้ หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่ามันจะเปลี่ยนอะไรได้จริงหรือ? แต่หากมองผ่านสายตาของคนที่คลุกคลีกับประเทศเมียนมามานานอย่างผม ผมมีความเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็เปรียบเหมือนบทสวดมนต์ “ยะถา... สัพพี...” ที่รัฐบาลเมียนมาสวดเพื่อกรวดน้ำส่งท้ายความวุ่นวายในประเทศ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ทำขึ้นเพื่อให้ “จบ” ในเชิงนิตินัย แต่อาจจะไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก เพราะผลลัพธ์ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้ว สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คงไม่ใช่หน้าตาของบัตรเลือกตั้ง แต่คือหน้าตาของ “ครม. เศรษฐกิจ” ชุดใหม่ที่จะเข้ามารับงานสานต่อจากรัฐบาลชุดเดิมต่อจากนี้มากกว่าครับ

ความท้าทายใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา ในมุมมองของผม ไม่ได้อยู่ที่แค่เสียงสนับสนุนในสภาทั้งสี่สภา แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะดึง “ตัวจริงเสียงจริง” รัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงลงทุน และกระทรวงสาธารณสุข และอีกสามสี่กระทรวง ให้อยู่ต่อเพื่อช่วยกันประคองประเทศต่อไปได้หรือไม่? เพราะท่านเหล่านี้ คือเส้นเลือดใหญ่ที่รู้หน้างานและเข้าใจระบบ ท่ามกลางวิกฤตที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ในขณะนี้เป็นอย่างดี เรียกว่าที่ผ่านมาล้วนมีผลงานน่าประทับใจนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม ที่น่าจับตายิ่งกว่าเรื่องภายในประเทศ คือเกม “ภูมิรัฐศาสตร์มหาสมุทรอินเดีย” ที่กำลังจะกลายเป็นบทสวดหลังสวดตั้ง “นะโมสามจบ” หรือบทเริ่มต้นของสงครามเศรษฐกิจบทใหม่ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มขยับหมากด้วยสไตล์ธุรกิจนำการทูต

ผมเชื่อว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อาจจะยอม “หลับตาข้างหนึ่ง” ในเรื่องที่มาของรัฐบาลเมียนมา เพื่อเปิดดีลโดยตรงแบบไม่ต้องผ่านมือที่สาม เพียงเพื่อแลกกับผลประโยชน์มหาศาลอย่าง “แร่หายาก” (Rare Earth) ที่สหรัฐฯต้องการใช้ เพื่อลดการพึ่งพาประเทศคู่แข่งอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน

เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า แร่เหล่านี้มีแหล่งที่มาหลัก ก็มาจากรัฐกระฉิ่น ตอนเหนือของประเทศเมียนมานั่นเอง ส่วนใหญ่จึงส่งออกต่อไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงยุทธศาสตร์การใช้ประเทศเมียนมา เป็นประตูหลังบ้านของเขา อีกทั้งเป็นทางออกและนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศผ่านมาทางมหาสมุทรอินเดีย

สหรัฐฯโดยโดนัลด์ ทรัมป์ที่ได้กำหนดนโยบายภาษีที่ไม่เป็นมิตร ทำให้สูญเสียมหามิตรต่างๆไปก็ใช่น้อย โดยเฉพาะประเทศแถบตะวันออก ดังนั้นประเทศแถบมหาสมุทรอินเดียจึงเป็นสิ่งที่ล่อตาสหรัฐฯเป็นอย่างยิ่ง เพื่อมาทดแทนฐานที่มั่นเดิมในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สหรัฐฯอาจเสียไปจากสงครามภาษีที่ทรัมป์ได้ก่อขึ้นดังที่กล่าวมานั่นเองครับ

ในเกมนี้ ประเทศอินเดียที่เคยเป็นเจ้าถิ่นในอ่าวเบงกอล อาจจะไม่ขวางทางสหรัฐฯ มากนัก ผมเชื่อว่าเป็นเพราะลึกๆ แล้วประเทศอินเดียเอง ก็อยากให้มีใครสักคนมาช่วยสกัดอิทธิพลของจีนในพื้นที่นี้เช่นกัน เกมนี้จึงกลายเป็นการ “ดีลเพื่อผลประโยชน์” ที่ลงตัวสำหรับเหล่าประเทศมหาอำนาจต่างๆ โดยที่ประเทศเมียนมามี “ท่าเรือและทรัพยากรธรรมชาติ” ในมือเป็นไพ่ตายในการต่อรองอยู่ นี่คือสงครามหรือเกมภูมิรัฐศาสตร์มหาสมุทรอินเดียที่เราต้องจับตาดูให้ดี เพราะทุกอย่างอยู่ในรั้วที่ติดขอบของประเทศไทยเราเลยครับ

หลายคนอาจสงสัยว่า สำหรับรัฐบาลไทยเรามีนโยบายหรือมีแนวคิดอย่างไรกับเรื่องราวที่กำลังจะเกิดนี้ ในสายตาของผม ผมคิดว่าน่าเสียดายที่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญแบบนี้ แต่เรากำลังอยู่ในสภาวะรอยต่อทางการเมือง(เลือกตั้ง) ทำให้เราขาด “รัฐมนตรีต่างประเทศตัวจริง” ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะเดินเกมรุกระดับโลก แต่เราก็อาจจะยังพอมีหวังกับ “ข้าราชการประจำ” และนักการทูตฝีมือดีที่เข้าถึงผู้นำเมียนมาได้ ซึ่งต้องมาทำหน้าที่เป็น “พระรอง” ช่วยประคองไม่ให้ไทยเราตกขบวนรถไฟเที่ยวสำคัญนี้ครับ

ผมเชื่อว่าหมากแก้เกมที่ไทยควรเร่งทำที่สุดในตอนนี้ คือการปัดฝุ่น “ท่าเรือระนอง” ให้เป็นประตูบานหลัก ที่เปิดรับความร่วมมือในกรอบ BIMSTEC เพื่อรองรับสงครามเศรษฐกิจที่ไม่ได้ใช้ลูกปืนนี้ แทนที่จะไปติดหล่มอยู่กับมหากาฬของโครงการทวาย ที่ยังอีกไกลกว่าจะฝังรากได้จริง หากไทยขยับให้เมืองระนอง ให้เป็นสมาร์ทพอร์ตที่ตรวจสอบได้ และมีระบบการเดินเรือที่สามารถเข้ามาใช้ท่าเรือระนองเป็นจุดขนถ่ายสินค้า ไปยังตะวันออกกลางและยุโรปได้ เราก็จะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของมหาสมุทรอินเดีย ที่แม้แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยังต้องหยุดแวะคุยหรือชายตามองได้ครับ 

สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งของเมียนมาในวันนี้ อาจจะเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของละครบทเก่า(สงครามภายใน) แต่ในมหาสมุทรอินเดียที่คลื่นลมกำลังแรงขึ้นเรื่อย ๆ เกมการทูตแบบ “แก้ขัดหรือแก้เขิน” และการแย่งชิงทรัพยากรระดับโลก กำลังจะเป็นบทเรียนบทใหม่ที่ประเทศไทยเราห้ามกระพริบตาเด็ดขาดเลยครับ