thansettakij
ภาพสะท้อนวิถีเศรษฐกิจในเมียนมา ผ่านกฎหมายห้ามขีดเขียนบนธนบัตร

ภาพสะท้อนวิถีเศรษฐกิจในเมียนมา ผ่านกฎหมายห้ามขีดเขียนบนธนบัตร

01 ก.พ. 2569 | 21:30 น.

ภาพสะท้อนวิถีเศรษฐกิจในเมียนมา ผ่านกฎหมายห้ามขีดเขียนบนธนบัตร คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • ธนาคารกลางเมียนมาออกกฎหมายห้ามขีดเขียนบนธนบัตร มีโทษรุนแรงถึงขั้นจำคุก โดยรัฐบาลมองว่าเป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคง ไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาด
  • การขีดเขียนบนธนบัตรสะท้อนการใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของประชาชน ในสภาวะที่ช่องทางสื่อสารอื่นถูกจำกัด
  • สภาพธนบัตรที่ผ่านการใช้งานหนักชี้ให้เห็นว่าเมียนมายังเป็นสังคมที่พึ่งพาเงินสดเป็นหลัก (Cash-based Society) จากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้การชำระเงินดิจิทัลยังไม่แพร่หลาย

ภาพสะท้อนวิถีเศรษฐกิจในเมียนมา ผ่านกฎหมายห้ามขีดเขียนบนธนบัตร คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

 

เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางแห่งสหภาพเมียนมา (CBM) ได้ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยอ้างอิงมาตรา 99 (A) แห่งกฎหมายธนาคารกลาง ห้ามการดัดแปลง ขีดเขียน หรือประทับตราใดๆ บนธนบัตร ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่น่าสนใจคือการเชื่อมโยงการขีดเขียนเข้ากับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 505 (B) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำลายชื่อเสียงของรัฐบาลและความมั่นคง สิ่งนี้สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองว่านี่คือเรื่องของ “ความสะอาด” แต่คือการ “ปราบปรามการขัดขืนเชิงสัญลักษณ์” ในประเทศที่มีประชาธิปไตยตามแบบประเพณีปฏิบัติของเมียนมา การรักษาภาพลักษณ์ของธนบัตร จึงเป็นเสมือนการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจรัฐนั่นเองคร

ในความเป็นจริงอดีตที่ผ่านมา ประเทศเมียนมาในช่วงที่ผมเข้าไปทำมาหากินตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา ในยุคนั้นประชาชนทั่วไป ไม่ค่อยนิยมฝากเงินไว้ที่ธนาคาร แต่จะเก็บเงินสดไว้ที่บ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ เหตุผลหลักคือเขาไม่มีความมั่นใจว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกธนบัตรอีกหรือเปล่า? เพราะการยกเลิกธนบัตรบางชนิด ที่นี่จะเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งมาก เพราะในยุคนั้นทางการเมียนมาจะมีการใช้ตัวเลขตามหลักเลขศาสตร์ มากำหนดมูลค่าของธนบัตร ตัวอย่างเช่น ธนบัตรมูลค่า 15 45 90 200 จ๊าต ต่อมาถึงในยุคปัจจุบันนี้ 15, 45, 90 จ๊าตได้ถูกยกเลิกไม่มีการนำมาใช้แล้ว จะคงมีเหลือเพียงธนบัตร 200 จ๊าตเท่านั้น 

ในประเทศเมียนมา ระบบเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา และต้องเผชิญกับความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างจะหลากหลาย “ธนบัตร” ไม่ได้เป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นบันทึกทาง และเป็นกระจกเงาที่สะท้อนถึงพลวัตทางสังคม ที่เกิดขึ้นในแต่ละประวัติศาสตร์ ช่วงวัย รอยหมึกและสภาพที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานบนธนบัตรจ๊าต จึงเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ในเชิงมานุษยวิทยา การบริหารจัดการเงินตราของรัฐ และระบบเศรษฐกิจของประเทศ เป็นอย่างยิ่ง

การรักษาความสะอาดและความสมบูรณ์ของธนบัตร จึงถือเป็นนโยบายหลักของธนาคารกลางในทุกประเทศ เพื่อธำรงไว้ซึ่งมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของระบบเงินตราแห่งชาติ สำหรับประเทศเมียนมา ธนาคารกลางแห่งสหภาพเมียนมา (CBM) ได้มีการเน้นย้ำถึงข้อกำหนดตามกฎหมายธนาคารกลาง มาตรา 99 (A) เกี่ยวกับการห้ามขีดเขียนหรือดัดแปลงธนบัตรดั่งที่ผมกล่าวนำ ซึ่งในมุมมองของการบริหารจัดการ รอยตำหนิเหล่านี้ถูกพิจารณาว่าส่งผลต่อภาพลักษณ์ และความมั่นคงของระเบียบการเงิน มาตรการที่เข้มงวดจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษา “มาตรฐานสากล” ของธนบัตร ให้มีความเป็นเอกภาพและทรงไว้ซึ่งเกียรติแห่งตราสารของรัฐ
 

ในขณะเดียวกัน สภาวะที่ช่องทางการสื่อสารมวลชน มักจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ดังนั้น “ธนบัตร” มักถูกนำมาใช้ เป็นพื้นที่ในการส่งต่อข้อความ หรือการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์โดยไม่ได้ตั้งใจหรืออาจจะตั้งใจ เนื่องจากคุณลักษณะของเงินสด ที่มีความสามารถในการเข้าถึงประชาชน หรือผู้คนในระดับรากหญ้าได้เป็นวงกว้าง (Broad Reach) และมีอัตราการหมุนเวียนที่รวดเร็วจากมือสู่มือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนบัตรที่มีมูลค่า 200 จ๊าต ที่ใช้ในการทอนเงิน ซึ่งจะเห็นมากในท้องตลาด ความพยายามในการใช้ธนบัตรเป็นสื่อกลางในการสื่อสารนี้ จึงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง   

ในสภาพธนบัตรที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก จนเริ่มเสื่อมสภาพในตลาดเมียนมา  ยังเป็นดัชนีชี้วัดถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างบางประการ โดยเฉพาะการที่ประชาชนยังคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการใช้เงินสด (Cash-based Society) เป็นหลัก ซึ่งก็อันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านความเสถียรของระบบไฟฟ้า และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ ทำให้การเปลี่ยนผ่านจากเงินสดไปสู่ระบบการเงินดิจิทัล (Digital Payment) ยังไม่สามารถทำได้อย่างเต็มรูปแบบ ธนบัตรที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ จึงต้องรับภาระหนักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับจุลภาค โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในท้องตลาด และผู้ใช้แรงงานที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศ

เมื่อพิจารณาในแง่ของความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การขีดเขียนบนธนบัตร อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ต้องรับธนบัตรใบนั้นไปใช้งานต่อ เพราะจะมีความเสี่ยงทางกฎหมาย และโอกาสที่ร้านค้าอาจปฏิเสธการรับชำระเงิน จะตกอยู่ที่ผู้ถือครองธนบัตรรายสุดท้ายทันที ปรากฏการณ์นี้จึงทำให้ประชาชนตกอยู่ในภาวะที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการบริหารจัดการเงินสด ที่ผ่านเข้ามาในมือของตน เพื่อให้การดำเนินชีวิตประจำวันเป็นไปได้อย่างราบรื่น ภายใต้กรอบที่เข้มข้นของกฎหมาย

อย่างที่ผมกล่าวถึง หนึ่งในธนบัตรที่มีความน่าสนใจที่สุด คือธนบัตรที่มีมูลค่า 200 จ๊าต ซึ่งเป็นมรดกจากการปรับปรุงระบบเงินตรา ในช่วงปี 1990 ที่เปลี่ยนจากการใช้ตัวเลขตามหลักเลขศาสตร์ (ธนบัตรมูลค่า 15, 25, 45, 90 จ๊าต) มาสู่ระบบฐานสิบตามมาตรฐานสากล (ธนบัตรมูลค่า 50, 100, 200, 500 จ๊าต) ความทนทานและการหมุนเวียนต่อเนื่องมากว่าสามทศวรรษของธนบัตรมูลค่า 200 จ๊าต สะท้อนถึงความต่อเนื่องของวิถีชีวิตของชาวเมียนมา แม้ในปัจจุบันจะมีธนบัตรมูลค่าสูงกว่าออกมามากมาย แต่ใบละ 200 จ๊าตยังคงทำหน้าที่เป็น “หน่วยเงินพื้นฐาน” ที่ช่วยให้กลไกการตลาดระดับท้องถิ่นยังคงดำเนินต่อไปได้

รอยจารึกบนธนบัตรจ๊าตในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าเรื่องของความสะอาด หรือความเสียหายของทรัพย์สิน แต่มันคือการบันทึกเรื่องราวของการดิ้นรน ความพยายามในการสื่อสาร และการปรับตัวของประชาชน ภายใต้ระเบียบวินัยทางการเงินที่รัฐกำหนดขึ้น ตราบเท่าที่ธนบัตรยังคงเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจฐานราก การทำความเข้าใจในมิติต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้รอยหมึกบนธนบัตร จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการมองเห็นภาพรวมของสังคมเมียนมาในยุคปัจจุบันอย่างรอบด้านนั่นเองครับ