KEY
POINTS
ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา มีข่าวมากมายจากเมียนมา จนผมเลือกนำมาเขียนไม่ทันเลย มีข่าวหนึ่งที่ได้รับความสนใจมาก ก็คือข่าวการประกาศเอกราชด้วยการจัดตั้ง “สาธารณรัฐกอทูเล” (Republic of Kawthoolei) ของกลุ่ม KTLA (Kawthoolei Army) ที่นำโดยพลเอก ซอ เนอดา โบ เมียะ ซึ่งจะเป็นรัฐที่ไม่ขึ้นตรงต่อประเทศเมียนมาขึ้นมา ก็มีคนถามเข้ามาเยอะว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่? มีความเป็นมาอย่างไร? กองกำลังที่ประกาศเอกราชนั้น มีกองทัพใหญ่ขนาดไหน???? หรือบ้างคนก็ถามรุนแรงขึ้นไปอีกว่า เป็นเรื่องตลกหรือเปล่า? ว่าไปโน่นเลย ผมต้องบอกว่า เรื่องนี้มีความซับซ้อนอยู่ภายในเยอะ แต่อย่ามองข้ามโดยเด็ดขาด วันนี้ผมจะเล่าที่มาที่ไปของเรื่องนี้ อย่างคน “พอจะรู้เรื่องบ้าง” อ่านแล้วอย่าเชื่อผมทั้งหมดนะครับ อ่านเอาสนุกๆ ก็พอครับ
อย่างไรก็ตาม พอมีการออกมาประกาศเอกราชไม่นาน องค์กรหลักของกระเหรี่ยงอย่างกลุ่ม KNU (สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง) ก็ออกมาปฏิเสธและไม่ยอมรับการประกาศนี้ โดยมองว่าเป็นการกระทำของกลุ่มย่อย ที่อาจไม่เป็นผลดีต่อเอกภาพของชาวกะเหรี่ยงก็เป็นไดนี่เป็นกลุ่มแรกและกลุ่มใหญ่ที่เริ่มออกมาเท่านั้น แต่ผมก็มองว่า เป้าหมายหลักของกลุ่ม KNU ซึ่งเป็นกลุ่มกองกำลังที่มีนัยยะมากที่สุด ยังคงน่าจะยังต้องการยึดแนวทาง “สหพันธรัฐ” (Federalism) ที่อยู่ภายใต้เมียนมามากกว่าการประกาศเอกราช แต่กลุ่มของกอทูเลของนายพลซอ เนอดา โบ เมียะ ประกาศมุ่งไปที่ “เอกราช” (Independence) เต็มตัว ท่านคงมีอะไรอยู่ในใจหรือไม่? เราต้องมาวิเคราะห์ให้ลึกลงไปครับ
ก่อนอื่นเรามาดูกลุ่มที่ประกาศอิสรภาพและสถาปนา “สาธารณรัฐกอทูเล” (Republic of Kawthoolei) เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 ที่ผ่านมาว่ากลุ่มนี้เป็นใครมีที่มาที่ไปอย่างไรก่อน ซึ่งจะทราบว่า นายพลซอ เนอดา โบ เมียะ (Saw Nerdah Bo Mya) เป็นบุตรชายของ นายพลโบ เมียะ อดีตผู้นำระดับตำนานของ KNU นั่นเองครับ
ถ้าจะมองกันให้ชัดๆ ถึงความสัมพันธ์และความเป็นมาของสายพันธุ์ “โบ เมียะ” กับกระเหรี่ยงกลุ่มอื่นๆ จะเห็นว่า ในอดีตก่อนปี 2024 เดิมทีกลุ่ม KNU แตกออกไปอีกสองปีก ซึ่งเป็นสองปีกกองทัพหลักของ KNU โดยปีกแรกคือกลุ่มกองกำลัง KNDO (องค์กรป้องกันชาติกะเหรี่ยง) ที่มีนายพล เนอดา โบ เมียะ เป็นผู้บัญชาการ ปีกที่สองคือ KNLA (Karen National Liberation Army) ปัจจุบันนี้มีพลเอก ซอ จอห์นนี่ เป็นผู้บัญชาการอยู่ โดยทั้งสองปีกนี้อยู่ภายใต้ของกองกำลัง KNU ผู้บัญชาการสูงสุดคือท่าน พะโด่ ซอ เคว ทู วิน (Padoh Saw Kwe Htoo Win) ชื่อท่านจะจำยากนิดหนึ่ง ก็ผ่านๆ ตาไปก่อนก็แล้วกันนะครับ
ในปี 2021 เกิดเหตุการณ์อื้อฉาวขึ้น บางท่านอาจจะจำกันได้ เมื่อกองกำลังภายใต้การนำของนายพล เนอดา โบ เมียะ ถูกกล่าวหาว่าสังหารหมู่พลเรือน 25 คน (ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นสายลับให้พม่า) ทำให้ทาง KNU สั่งพักงานและสอบสวน แต่ท่านไม่ยอมรับการสอบสวน จึงแยกตัวออกมาตั้งกลุ่มใหม่ในชื่อ KTLA (Kawthoolei Army) ในปี 2022 โดยดึงเอากำลังบางส่วนจาก KNDO และ KNLA เดิมตามไปด้วย คนที่ถามมาว่า “แล้วกองกำลังนี้มีกำลังพลอยู่จริงหรือไม่?” ก็ต้องตอบแบบตรงไปตรงมาว่า มีอยู่จริงครับ ส่วนจะมากจะน้อย ก็อย่าไปรู้มากเลยครับ เรามาดูว่าทำไมท่านจึงประกาศเอกราชจะดีกว่าครับ
การประกาศเอกราชโดยตั้ง “สาธารณรัฐกอทูเล” ครั้งนี้ นายพลเนอดา โบ เมียะใช้ชื่อว่า “กอทูเล” ที่มีความหมายว่า “ดินแดนที่ไม่มีความมืดมน” ซึ่งเราก็ทราบกันดีว่า นั่นเป็นชื่อในอุดมคติที่พ่อของท่าน ก็คืออดีตท่าน นายพลโบ เมียะ ผู้ล่วงลับไปแล้วนั่นแหละครับ ซึ่งชื่อนี้ในกลุ่มชาตินิยมกะเหรี่ยงรุ่นก่อน ก็นิยมนำมาเรียกดินแดนในฝันของชาวกระเหรี่ยงมาโดยตลอด แล้วคนที่ถามว่า “เป็นเรื่องตลกหรือไม่?” แหม....ท่านเชิญผู้สื่อข่าวจากฝั่งไทยไปกันเสียหลายสำนักขนาดนั้น ถ้าเป็นเรื่องตลก แล้วทำไมสังคมนักข่าวไทยจึงนำไปตีพิมพ์เสียตั้งหลายสำนักละ
เรามาดูต่อว่า การจัดงานประกาศขึ้นที่ค่ายอูเกอคี (U Ge Kyi) ในเขตจังหวัดเมียวดี ตรงข้ามกับอำเภอแม่สอดและพบพระ จังหวัดตาก ของไทยเรานี่เอง ซึ่งต้องบอกว่า ถ้าคนแม่สอดไม่รู้สึกรู้สา ก็คงจะแปลกละครับ เพราะนี่อาจจะเป็นชนวนเส้นใหม่ ที่จะจุดไฟระเบิดให้เกิดขึ้นได้ ผมเชื่อว่าการประกาศครั้งนี้ รัฐบาลเมียนมาที่มีทหารเป็นผู้นำอยู่ ย่อมเกิดความไม่สบายใจขึ้นอย่างแน่นอน เพราะนี่จะเป็น “การแยกแผ่นดินของเมียนมา” ซึ่งจะนำมาซึ่งการร้าวแยกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ของชาติ
ดังนั้นแม้ช่วงนี้จะอยู่ในช่วงของการเลือกตั้งใหญ่ของเมียนมา หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่ผมก็เชื่ออีกแหละว่า คงจะเป็นชุดเดิมๆ ที่จะชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่ก็จะเป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ซึ่งฝ่ายกุมกำลัง ก็ยังคงเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายความมั่นคงเดิม และการดำเนินการกับกลุ่มที่ประกาศเอกราช โดยใช้ข้ออ้างของความชอบธรรมตามหลักกฎหมายสากล
ซึ่งถ้าเราไปดูตามหลักบูรณาภาพแห่งดินแดน (Principle of Territorial Integrity) ซึ่งถือว่า “การรักษาดินแดนให้อยู่ครบถ้วน เป็นอำนาจอธิปไตยภายใน รัฐมีสิทธิตามกฎหมายภายในของตน หรือรัฐธรรมนูญที่จะดำเนินการใด ๆ เพื่อรักษาความมั่นคงและเอกภาพ ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญได้” ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลใหม่ โดยผู้บัญชาการรักษาดินแดนคนเก่า เขาก็อาจจะกล่าวอ้างความชอบธรรมในการดำเนินการ ปกป้องอธิปไตยจากการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งก็คงจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกันอย่างแน่นอน ซึ่งก็จะส่งผลต่อการค้าชายแดนของไทย-เมียนมา ผ่านด่านแม่สอด-เมียวดี และปัญหาการอพยพหนีภัยเข้ามาที่ฝั่งไทยเรา อีกทั้งปัญหาสังคม ปัญหาสาธารณสุข ซึ่งก็จะมากับกลุ่มผู้ลี้ภัยแบบเดิมๆ ดังนั้นเราคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด อย่ากระพริบตาเลยทีเดียวครับ