

KEY
POINTS
บรรยากาศการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ คึกคักกว่าหลายปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองแข่งกันประกาศนโยบายที่ “โดนใจ” แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลก กระดานการเงินกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก ราคาทองคำ น้ำมัน โลหะอุตสาหกรรม ค่าเงิน และ ตลาดหุ้น ผันผวนพร้อมกัน เงินทุนเคลื่อนย้ายเร็วผิดปกติ และนักลงทุนทั่วโลก กำลังลดความเสี่ยงมากกว่ามองหาโอกาส
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เวทีดีเบตพูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ การแจกเงิน การลดค่าใช้จ่าย การสร้างรายได้ใหม่ แต่สิ่งที่ยังพูดกันน้อยคือ ข้อจำกัดทางการคลัง หนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นประวัติการณ์ ภาระดอกเบี้ยที่กดทับทั้งประชาชนและธุรกิจ และความผันผวนของเงินทุนโลกที่ไทยควบคุมไม่ได้
นโยบายจำนวนมากตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า “เศรษฐกิจโลกจะค่อย ๆ ดีขึ้น” แต่สัญญาณจากตลาดการเงินกำลังบอกอีกแบบ โลกกำลังเข้าสู่ช่วงความไม่แน่นอนที่ยาวนานกว่าที่คาด และประเทศที่รับมือได้ดี คือ ประเทศที่ผู้นำเข้าใจเกมการเงินโลกพอ ๆ กับการเมืองในประเทศ
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนรัฐบาล หากคือ การตัดสินว่า ไทยจะมี “ผู้บริหารวิกฤต” หรือ “นักการเมืองตามวาระ”
ภาคธุรกิจไทยจำนวนมากเริ่มปรับตัวเข้าสู่โหมดระมัดระวัง ชะลอการลงทุน รักษาสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง เพราะมองเห็นพายุข้างหน้า แต่คำถามคือ นโยบายรัฐหลังเลือกตั้ง จะเดินไปในทิศทางเดียวกัน หรือ สวนทางกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ
ในวันที่เงินทุนไหลเข้าออกเร็วกว่าเดิม ค่าเงินบาทผันผวนมากกว่าเดิม และต้นทุนทางการเงินสูงกว่าเดิม ประเทศต้องการมากกว่านโยบายที่ “ถูกใจคนฟัง” แต่ต้องการนโยบายที่ “รอดในโลกจริง”
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงอาจต้องตั้งคำถามใหม่กับตัวเองว่า เรากำลังเลือกคนที่พูดเก่ง หรือ คนที่อ่านเกมโลกออก เรากำลังเลือกนโยบายที่ให้วันนี้ หรือแนวทางที่พาประเทศยืนได้ในวันพรุ่งนี้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลของการเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่ได้สะท้อนแค่หน้าตารัฐบาลชุดใหม่ หากแต่จะสะท้อนความสามารถของประเทศไทย ในการยืนหยัดท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลก ที่ยังไม่รู้ว่าจะสงบเมื่อใด
ยิ่งไปกว่านั้น โจทย์ใหญ่ที่กำลังรอรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ได้มีเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือ การจัดลำดับความสำคัญของประเทศใหม่ทั้งหมด งบประมาณที่จำกัดต้องถูกใช้กับสิ่งที่สร้าง “ความสามารถแข่งขัน” มากกว่าสิ่งที่สร้าง “ความนิยมทางการเมือง”
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน การดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ และการบริหารเสถียรภาพการคลัง จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จมากกว่านโยบายที่วัดผลได้เพียงเสียงปรบมือ
ในโลกที่ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง เงินทุนระมัดระวัง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กดดันห่วงโซ่อุปทาน ประเทศที่ไม่มีวินัยการคลังจะถูกตลาดลงโทษเร็วขึ้น ค่าเงินอ่อน ต้นทุนกู้ยืมสูง ความเชื่อมั่นลดลง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ทฤษฎี แต่คือ สิ่งที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้
ท้ายที่สุด เสียงของประชาชนในคูหาเลือกตั้ง จะเป็นตัวกำหนดไม่เพียงทิศทางการเมือง แต่ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดช่วงหนึ่งของทศวรรษ และอาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ “ใครเหมาะจะเป็นรัฐบาล” แต่คือ “ใครเหมาะจะเป็นผู้นำประเทศในยามวิกฤตโลก”
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,172 วันที่ 5 -7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569