thansettakij
thansettakij
ผ่าตัดใหญ่เศรษฐกิจไทย: สั่งยาแรงหรือแค่แจกยาพารา?

ผ่าตัดใหญ่เศรษฐกิจไทย: สั่งยาแรงหรือแค่แจกยาพารา?

24 ก.พ. 2569 | 22:30 น.

ผ่าตัดใหญ่เศรษฐกิจไทย: สั่งยาแรงหรือแค่แจกยาพารา? คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์นอกขนบ โดย สุวิทย์ สรรพวิทยศิริ “มูลนิธิ สวค.”

 

ในสัปดาห์ที่แล้ว เราได้เปิดแฟ้มประวัติ “คนไข้” ที่ชื่อประเทศไทย ผู้ซึ่งกำลังนอนป่วยด้วยโรค “แก่ก่อนรวย” ในวอร์ดผู้ป่วยรายได้ปานกลางอย่างน่าเป็นห่วง เราได้เห็นแล้วว่าอาการป่วยของเราเกิดจากโรคแทรกซ้อนนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคหนี้ท่วม โรคขาดนวัตกรรม และที่ร้ายที่สุดคือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องด้านการลงมือทำ ทำให้เราเสี่ยงต่อการเข้าสู่ “วัฏจักรอุบาทว์ของการเติบโตต่ำ” ที่จะฉุดรั้งประเทศให้จมดิ่งลงไปอีก

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว คำถามสำคัญที่ต้องถามต่อในวันนี้คือ “แล้วจะรักษากันอย่างไร?” เราจะยอมทนเจ็บเพื่อ “ผ่าตัดใหญ่” ปฏิรูปโครงสร้างที่ผุพัง หรือจะเลือกทางสบายเพียงแค่กิน “ยาพารา” อย่างนโยบายกระตุ้นระยะสั้น แล้วปล่อยให้เนื้อร้ายลุกลามต่อไปอย่างเงียบๆ?

ยาดีมีเต็มตู้ แต่คนปรุงยาไร้ฝีมือ

หากเปรียบประเทศไทยเป็นห้องครัว เรามีตำราอาหารชั้นเลิศ (แผนยุทธศาสตร์ชาติ, Thailand 4.0, BCG Model) วางเรียงรายเต็มชั้น มีวัตถุดิบชั้นดี (ภาคเอกชนที่เก่งกาจ, คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ) อยู่ในตู้เย็น แต่ปัญหาคือ “พ่อครัว” หรือ “รัฐ” ของเรานั้นดูจะสับสนอลหม่านไปหมด

พ่อครัวของเราหยิบตำราขึ้นมาอ่านทุกวัน แต่กลับไม่เคยปรุงตามสูตรเป๊ะๆ ผู้ช่วยในครัว (หน่วยงานราชการ) ต่างคนต่างทำ ไม่มีการประสานงานกัน ซ้ำร้าย พ่อครัวยังเปลี่ยนใจบ่อยเสียยิ่งกว่าอากาศประเทศไทย เดี๋ยวจะทำต้มยำกุ้ง อีกสักพักเปลี่ยนเป็นผัดไทย สุดท้ายอาหารที่ออกมาจึงเป็นเมนูพิสดารที่ไม่มีใครกินได้ ทั้งๆ ที่ตำราและวัตถุดิบดีเลิศ นี่คือภาพสะท้อนของสิ่งที่เรียกว่า “ความสามารถของรัฐที่อ่อนแอ” (Weak State Capacity)

บทความใน Bangkok Post ชี้ให้เห็นว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจใดๆ จะไม่สามารถสำเร็จได้เลยหากปราศจากการเสริมสร้างความสามารถของรัฐ [1] ซึ่งเป็นปัญหาที่แท้จริงที่ฉุดรั้งประเทศไทยมานานหลายทศวรรษ ประสบการณ์จากประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของพวกเขามีระบบราชการที่แข็งแกร่ง เป็นมืออาชีพ และทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้อย่างมีวินัย ไม่ใช่ทำงานแบบไซโลหรือเปลี่ยนนโยบายไปตามลมการเมือง

ตราบใดที่ “พ่อครัว” ยังไร้ฝีมือและจัดระเบียบครัวของตัวเองไม่ได้ ต่อให้มีตำราอาหารที่ดีที่สุดในโลก ประเทศไทยก็ไม่มีวันได้ลิ้มรสอาหารจานเด็ดที่ชื่อว่า “การเติบโตอย่างยั่งยืน” 

ยาขนานแรกที่ต้องกิน: ผ่าตัดระบบ “สร้างคน”

ก่อนจะฝันถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เราต้องกลับมาดูความจริงอันน่าเจ็บปวดที่ว่า “ช่าง” ของเราพร้อมหรือไม่? รายงานจากหลายสำนักชี้ตรงกันว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตทักษะ” (Skills Crisis) อย่างรุนแรง

ตัวเลขจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) นั้นน่าตกใจ: ประชากรวัยแรงงานจำนวนมหาศาลของไทยมีทักษะพื้นฐานด้านการอ่านเขียนคำนวณ (Literacy) และทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญ [2] [3] พูดง่ายๆ คือ เรากำลังจะขับยานอวกาศ แต่ประชากรส่วนใหญ่ยังอ่านคู่มือการใช้งานไม่ออกด้วยซ้ำ

“A lack of skilling significantly undermines labour productivity by limiting workers' ability to adapt to technological advancements, perform complex tasks, and innovate.” - UNICEF Thailand [4]

คำกล่าวนี้ตอกย้ำว่า การขาดทักษะไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของตัวแรงงาน แต่เป็นตัวบ่อนทำลายผลิตภาพของประเทศโดยตรง เราจะสร้างนวัตกรรมได้อย่างไรในเมื่อแรงงานของเราไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้? การคาดการณ์ว่า 44% ของงานในไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ยิ่งทำให้เรื่องนี้เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่นับถอยหลังรอวันระเบิด [5]

ดังนั้น การ “ผ่าตัดใหญ่” ระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะจึงเป็นยาขนานแรกที่จำเป็นที่สุดและเร่งด่วนที่สุด เราต้องเลิกผลิต “บัณฑิตกระดาษ” ที่มีความรู้แต่ทำงานไม่เป็น แล้วหันมาสร้าง “ช่างฝีมือ” ที่พร้อมสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ โมเดลการศึกษาสายอาชีวะแบบทวิภาคี (Dual Vocational Education) ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนในห้องเรียนควบคู่ไปกับการฝึกงานจริงในโรงงาน คือตัวอย่างที่ดีที่ต้องขยายผลไปทั่วประเทศ ไม่ใช่ทำแบบประปรายอย่างที่เป็นอยู่

สั่งยาแรงขนานต่อไป: ปฏิรูปกฎระเบียบ-ส่งเสริมนวัตกรรม

เมื่อ “คน” พร้อมแล้ว ยาขนานต่อไปที่ต้องกินควบคู่กันไปคือการผ่าตัด “กฎระเบียบ” (Regulations) ที่รกรุงรังและเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อ “นวัตกรรม” (Innovation) อย่างแท้จริง

ทุกวันนี้ การขอใบอนุญาตในประเทศไทยยังคงเป็นฝันร้ายของนักลงทุน ขั้นตอนที่ซับซ้อน การใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และกฎหมายที่ล้าสมัยเป็น “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเราลดลง การปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine) ต้องไม่ใช่แค่การตัดกิ่งไม้ แต่ต้องเป็นการถอนรากถอนโคนกฎหมายที่ไม่จำเป็นและเป็นภาระทิ้งไป

ในด้านนวัตกรรม รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” เงินทุนวิจัยต้องถูกจัดสรรอย่างมีกลยุทธ์ไปยังอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Manufacturing) ที่ธนาคารโลกชี้ว่าเป็นทางรอดใหม่ของเศรษฐกิจไทย [6] และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสร้างความร่วมมือที่เชื่อใจได้ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อให้งานวิจัยบนหิ้งสามารถถูกนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในตลาดโลก

บทสรุป: ถึงเวลาเลือกอนาคต

เส้นทางข้างหน้าของประเทศไทยมีสองทางเลือกที่ชัดเจน
1. ทางเลือกยาพารา : ทำทุกอย่างเหมือนเดิม หวังพึ่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แจกเงิน แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใดๆ เปรียบเหมือนการกินยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ แต่ปล่อยให้มะเร็งร้ายกัดกินร่างกายต่อไป สุดท้ายก็จะเข้าสู่วัฏจักรอุบาทว์และตายอย่างช้าๆ
2. ทางเลือกผ่าตัดใหญ่ : ยอมรับความจริงที่เจ็บปวดและลงมือปฏิรูปอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่การเสริมสร้างความสามารถของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ, ผ่าตัดระบบการศึกษาเพื่อสร้างคนให้ตรงกับความต้องการของโลกอนาคต, และทลายกำแพงกฎระเบียบที่ขัดขวางการเติบโต การผ่าตัดนี้จะเจ็บปวดในระยะสั้น อาจมีเสียงคัดค้านจากผู้ที่เสียผลประโยชน์ แต่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยหายจากโรค “แก่ก่อนรวย” และกลับมามีที่ยืนบนเวทีโลกได้อย่างสง่างามอีกครั้ง

วันนี้ เรามีข้อมูล มีตำรา และมีบทเรียนจากทั่วโลกมากพอแล้ว สิ่งที่เราขาดไม่ใช่ “ความรู้” แต่เป็น “ความกล้า” ที่จะตัดสินใจเลือกทางที่ถูกต้อง ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจจะต้องแสดงภาวะผู้นำและเลือกอนาคตให้ประเทศ ก่อนที่ “คนไข้” รายนี้จะหมดโอกาสรอด

อ้างอิง:

  • [1] Sumano, B. (2026, February 11). Reinvent Thailand to revive growth. Bangkok Post. Retrieved from https://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/3194743/reinvent-thailand-to-revive-growth
  • [2] Asian Development Bank. (2023). Skills and the Future of Work in Thailand. Retrieved from ADB publications.
  • [3] OECD. (2025, July 15). OECD Skills Strategy Thailand. Retrieved from https://www.oecd.org/en/publications/oecd-skills-strategy-thailand_153a1fe6-en/full-report/key-insights-and-recommendations-for-thailand_ae342be7.html
  • [4] UNICEF Thailand. (2025, July 1). Human Capital Development in Thailand. Retrieved from https://www.unicef.org/thailand/media/15546/file/unicef%20Human%20Capital%20Development%20in%20Thailand_final_ENG.pdf.pdf
  • [5] UNICEF Thailand. Make your company SHINE with young talent!. Retrieved from https://www.unicef.org/thailand/make-your-company-shine-young-talent
  • [6] The World Bank. (2026, February 11). Thailand’s Next Phase of Growth Depends on Industries of the Future. Retrieved from https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2026/02/11/thailand-s-next-phase-of-growth-depends-on-industries-of-the-future