thansettakij
thansettakij
อะไรเอ่ยคืออะไร! ฉากที่ 8

อะไรเอ่ยคืออะไร! ฉากที่ 8

อะไรเอ่ยคืออะไร! ฉากที่ 8 : คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย...ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • สำรวจที่มาและความหมายของ "อะไรเอ่ย" หรือปริศนาคำทายในยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่นิตยสารยุครัชกาลที่ 6 จนถึงยุคปัจจุบัน
  • วิเคราะห์สแลงสมัยใหม่ เช่น "2/10" ที่มีความหมายเชิงประชดประชัน ตรงข้ามกับความหมายตามตัวอักษร ซึ่งสะท้อนการสื่อสารของคนรุ่นใหม่
  • ชี้ให้เห็นว่า ความหมายของภาษาและถ้อยคำต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและบริบททางสังคม ผ่านการเล่าเรื่องส่วนตัวและการตีความคำศัพท์

แต่ก่อน ผมเองจำได้เมื่อวัยเด็ก สเปคที่ผมรู้ ได้แก่ น้ำนมแม่ น้ำข้าว ปลาทู ข้าวสวย สะตอ น้ำพริก ขนมชั้น ใครมาถามผมในวัยเด็กว่า อะไรเอ่ย คือ อะไร ใครจะไปรู้ เหตุที่ไม่รู้ เพราะว่า ไม่เคยอ่าน ไม่เคยดู แล้วจะไปรู้ได้ยังไง ผมไม่ตำหนิใครเพราะรู้อยู่แก่ใจว่า สมัยนั้นเรายังไม่รู้กันค่อนเมือง 

แต่ทว่า ถ้าได้เรียนในวัยมัธยมเราก็จะมี “ความรู้เบ็ดเตล็ด” การอ่าน “ความรู้เบ็ดเตล็ด” ต้องอ่านให้กระจ่าง ไม่ช้าไม่นานมีแฟนคลับส่งข้อคิดมาให้ผมดูและขอคะแนน เมื่อมีจังหวะช่วงว่างผมก็เอามาคลี่อ่านดู เขาส่งช็อตโน้ตมาสาธยายร่ายสำนวนเช้งวับเอาไว้ว่า “เบ็ด” คือ เครื่องมือสำหรับใช้ตกปลา หรือ กุ้ง บางครั้งก็ได้ สร้อยทองคำ ตวัดติดมาด้วย มีลักษณะเป็นขอเกี่ยวและมีเงี่ยง “เตล็ด” หมายถึง อาการที่หนีหรือวิ่งแตกตื่นไปอย่างไร้ทิศทาง หรือ ไปไกลจนเลยจุดหมายและรั้งไม่อยู่ 

สรุปว่า “เบ็ดเตล็ด” คือ การใช้เครื่องมือล่าเหยื่อด้วย อุปกรณ์ โอกาสจะพลาดจนวงแตก สถานการณ์จึงพลิกผันกลายเป็น อุปกรรม ใครที่เคยทำอุปกรรมต้องอุบไว้ให้แน่นและเงียบกริบ (ฮา) 

อะไรเอ่ย (คนสมัยโบราณ) คือ อะไร ชี้จุดเบื้องต้นให้ผู้อ่านสบายใจ เรื่องต่อไปนี้มีฝรั่งบันทึกเรื่องราวขำขันมา เก็บเกี่ยวลีลาคนไทย เป็นเรื่องที่คล้ายคลึงกับสร้างบทบันเทิงขึ้น ในยุค ร.6 ท่านทรงครองราชย์ หนังสือพิมพ์แมกกาซีน เอดิเตอร์ ซื้อเรื่องเล่าเคล้ามุกให้คนในสังคมเอาไว้อ่านเพิ่มความหรรษา คุณปู่ ของ เอนก นาวิกมูล ท่านก็เก็บไว้เป็นบุ๊คปลุกรสชาติขำขัน ใครสนใจก็ลองเสาะหาบุ๊คชื่อ ศรีกรุง เล่ม 1 ตอน 3 พ.ย. 2456 

เรื่องนี้ไม่ใช่ตำนานเป็นเรื่องเล่ากล่าวขานจากหนังสือพิมพ์ เป็นหลัก เนื้อหาน่าสนใจกันพอควร ลีลาพาทีมีอยู่ว่า “นาย ก.” เขาเป็นคนรับจ้างเขียนเรื่องลง คิดค่าจ้างคอลัมน์ให้เป็นครั้งเท่านั้นเท่านี้ เรื่องที่ “นาย ก.” เขาเขียนส่งไปนั้น โดยมากมักจะโชว์สไตล์กันเป็นอย่างนี้ 

“หล่อนอายุเท่าใดยะ?”…“สิบเก้าข้ะ”…“แหม”…“วุ้ย! ไม่ต้องแหม” (ค้อน) …“อ้าว”… “ดูแน่” (ค้อน) …“ฉันมีตาฉันก็ดู” …“วุ้ยดูไม่ได้” (ค้อน) … “แล้วกัน” (จับแก้ม) …

ข้อสัญญาที่เขาคิดค่าจ้างให้เป็นคำๆ หนังสือพิมพ์แมกกาซีนเอดิเตอร์ รู้ที จึงทำสัญญาอย่างใหม่ จูงใจให้สะอาดกึ่งคลาสสิค พลิกรูปแบบเป็นศิลปินโดยใช้เสียงผู้ชายร้องเพลง “จะ. กล่าว. ถึง. เอิง. เงิง. เงย. เทวา.-เทวา วะ. รา. ฤทธิ์. ซึ่ง. สถิตย์. อยู่. ที่. ใน-อยู่. ที่. ใน. ไพร. พฤกษา. ได้. ยิน. เรื่อง. ให้. เอ๋ย. เคือง. แค้น.-เอิงเงิง. เงย. เคือง. แค้น. แน่น. อุรา. โกรธา. ตา. แดง.- ตา.แดง. เป็น. แสง. เพลิง” 

แม่ผู้หญิงสาวค้อนส่งซิก  “วุ้ย! ง่า. ง่า-ฟัง-ง่า-วุ้ย! -ฟัง. ง่า-ช่าง-แสน-ง่าๆๆๆๆ  จะ.ไพ-ง่า-เราะ. ฮิฮิฮิ. ดู-ง่า-ง่า-ดู- ไม่-ง่า-ได้” หนังสือพิมพ์แมกกาซีนเอดิเตอร์ ไหวทัน ทำสัญญาแบบใหม่ คือ รับซื้อเรื่องของ “นาย ก.” เป็นเรื่องๆ “นาย ก.” ก็เปลี่ยนฝีปากใหม่ โดยเขียนเรื่องให้เข้าล็อคระมัดระวัง เช่นดั่งนี้ว่า 

“นายประพันธ์ รัก แม่สาวแฉล้ม อย่างที่สุด แต่ แม่สาวแฉล้ม หารักเธอไม่ นายประพันธ์ มีความน้อยใจเป็นกำลัง จึงเที่ยวหาปืนมาได้ก็ยิงตัวของตัวเองลงไปกลางกระหม่อม แล้วก็ล้มลงดิ้นตายเป็นที่น่าสังเวชยิ่งนัก!” 

อะไรเอ่ย (ของคนรุ่นใหม่) คือ อะไร ใครจะรู้เรื่องบ้าง อย่างเช่น “2/10 คือ อะไร” รางน้ำชุดใหม่ มันเริ่มมาจากคนรีวิวร้านข้าว ทำหน้าบอกบุญไม่รับ แสร้งว่ารสชาติมันก็งั้นๆ พอจะกินได้ คล้ายกับเอาปรอดมาจุ่มน้ำซุบแล้วให้การเท็จว่า 2/10 เท่านั้น แต่กินหมดจาน 

สำหรับผมเอง ฟังแล้วทำใจได้ หวาดผวาตรงที่มีคนข้างเคียงคอยซ้ำให้ความหมายมันสำโรงเกินคาดว่า ไม่ต้องมากระซิบถาม มันแค่ 2/10 ดูแล้วจิ๊บๆ ขนาดกระจอก กระจ่อก กระจ้อก กระจ๊อก อะหา อะฮ้า อะฮ้า อะ.....อ๊าย ผมว่าถ้ามันใช่ขนาดนี้ ไม่ใช่ 2 ทับ 10 มันต้อง 10 ทับ 2 มากกว่า (ฮา)   

อย่ามาถามผมนะว่า ได้บรรเลงเพลงครวญนี้มาจากไหน ประเดี๋ยวผมก็จะไม่มีที่ยืน เอาเป็นอันว่า คนยุคนี้พลิกถ้อยคำเอาส้มตำชาวระวังมาดัดแปลงเปรียบเทียบเป็นส้มมะขามแฉะ เวลาชอบอะไร เจออะไรดีๆ เขาก็กลับตัวดีมาเป็นตัวด้อย เนื่องจาก ไม่อยากให้แต้มเต็ม แกล้งทำเป็นดัดจริตแทะเล็มให้คะแนน 2/10 ซะงั้น 

เมื่อปี 2519! ผมได้รับเกียรติเป็น นายหัว ของ ชมรมพัฒนาการพูด ม.รามคำแหง ได้เดินทางไป โต้วาที กันทุกภาค ผมรับบทเป็นผู้นำในการโต้วาทีกับนักศึกษา มหาวิทยาลัยนิรนาม! จังหวัดนิรนาม! อำเภอนิรนาม!  

มูลเหตุที่ไม่เอ่ยนามสถาบัน เพราะว่านักศึกษารุ่นพี่เขาเดินเสาะอยู่ในพื้นที่วาบหวิว เขาลงมติกันว่า เราจะต้องมาให้ถึงโซนของ สาวราตรี บรรดามิตรสหายเขาถามว่า “ไอ้วงศ์ ทำไมมึงไม่เข้าไปด้วยกันวะ” ผมยิ้มแล้วพูดชี้แจงเอาตัวรอดว่า  “ผมยังนึกมุกได้ไม่ดีพอ ต้องขอปลีกวิเวก นั่งทำการบ้านก่อน ถ้าพูดไม่ขำจะขายหน้า”  

รุ่นเดียวกับผมคนหนึ่งเขาช่วยตัดบทบอกรุ่นพี่ว่า ก็จริงของมันนะพี่ ผมว่าเอางี้ดีกว่า มันไม่เข้าก็ดีแล้ว ไอ้วงศ์ พวกกูขอแรงฝากพระเครื่องไว้กับมึง อย่าให้ตกหล่นนะเว้ย”

ผมพยักหน้า ว่าแล้วก็หยิบโพยมานั่งบันทึกมุก นั่งอยู่เพลินๆ ก็ได้ยินเสียง น้ำพริกแมงดา เข้ามาพูดขึงขังว่า “มึงมาทำอะไรอยู่ตรงนี้วะนี่” ผมเล่ามันก็เข้าใจผ่านเงาเทามาได้ ถ้าเป็นวันนี้คงรำพึงว่า “อะไรเอ่ย คือ อะไรวะในซ่อง” (ฮา)