
จัดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าขาดฟื้นฟูเชิงโครงสร้าง
จัดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าขาดฟื้นฟูเชิงโครงสร้าง : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,195
KEY
POINTS
- รัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือ "ยาแรง" เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนที่อ่อนแอ
- มาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และไม่ยั่งยืนสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
- การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่แท้จริง จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เช่น การเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจและผลิตภาพแรงงาน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งที่ยั่งยืน
ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ถาโถมจากหลายทิศทาง รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ ในการประคองและฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ผันผวนสูง หรือ แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเครื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีทิศทางและแม่นยำมากขึ้น มิใช่เพียงเพื่อพยุงการเติบโตในระยะสั้น แต่เพื่อวางฐานความแข็งแกร่งในระยะยาว กำลังซื้อของประชาชนยังไม่กลับมา ภาคครัวเรือนเผชิญภาระหนี้สูง ขณะที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ยังคงขาดสภาพคล่อง การปล่อยให้กลไกตลาดฟื้นตัวเองตามลำพัง อาจไม่ทันต่อแรงกดดันทั้งในและนอกประเทศ
มาตรการกระตุ้นจึงต้อง “ตรงจุด” มากกว่า “กระจายทั่วไป” การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ควรมุ่งไปยังกลุ่มที่มีแนวโน้มใช้จ่ายจริง เช่น ฐานรากและแรงงานนอกระบบ ควบคู่กับการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพื่อให้เงินหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใน
จังหวะเช่นนี้ “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น” จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐเลือกใช้ เพื่อเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ และกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนในวงกว้าง
มาตรการอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” และ “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นการต่อยอดนโยบายเดิม ที่เคยได้ผลในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยเน้นการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าชุมชน พร้อมทั้งช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน
ขณะเดียวกัน การปรับเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 400 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นอีกก้าวที่สะท้อนความพยายามของรัฐในการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นฐานกำลังซื้อสำคัญในระบบเศรษฐกิจระดับล่าง
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “มีมาตรการหรือไม่” แต่อยู่ที่ “มาตรการเหล่านี้เพียงพอหรือยั่งยืนเพียงใด” เพราะแม้มาตรการกระตุ้นจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระยะสั้น แต่หากขาดการฟื้นฟูเชิงโครงสร้าง เช่น การยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน หรือ การดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เศรษฐกิจไทยก็อาจกลับเข้าสู่วงจรชะลอตัวได้อีกครั้ง
อีกทั้ง ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากการใช้นโยบาย “ยาแรง” ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตา รัฐจำเป็นต้องบริหารสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ กับ การรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงในระยะยาว
ในมุมของภาคเอกชน สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น แต่คือ ความชัดเจนของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในระยะยาว ความต่อเนื่อง และความเชื่อมั่นที่รัฐสามารถสร้างได้
ท้ายที่สุด การฟื้นเศรษฐกิจในภาวะวิกฤต ไม่อาจพึ่งพา “ยาแรง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างมาตรการเฉพาะหน้า และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป
โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่แค่การ “กระตุ้น” แต่คือการ “ปรับฐาน”เศรษฐกิจไทยให้แข็งแรงพอที่จะรับมือกับความผันผวนในอนาคต เพราะในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ความยั่งยืนย่อมสำคัญกว่าการเติบโตแบบเร่งด่วนเพียงชั่วคราว
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,195 วันที่ 26 -29 เมษายน พ.ศ. 2569






