เดิมพันครั้งใหญ่หลังการเลือกตั้งในเมียนมา

11 ม.ค. 2569 | 20:40 น.

เดิมพันครั้งใหญ่หลังการเลือกตั้งในเมียนมา คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • การเลือกตั้งในเมียนมาส่งผลโดยตรงต่อการค้าชายแดนไทยซึ่งมีมูลค่ากว่าแสนล้านบาทต่อปี โดยเสถียรภาพหลังการเลือกตั้งจะช่วยให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่นและแก้ปัญหาเศรษฐกิจสีเทา
  • ความมั่นคงทางพลังงานของไทยขึ้นอยู่กับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะสร้างความเชื่อมั่นและรับประกันความต่อเนื่องของแหล่งพลังงาน
  • ผลการเลือกตั้งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทย และการจัดการแรงงานเมียนมาในไทยอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

เดิมพันครั้งใหญ่หลังการเลือกตั้งในเมียนมา คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

 

ในขณะที่โลกทั้งใบกำลังมองการเลือกตั้งของประเทศเมียนมา ผ่านเลนส์ของการเมืองและการทหาร แต่ก็เกิดปัญหาความท้าทายใหม่เกิดขึ้น จากการประกาศเอกราชของกลุ่มกระเหรี่ยง KTLA (Kawthoolei Army) ที่นำโดยพลเอก ซอ เนอดา โบ เมียะ ซึ่งเป็นบุตรชายของท่านอดีตนายพล โบ เมียะ คนดังในอดีตที่ล่วงลับไปแล้ว ก็เกิดขึ้นในวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้ผมลังเลใจว่าอาทิตย์นี้จะเขียนบทความเรื่องอะไรดี? อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งของทางการเมียนมา ก็เกี่ยวพันกับประเทศไทยค่อนข้างจะเยอะมาก จึงคิดว่าอาทิตย์นี้ เอาเรื่องนี้ก่อนดีกว่า อาทิตย์หน้าผมค่อยมาวิเคราะห์เรื่องของกระเหรี่ยง ให้พวกเราได้อ่านกันนะครับ

สำหรับประเทศไทยเรา ประเทศเมียนมาคือคู่ค้าที่สำคัญในการค้าชายแดน ที่มีมากเป็นอันดับสองรองจากประเทศมาเลเซีย และยังเป็นแหล่งนำเข้าพลังงาน(ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ) ที่ขาดไม่ได้ การเลือกตั้งเฟสแรกที่เกิดขึ้นไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และทางการเมียนมากำลังจะดำเนินการในเฟสที่สองในอีกไม่กี่วันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น แต่มันคือการ “รีเซ็ต” (Reset) ฟันเฟืองทางเศรษฐกิจ ที่กำลังเผชิญกับพายุของความขัดแย้ง ซึ่งทำให้การค้าชายแดน ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเทศไทยและประเทศเมียนมา มีมูลค่าการค้าชายแดนรวมกว่าประมาณ 1.3 - 2 แสนล้านบาทต่อปี โดยมีจุดผ่านแดนสำคัญอย่าง อำเภอแม่สอด-จังหวัดเมียวดี เป็นจุดยุทธศาสตร์หลัก ความเสี่ยงจากการสู้รบที่อยู่ใกล้จุดเลือกตั้งหลายแห่งในฝั่งชายแดน หากการเลือกตั้งในเฟสแรกมีการปะทะกันในพื้นที่ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจชายแดนอย่างเต็มๆ เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อการขนส่งสินค้าอุปโภค-บริโภค น้ำมันเชื้อเพลิง และสินค้าเกษตร เป็นต้น แต่ก็โชคดีที่ไม่มีอะไรรุนแรงเกิดขึ้นมาก

ก่อนการเลือกตั้งเราจะเห็นภาพของรัฐบาลเมียนมา ได้พยายามดำเนินการจัดการเคลียร์พื้นที่ชายแดนต่างๆ โดยจะทำการเปลี่ยนผ่านพื้นที่ที่เป็นเขต “เศรษฐกิจสีเทา” ให้ขาวสะอาดมากขึ้น แต่ในช่วงที่อำนาจรัฐไม่ชัดเจน ธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น สแกมเมอร์และการค้าของเถื่อน มักจะขยายตัวตามแนวชายแดน ดังนั้นการมีรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับหลังการเลือกตั้ง จึงเป็นความหวังเดียวที่จะดึงเศรษฐกิจเหล่านี้ กลับมาสู่ระบบที่สามารถตรวจสอบได้นั่นเอง

ในส่วนของพลังงานและความมั่นคงผ่านก๊าซธรรมชาติจากอ่าวเมาะตะมะ ซึ่งประเทศไทยของเราต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากประเทศเมียนมา (จากแหล่งยาดานาและเยตากุน) ที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศไทยเราอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ความต่อเนื่องของสัญญาสัมปทานต่างๆ ทำให้การเลือกตั้งเมียนมา ที่นำไปสู่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับการลงทุน ในโครงการพลังงานระยะยาว และลดความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตรเพิ่มเติมจากนานาชาติ

ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศของเมียนมา ในการจ่ายค่าก๊าซธรรมชาติจากบริษัทไทยเรา ซึ่งจะนำมาซึ่งการฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านนักลงทุนไทยในเมียนมา (โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมติละวา) ที่กำลังรอคอยสัญญาณความชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาทั้งในด้านนโยบายการเงินและการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน มักจะผันผวนตามสถานการณ์การเมือง

ในส่วนของบทบาทของไทยในฐานะพันธมิตรเพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง “Partner for Peace and Prosperity” เพราะเศรษฐกิจไทย-เมียนมามีความสัมพันธ์แบบ Interdependence หรือการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานข้ามชาติ(เมียนมา) ซึ่งเศรษฐกิจไทยเราที่ผ่านๆ มา มักจะขับเคลื่อนด้วยแรงงานเมียนมานับหลายล้านคน หากการเลือกตั้งนำไปสู่สันติภาพ จะช่วยให้เกิดการจัดการแรงงานที่เป็นระบบมากขึ้น น่าจะสามารถลดปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) จะส่งผลต่อไทยเรา ที่มุ่งหวังที่จะเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านเมียนมาไปสู่ประเทศฝั่งเอเชียใต้ (BIMSTEC) การมีเสถียรภาพหลังการเลือกตั้งจะเป็นตัวเร่งให้โครงการเหล่านี้กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง หลังจากที่มีความไม่ชัดเจนมานาน เชื่อว่าหากการเลือกตั้งผ่านพ้นไป และประเทศเมียนมามีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะทำให้สิ่งที่นักลงทุนและพ่อค้าชายแดนทั้งหลายรอคอย กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง 

ถ้าหากเรามองในบทวิเคราะห์เชิงวิชาการจากนักวิชาการหลายๆสำนัก ทฤษฎีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security) สันติภาพที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “Economic Inclusion” หรือการดึงทุกกลุ่มผลประโยชน์ (รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่คุมเส้นทางค้าขาย) เข้ามามีส่วนร่วมในเค้กเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าหากรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความชอบธรรม (Legitimacy) ความพยายามที่หลายๆ ฝ่ายรอคอย

นั่นคือการสร้างความสงบภายในประเทศอย่างมีเสถียรภาพ (Stability) ก็จะเกิดขึ้นในประเทศเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนจากต่างชาติ(FDI) จะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และจะกลับเข้ามาลงทุนในประเทศเมียนมา เหมือนดังเมื่อครั้งปี 2012 ใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเมียนมากลับมารุ่งเรืองใหม่นั่นเอง ซึ่งจะไม่ต้องมาติดอยู่ในกับดัก “เศรษฐกิจแบบประคับประคองตัว” (Survival Economy) เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถทำให้ปัญหาการทะลักของแรงงาน และปัญหาสังคมชายแดนไทยได้ปรับสภาพให้ดีขึ้นนั่นเองครับ 

ดังนั้นหลังการเลือกตั้งเฟสแรกที่ผ่านมาของเมียนมา หากสามารถเดินหน้าทำการเลือกตั้งในเฟสที่สองได้อย่างราบรื่น จะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทยไทยเรา ที่มีพรมแดนติดอยู่กับประเทศเมียนมายาวกว่าสองพันกิโลเมตร จะยืนไม่ต้องมายืนอยู่บนทางแพร่งของความไม่แน่นอนอีกต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยที่จะสามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจน ก็ขึ้นอยู่กับนานาประเทศ ที่ไม่ว่าจะเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนและประเทศตะวันตก ต้องให้การยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้

เราก็จะเห็นการฟื้นตัวของการค้าชายแดนและความมั่นคงทางพลังงานที่ชัดเจนขึ้น แต่ถ้าหากการเลือกตั้งนำไปสู่ความขัดแย้งที่ลามสู่พื้นที่เศรษฐกิจ ไทยอาจต้องเตรียมรับมือกับภาวะชะงักงันทางการค้าและภาระด้านมนุษยธรรมที่หนักหน่วงขึ้นครับก็เป็นไปได้เช่นกันครับ