

KEY
POINTS
ประเทศไทยกำลังเดินเข้าโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง ท่ามกลางการแข่งขันกันอย่างดุเดือดของนโยบายประชานิยม ตั้งแต่การแจกเงิน พักหนี้ ลดค่าไฟฟ้า ลดราคานํ้ามัน ค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคาถูก ประกันรายได้สินค้าเกษตร ฯลฯ นโยบายเหล่านี้ถูกนำเสนอในฐานะคำตอบของทุกปัญหาเศรษฐกิจ แต่คำถามที่สังคมควรถามให้ดังขึ้นคือ นโยบายเหล่านี้กำลัง “สร้างอนาคต” หรือเพียง “ซื้อเวลา” ให้กับนักการเมือง
เศรษฐกิจไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมาโดยเฉลี่ยโตไม่เกิน 2% ต่อเนื่อง ขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงติดอันดับต้นของโลก กำลังซื้ออ่อนแรง ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SME เปราะบาง และความสามารถแข่งขันของประเทศถดถอยลงอย่างชัดเจน ในบริบทเช่นนี้ การทุ่มนโยบายแจกเงินจำนวนมหาศาลอาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แต่ยากจะตอบได้ว่า จะพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตตํ่าได้จริงหรือไม่
ประสบการณ์ในอดีตชี้ชัดว่า นโยบายแจกเงินไม่เคยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยไม่เพิ่มผลิตภาพ ไม่สร้างทักษะแรงงาน และไม่ยกระดับภาคการผลิต อาจทำให้ตัวเลขการบริโภคขยับขึ้นชั่วคราว แต่ทิ้งภาระหนี้สาธารณะและภาระงบประมาณไว้กับรัฐบาลชุดถัดไป และในที่สุดก็กลับมาซํ้าเติมปัญหาเดิม
การพักหนี้ครัวเรือนก็เช่นกัน หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างรายได้และการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม การพักหนี้ย่อมเป็นเพียงการเลื่อนเวลา ไม่ใช่การแก้ปัญหา เมื่อถึงวันที่ต้องกลับมาชำระหนี้ครัวเรือนจำนวนมาก อาจเผชิญภาระที่หนักกว่าเดิม ขณะที่ระบบการเงินต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นโยบายลดค่าครองชีพอย่างค่ารถไฟฟ้าราคาประหยัด เป็นนโยบายที่ถูกใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่คำถามเชิงนโยบายคือ ใครเป็นผู้รับภาระต้นทุน และรัฐมีแผนบริหารจัดการอย่างยั่งยืนหรือไม่ หากคำตอบยังไม่ชัด นโยบายที่ดูดีในวันนี้ อาจกลายเป็นภาระทางการคลังในวันข้างหน้า
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ บรรยากาศการหาเสียงที่แข่งขันกัน “เกทับ” นโยบายแจก โดยแทบไม่มีพรรคการเมืองใดอธิบายอย่างจริงจังว่า จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างไร จะยกระดับผลิตภาพแรงงานได้อย่างไร หรือจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เศรษฐกิจไทยไม่ขาดนโยบาย แต่ขาดความกล้าในการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง ประเทศต้องการรัฐบาลที่กล้าปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ กล้าปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม และส่งเสริมการลงทุนระยะยาว กล้าลงทุนกับเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะแรงงานมากกว่าการใช้งบประมาณเพื่อผลทางการเมืองระยะสั้น
หากนักการเมืองยังมองการเลือกตั้ง เป็นเพียงเวทีแจกสัญญา มากกว่านำเสนอวิสัยทัศน์ ประเทศไทยก็จะวนอยู่ในวงจรเดิม แจก-โตชั่วคราว-หนี้เพิ่ม-โตตํ่า แล้วกลับมาแจกใหม่อีกครั้ง
การเลือกตั้งควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกอนาคต ไม่ใช่เพียงการเลือกนโยบายที่ให้ผลเร็วแต่ไม่ยั่งยืน
ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดว่า ประเทศไทยจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ แก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน และสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงได้อย่างไร ไม่ใช่แค่แจกอะไรได้มากกว่ากันในฤดูหาเสียง เพราะอนาคตของประเทศ ไม่ควรถูกตัดสินด้วยนโยบายที่คิดเพียงรอบเลือกตั้งเดียว
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,170 วันที่ 29-31 มกราคม พ.ศ. 2569