thansettakij
เลือกตั้งใหญ่ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลก

เลือกตั้งใหญ่ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลก

04 ก.พ. 2569 | 08:24 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.พ. 2569 | 08:32 น.

เลือกตั้งใหญ่ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลก : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,172

KEY

POINTS

  • การเลือกตั้งครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนรุนแรง ซึ่งสวนทางกับนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
  • บทความชี้ให้เห็นว่า นโยบายหาเสียงจำนวนมากละเลยข้อจำกัดทางการคลัง หนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นประวัติการณ์ และความเสี่ยงจากเงินทุนโลกที่ควบคุมไม่ได้
  • โจทย์สำคัญสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือ การตัดสินใจเลือกรัฐบาลที่จะเป็น "ผู้บริหารวิกฤต" สามารถนำพาประเทศให้รอดพ้นจากพายุเศรษฐกิจ มากกว่าแค่ "นักการเมืองตามวาระ"

บรรยากาศการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ คึกคักกว่าหลายปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองแข่งกันประกาศนโยบายที่ “โดนใจ” แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลก กระดานการเงินกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก ราคาทองคำ น้ำมัน โลหะอุตสาหกรรม ค่าเงิน และ ตลาดหุ้น ผันผวนพร้อมกัน เงินทุนเคลื่อนย้ายเร็วผิดปกติ และนักลงทุนทั่วโลก กำลังลดความเสี่ยงมากกว่ามองหาโอกาส 

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เวทีดีเบตพูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ การแจกเงิน การลดค่าใช้จ่าย การสร้างรายได้ใหม่ แต่สิ่งที่ยังพูดกันน้อยคือ ข้อจำกัดทางการคลัง หนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นประวัติการณ์ ภาระดอกเบี้ยที่กดทับทั้งประชาชนและธุรกิจ และความผันผวนของเงินทุนโลกที่ไทยควบคุมไม่ได้ 

นโยบายจำนวนมากตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า “เศรษฐกิจโลกจะค่อย ๆ ดีขึ้น” แต่สัญญาณจากตลาดการเงินกำลังบอกอีกแบบ โลกกำลังเข้าสู่ช่วงความไม่แน่นอนที่ยาวนานกว่าที่คาด และประเทศที่รับมือได้ดี คือ ประเทศที่ผู้นำเข้าใจเกมการเงินโลกพอ ๆ กับการเมืองในประเทศ

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนรัฐบาล หากคือ การตัดสินว่า ไทยจะมี “ผู้บริหารวิกฤต” หรือ “นักการเมืองตามวาระ” 

ภาคธุรกิจไทยจำนวนมากเริ่มปรับตัวเข้าสู่โหมดระมัดระวัง ชะลอการลงทุน รักษาสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง เพราะมองเห็นพายุข้างหน้า แต่คำถามคือ นโยบายรัฐหลังเลือกตั้ง  จะเดินไปในทิศทางเดียวกัน หรือ สวนทางกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ 

ในวันที่เงินทุนไหลเข้าออกเร็วกว่าเดิม ค่าเงินบาทผันผวนมากกว่าเดิม และต้นทุนทางการเงินสูงกว่าเดิม ประเทศต้องการมากกว่านโยบายที่ “ถูกใจคนฟัง” แต่ต้องการนโยบายที่ “รอดในโลกจริง”

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงอาจต้องตั้งคำถามใหม่กับตัวเองว่า เรากำลังเลือกคนที่พูดเก่ง หรือ คนที่อ่านเกมโลกออก เรากำลังเลือกนโยบายที่ให้วันนี้ หรือแนวทางที่พาประเทศยืนได้ในวันพรุ่งนี้  

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลของการเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่ได้สะท้อนแค่หน้าตารัฐบาลชุดใหม่ หากแต่จะสะท้อนความสามารถของประเทศไทย ในการยืนหยัดท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลก ที่ยังไม่รู้ว่าจะสงบเมื่อใด 

ยิ่งไปกว่านั้น โจทย์ใหญ่ที่กำลังรอรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ได้มีเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือ การจัดลำดับความสำคัญของประเทศใหม่ทั้งหมด งบประมาณที่จำกัดต้องถูกใช้กับสิ่งที่สร้าง “ความสามารถแข่งขัน” มากกว่าสิ่งที่สร้าง “ความนิยมทางการเมือง”  

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน การดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ และการบริหารเสถียรภาพการคลัง จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จมากกว่านโยบายที่วัดผลได้เพียงเสียงปรบมือ 

ในโลกที่ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง เงินทุนระมัดระวัง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กดดันห่วงโซ่อุปทาน ประเทศที่ไม่มีวินัยการคลังจะถูกตลาดลงโทษเร็วขึ้น ค่าเงินอ่อน ต้นทุนกู้ยืมสูง ความเชื่อมั่นลดลง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ทฤษฎี แต่คือ สิ่งที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

ท้ายที่สุด เสียงของประชาชนในคูหาเลือกตั้ง จะเป็นตัวกำหนดไม่เพียงทิศทางการเมือง แต่ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดช่วงหนึ่งของทศวรรษ และอาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ “ใครเหมาะจะเป็นรัฐบาล” แต่คือ “ใครเหมาะจะเป็นผู้นำประเทศในยามวิกฤตโลก” 

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,172 วันที่ 5 -7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569