thansettakij
อย่าให้ “สุญญากาศการเมือง” กลายเป็นกับดักเศรษฐกิจ

อย่าให้ “สุญญากาศการเมือง” กลายเป็นกับดักเศรษฐกิจ

06 ก.พ. 2569 | 23:30 น.

อย่าให้ “สุญญากาศการเมือง” กลายเป็นกับดักเศรษฐกิจ : บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,173

KEY

POINTS

  • ภาวะสุญญากาศทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เสี่ยงเป็นกับดักฉุดเศรษฐกิจไทยที่กำลังเปราะบางและคาดว่าจะเติบโตในระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี
  • การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่ล่าช้าจะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 โดยเฉพาะงบลงทุนกว่า 8.64 แสนล้านบาทต้องหยุดชะงัก กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยตรง
  • การขาดรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มทำให้การแก้ปัญหาหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการรับมือผลกระทบจากสงครามการค้าขาดความต่อเนื่องและไม่ทันท่วงที

ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ กำลังจะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย ที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศ สิ่งที่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ต้องการเห็นคือ การขับเคลื่อนประเทศออกจากปากเหวทางเศรษฐกิจ 

หลายฝ่ายเห็นว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่นี้ อาจจะกินเวลาหลายเดือน หรือเกิดสภาวะสุญญากาศทางการบริหารประเทศ จนกลายเป็นกับดักที่ฉุดรั้งเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยให้ดับสนิทลง โดยเฉพาะเมื่อตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 จากหลายสำนักวิจัยต่างเริ่ม ส่งสัญญาณอันตรายว่า อาจขยายตัวได้ต่ำเพียง 1.5% ถึง 1.6% ซึ่งนับเป็นระดับการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตการณ์รุนแรง ความอ่อนแอที่เกิดขึ้นนี้ มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยลบที่ถาโถมรอบทิศทาง ทั้งจากพายุหนี้ที่รัดตัว และการแข่งขันในเวทีโลก 

ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งจัดการอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนเป็นงบลงทุนถึง 8.64 แสนล้านบาท หรือ คิดเป็นเกือบ 23% ของงบประมาณทั้งหมด  

หากการฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีล่าช้าออกไป จนเกิดอาการงบค้างท่อ เม็ดเงินลงทุนมหาศาลนี้ จะไม่สามารถถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบได้ทันท่วงที ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่ปัจจุบันไทยต้องขับเคี่ยวอย่างหนักกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งมีแรงดึงดูดด้านสิทธิประโยชน์และเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจนกว่า 

การสูญเสียโอกาสในช่วงรอยต่อนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้อุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างเซมิคอนดักเตอร์ หรือ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สะดุดลง แต่ยังรวมถึงโอกาสในการลดหนี้สาธารณะ ที่ปัจจุบันพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 12.08 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 64.4% ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานความมั่นคงทางการคลังเข้าไปทุกขณะ 

ในภาคครัวเรือน สถานการณ์ยิ่งเปราะบางอย่างหนัก เมื่อตัวเลขหนี้ครัวเรือนยังคงยืนแกร่งเหนือระดับ 85% ถึง 90% ของ GDP แม้ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ จะเริ่มทรงตัวในกรอบ 0.7% ถึง 1.7% แต่ “กับดักหนี้” กลับรุนแรงขึ้นเมื่อรายได้ของประชากรส่วนใหญ่เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และภาคเกษตรกรรม ที่ต้องเผชิญกับภาวะการขาดสภาพคล่อง และราคาพืชผลตกต่ำ 

การขาดรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในช่วงนี้ จะส่งผลให้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน ไม่มีเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ปล่อยให้ประชาชนต้องรับภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ยังอยู่ในระดับสูงโดยไร้กลไกการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ 

ขณะที่ในเวทีต่างประเทศ ไทยกำลังถูกกดดันจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ซึ่งส่งผลให้ไทยมียอดขาดดุลการค้ากับจีน พุ่งสูงกว่า 2.2 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา สินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาผ่านช่องทางออนไลน์และจุดพักสินค้า ที่กำลังบดขยี้ผู้ผลิตไทยให้ล้มละลายทีละราย 

หากรัฐบาลไม่มีขุนพลเศรษฐกิจ ที่สามารถเจรจาต่อรองภาษี หรือวางมาตรการกำแพงภาษีที่ไม่ใช่ภาษีได้อย่างแม่นยำ ภาคการผลิตไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะถดถอย ที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 30% ตามการประเมินของนักวิเคราะห์ 

ดังนั้น ทุกวินาทีที่ล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล คือ มูลค่าความเสียหายที่ประชาชนต้องแบกรับ พรรคการเมืองทุกฝ่ายต้องตระหนักว่า อำนาจที่ได้มาคือ พันธสัญญาในการกอบกู้วิกฤต ไม่ใช่การแบ่งเค้กทางการเมือง เพื่อเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ปลดพันธนาการหนี้ และสร้างเกราะคุ้มกันทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย 

เพราะในโลกปี 2569 ที่กติกาการแข่งขันถูกเขียนขึ้นใหม่ทุกวัน ความไม่ชัดเจนทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ประเทศไทยถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างกู้ไม่กลับ ถึงเวลาที่ผู้นำจะต้องวางความขัดแย้งส่วนตนลง แล้วหันมาเผชิญหน้ากับความจริงทางตัวเลขที่กำลังฟ้องว่า ประเทศไทยรอไม่ได้อีกแล้ว

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45  ฉบับที่ 4,173 วันที่ 8 -11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569