thansettakij
thansettakij
โจ๊กลานนา

โจ๊กลานนา

“โจ๊กลานนา” อาหารเช้ากลางเวียงเชียงใหม่ ที่ไม่ได้มีดีแค่โจ๊ก คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • บรรยากาศอาหารเช้าที่ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่เต็มไปด้วยความคึกคักแต่ผ่อนคลาย ทั้งกลิ่นโจ๊ก กาแฟ และหมูปิ้ง สะท้อนเสน่ห์เช้าแบบเชียงใหม่ที่อบอุ่นและน่าใช้เวลา
  • จุดเด่นของร้าน “โจ๊กลานนา” คือการใช้กระเทียมเจียวแทนขิงในโจ๊ก ทำให้ได้กลิ่นหอมละมุน เพิ่มมิติของรสชาติและเนื้อสัมผัส เข้ากับอากาศเย็นสบายและอาหารเช้าสไตล์ล้านนา
  • อาหารและกาแฟเวียดนามของร้านสะท้อนอิทธิพลวัฒนธรรมอินโดจีนผสมผสานกับวิถีท้องถิ่น จนกลายเป็นมื้อเช้าเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ ทำให้ผู้คนอยากกลับมาซ้ำอีกครั้ง

ที่ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ ตรงละแวกหายยานั้น เปิดทำการมาต่อเนื่องผ่านกาลเวลา เช้านี้แลดูว่า บนถนนข้างหน้าค่อนข้างคึกคัก มีรถหาบ รถฟู๊ดทรัคส์ จอดติดเตา ตั้งไฟ ทำอาหารนานา ส่งกลิ่นหอมหวลอยู่ด้านหน้า ลึกเข้าไปในศาลาศิลปะเชียงใหม่ เขาก็ทำที่นั่งรับประทานจุ๋งจิ๋ง สะอาดตาน่านั่ง

โอ๊ต สุทัศน์ สายข่าวดิจิตอล (เพิ่งจบปริญญาสาขาการจัดการธุรกิจกระบวนการผลิตอาหาร) พาคุณผู้อ่านแวะชมบรรยากาศ และนั่งชิมของอร่อยที่ ร้าน โจ๊กลานนา ความว่า ยามเช้าในเชียงใหม่เดือนพฤษภาคม ลมฝนเริ่มมาเเล้วครับ แค่เวลาประมาณเจ็ดโมง เมืองฝั่งนี้ทั้งเมืองเหมือนกำลังค่อย ๆ ตื่นขึ้นจากความเงียบ แสงแดดสีสวยเริ่มส่องลอดผ่านแนวต้นไม้และชายคาตึกลงมากระทบพื้นถนน อากาศยังเย็นสบายอยู่มาก น่าจะเรียกได้ว่า เป็นความเย็นแบบเชียงใหม่ ที่ตอนเช้าไม่ถึงกับหนาว แต่ก็ทำให้รู้สึกสดชื่นตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินออกมาจากห้องที่ผมมาพักแรมค้างคืน

โจ๊กลานนา

ผู้คนเริ่มทยอยออกมาใช้ชีวิต บ้างถือแก้วกาแฟเดินช้า ๆ บ้างขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านไปทำงาน เสียงรถยังไม่ดังวุ่นวายเมื่อเทียบกับช่วงสายทุกอย่างยังคงมีจังหวะที่สโลว์และน่าสบาย สมกับสมญาเชียงใหม่เมืองน่ารัก น่าอยู่ระหว่างเดินข้ามถนนมาที่จุดนัดพบ มื้อเช้าตรงศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ กลิ่นหอมบางอย่างลอยมากับลมเช้า เป็นกลิ่นข้าวต้มร้อน ๆ ผสมกับกลิ่นกาแฟคั่วเข้มและควันจาง ๆ จากเตาถ่าน กลิ่นนั้นไม่แรง แต่ชัดพอที่จะทำให้ต้องหันมองไปตามหาต้นตอ

ตรงหัวมุมด้านหน้าอาคารทรงล้านนามุงหลังคากระเบื้องดินขอ มีร้านอาหารเช้าเล็ก ๆ ร้านหนึ่งตั้งอยู่ใต้หลังคาโปร่งแบบเปิดโล่งด้านหน้ามีหม้อโจ๊กใบใหญ่ตั้งไฟกรุ่นๆรออยู่ มองเห็นไอน้ำลอยขึ้นมาตลอดเวลา ผู้คนนั่งเต็มแทบทุกโต๊ะ บางโต๊ะเป็นคนทำงานที่รีบมากินก่อนเข้าออฟฟิศ บางโต๊ะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังนั่งดูผู้คนพร้อมจิบกาแฟเงียบๆ บรรยากาศทุกอย่างดูคึกคัก แต่กลับไม่วุ่นวาย น่าประหลาดใจมาก

ยิ่งเดินเข้าใกล้ กลิ่นกับข้าวยิ่งชัดขึ้น ทั้งกลิ่นน้ำซุปในโจ๊ก กลิ่นหมูปิ้งบนเตาถ่าน กลิ่นเตาทอดปาท่องโก๋ และกลิ่นกาแฟหอมแบบเอเชียโบราณกำลังชง ทุกอย่างผสมกันจนกลายเป็นกลิ่นของ “มื้อเช้า” ที่ช่างสมบูรณ์แบบ น่ากินมากจริงๆเลยเชียว ที่ร้านโจ๊ก ลานนา นี้ ตัวร้านเป็นร้านเปิดโล่ง ไม่มีผนังปิดทึบ ลมเช้าพัดผ่านได้ตลอด ทำให้แม้จะมีไอร้อนจากหม้อโจ๊กและเตาทำอาหาร ด้านหน้า แต่กลับไม่รู้สึกร้อนเลย โต๊ะถูกจัดเรียงง่าย ๆ ไม่มีอะไรหรูหรา แต่ดูสะอาดสะอ้านและเป็นกันเอง เพราะทางร้านเลือกใช้เก้าอี้ตัวเตี้ยๆน่ารัก โต๊ะสีขาว เสียงช้อนกระทบชาม เสียงคนคุยกันเบา ๆ และเสียงพนักงานเรียกออเดอร์ดังสลับกันเป็นจังหวะ เหมือนเสียงพื้นหลัง background ของชีวิตตอนเช้าที่ได้ยินได้ฟังแล้วสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

โจ๊กลานนา

เมื่อได้นั่งลงที่โต๊ะ พนักงานก็เดินเอาเมนูมาให้ เป็นกระดาษเมนูธรรมดา ไม่มีรูปอาหารสีสด ไม่มีการออกแบบอะไรหวือหวา แต่พอไล่สายตาอ่านกลับรู้สึกว่าอาหารทุกอย่างในนั้นดูน่ากินไปหมด เมนูไม่ได้มีเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นอาหารเช้าที่คุ้นเคย ทั้งโจ๊ก, ไข่กระทะ, ขนมปังเวียดนามยัดไส้, ปาท่องโก๋ เค็ม หวาน กาแฟ ชาร้อน และหมูปิ้ง ข้าวเหนียวนึ่ง บางทีความน่าสนใจของร้านแบบนี้อาจไม่ใช่การมีเมนูเป็นร้อยอย่าง แต่เป็นการทำเมนูธรรมดาให้อร่อยและกินแล้วรู้สึกดี_comfort mood เสียมากกว่า

หลังจากนั่งอ่านโดยละเอียดแล้ว ก็สังเกตว่าทางร้านมีบริการเป็น ชุดเซ็ท ที่มีองค์ประกอบต่างกันไปอีก ผมตัดสินใจเลือกสั่งเป็นโจ๊กหมู/ไก่ ไข่กระทะ ขนมปังเวียดนาม หมูปิ้งเซ็ต B แล้วก็กาแฟเวียดนามหนึ่งแก้วพอสั่งเสร็จก็เริ่มมองรอบร้านอย่างช้าๆ โต๊ะข้าง ๆ บรรยากาศ เป็นคุณลุงสองคนที่กำลังกินโจ๊กกับกาแฟดำเงียบ ๆ อีกมุมหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่งได้รับขนมปังเวียดนาม ทุกคนดูใช้เวลาอยู่กับอาหารเช้าของตัวเองอย่างสบาย ๆ ไม่มีใครรีบเร่ง แม้ลูกค้าหลายท่านจะกำลังจะเริ่มวันทำงานก็ตาม

ด้านหน้าร้าน พ่อครัวกำลังตักโจ๊กจากหม้อใบใหญ่ใส่ชามอย่างคล่องมือ เนื้อโจ๊กข้นหอมกำลังดี ไอร้อนมีลอยขึ้นตลอดเวลา ข้างกันเป็นเตาหมูปิ้งที่กำลังส่งกลิ่นหอมออกมาเป็นระยะ เสียงนักชิมกัดปาท่องโก๋ดังกรอบ่เบา ๆ สลับกับเสียงช้อนกรุ้งกริ้งกระทบในชาม ทุกอย่างดูมีชีวิต แต่ก็ยังคงความสงบของเช้าเอาไว้ได้ไม่นานนัก โจ๊กหมูใส่เนื้อไก่ก็ถูกยกมาเสิร์ฟก่อน สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ทันทีเมื่อชามโจ๊กถูกยกมาวางตรงหน้า คือกลิ่นหอมของ “กระเทียมเจียว” ที่ลอยขึ้นมาก่อนอย่างอื่น

โจ๊กลานนา

ตามปกติแล้วโจ๊กที่รับประทานในกรุงเทพไม่ใส่กระเทียมเจียวมักจะใส่อยู่แค่ขิงซอยและต้นหอมโรยด้วยพริกไทยขาวป่นละเอียดบางบางเท่านั้น จะเพิ่มมาบ้างก็เส้นหมี่ขาวทอดฟูๆกรอบๆ หรือ ปาท่องโก๋ตัวจิ๋วๆ แต่ที่ร้านโจ๊กลานนานี้ไม่มีขิงใส่มา แต่มาได้เรื่องกระเทียมเจียวที่เข้ากันอย่างน่าแปลกใจ กระเทียมเจียวของทางร้านกลิ่นนั้นไม่ได้แรงจนกลบทุกอย่าง แต่เป็นกลิ่นหอมอุ่น ๆ ของกระเทียมที่ถูกเจียวจนเหลืองกำลังดี พอผสมกับไอร้อนของโจ๊กและน้ำซุปต้มกระดูก บรรเลงให้ต่อมความหิวในตอนเช้าที่ซึมเซาอยู่เปิดระบบทำงานทันที

ผมสังเกตว่าแทนที่ทางร้านจะใช้ขิงซอยแบบโจ๊กดั้งเดิมแต่กลับ ใช้กระเทียมเจียวเป็นตัวหลักสร้างกลิ่มรสความหอมระเหย ซึ่งจริง ๆ แล้วมันทำให้เข้ากับบรรยากาศอาหารเช้าแบบที่อากาศเย็นๆแต่ไม่หนาวมาก ดีจริงๆเหตุผลสำคัญอย่างแรกในมุมมองของผมก็คือ กระเทียมเจียวนั้นให้ “ความหอมที่นุ่มกว่า” ขิงซอย ขิงสดจะมีความฉุนและเผ็ดอ่อน ๆ อยู่ในตัว เวลากินตอนเช้า โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งตื่นหรือยังท้องว่างมาก ๆ บางครั้งกลิ่นขิงจะเด่นมากไปอาจสร้างกำลังความร้อนให้ร่างกายและเลือดลม น่าจะเหมาะกับกินตอนลมหนาวพัดมามากกว่า

ข้างกระเทียมเจียวให้กลิ่นที่กลมกว่า หอมกว่า และทำให้โจ๊กดูอบอุ่นขึ้นโดยไม่ไปตัดรสของน้ำซุปต้มกระดูก พอกระเทียมถูกเจียวจนสีเหลืองทอง น้ำมันหอมจากกระเทียมจะออกมาเคลือบอยู่รอบชิ้นเล็ก ๆ เวลาถูกโรยลงบนโจ๊ก ร้อน ๆ กลิ่นจะลอยขึ้นพร้อมไอน้ำทันที มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกเหมือนอาหารในบ้าน ที่ทำสดใหม่ตั้งแต่เช้า

ที่สำคัญคือกระเทียมเจียช่วยเพิ่ม “มิติของเนื้อสัมผัส” ให้โจ๊กด้วย เพราะตัวโจ๊กเองมีความนุ่มและละมุนมาก ทั้งข้าวที่ต้มจนแตกตัว ไข่ลวกที่ค่อย ๆ ละลาย และหมูสับที่นุ่ม พอทุกอย่างรวมกันแล้ว เนื้อสัมผัสจะออกไปทางนิ่มทั้งหมด กระเทียมเจียวเลยเข้ามาช่วยเพิ่มความกรอบบาง ๆ เวลาตักเข้าปาก เสียงกรอบเล็ก ๆ จากกระเทียมเจียวที่แตกอยู่ในปาก ทำให้โจ๊กที่ดูเรียบง่ายมีรายละเอียดขึ้นทันที และพอเคี้ยวไปพร้อมกับหมูสับกับไข่ลวก และหมี่กรอบ จะมีทั้งความหอม ความมัน และความกรุบเบา ๆ สลับกันอยู่ในคำเดียว

อีกอย่างที่ทำให้ร้านแนวอาหารเช้าแบบนี้น่าจะนิยมใช้กระเทียมเจียวมากกว่าขิง คือมันเข้ากับลูกค้าได้กว้างกว่าทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ นักท่องเที่ยว หรือคนที่ไม่คุ้นกับโจ๊กจีนแบบดั้งเดิม สามารถกินได้ง่ายกว่า เพราะกระเทียมเจียวให้ความรู้สึกคล้ายอาหารเช้าไทยทั่วไป ไม่ได้มีความเผ็ดหรือกลิ่นเฉพาะตัวแรงเหมือนขิง ยิ่งเวลากินคู่กับหมูปิ้งหรือปาท่องโก๋ กระเทียมเจียวจะยิ่งเชื่อมประสานรสชาติทุกอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างดี

กลิ่นหอมจากกระเทียมจะไปเข้ากับกลิ่นควันเตาถ่านของหมูปิ้ง และเข้ากับความมันบาง ๆ ของปาท่องโก๋ทอดใหม่อย่างพอดี พอใช้ช้อนคนเบา ๆ กระเทียมเจียวบางส่วนจะค่อย ๆ จมลงไปในโจ๊ก ทำให้น้ำซุปมีความหอมลึกขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคำที่กินหลังจากนั้นจะเริ่มมีรสชาติกลมขึ้น ต่างจากตอนแรกเล็กน้อย เหมือนโจ๊กทั้งชามค่อย ๆ เปลี่ยนรสไปพร้อมกับการกิน และอาจเพราะแบบนี้เอง ร้านอาหารเช้าหลายร้านในเชียงใหม่จึงเลือกใช้กระเทียมเจียวแทนขิง เพราะมันให้ทั้งกลิ่น ความหอม ความกรอบ และความรู้สึกอบอุ่นที่เข้ากับเช้าเย็น ๆ ของเมืองเหนือได้พอดีๆ โดยไม่ทำให้รสชาติของโจ๊กดูหนักหรือจริงจังจนเกินไป

งานกระเทียมนี้อาจเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ใครๆหลายคนอาจไม่ทันสังเกต แต่กลับเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้โจ๊กธรรมดาชามหนึ่ง กลายเป็นมื้อเช้าที่ผู้คนสบายใจที่จะกลับมากินซ้ำกันอีกเรื่อย ๆ รับประทานไปได้ไม่นาน ไข่กระทะก็ยกตามมาส่งในกระทะร้อนแบบเวียดนามใบเล็ก เสียงน้ำมันเนยยังดังเบา ๆ ฉี่ฉ่าอยู่ตรงขอบ ไข่สองฟองด้านบน

ค่อนข้าง sunny side up ไข่แดงยังเยิ้มเล็กน้อย โรยหน้ามาด้วยหมูยอ กุนเชียงหั่น และหมูสับ กลิ่นหอมของพริกไทยกับเนยลอยขึ้นทันทีเมื่อวางลงบนโต๊ะใช้ช้อนตักตรงกลาง ไข่แดงค่อย ๆ ไหลออกมาคลุกเคล้ากับเครื่องทั้งหมด รสชาติของไข่กระทะจะเข้มกว่าโจ๊กเล็กน้อย มีทั้งความหอมเนยความมัน ความหวานจากกุนเชียง และความเค็มอ่อนจากหมูยอ เหยาะแม็กกี้หน่อย ตัดด้วยรสพริกจากซอสพริกนิดๆ เวลากินคู่กับซอสพริกนี้ จะยิ่งตัดรสได้อร่อยดีมากๆ

ข้างกันคือขนมปังเวียดนามที่เสิร์ฟมาในจานเล็ก ๆ ตัวขนมปังด้านนอกกรอบบาง พอบีบเบา ๆ จะได้ยินเสียงเปลือกขนมปังแตกกรอบ แต่ด้านในยังนุ่มฟู เมื่อกัดเข้าไปจะเจอกับไส้หมูยอ กุนเชียงหวานเค็มที่เข้ากันอย่างพอดี สิ่งที่ดีของขนมปังเวียดนามแบบนี้คือมันไม่หนักจนเกินไป แต่ก็ยังอิ่มอร่อยจากตัวไส้และขนมปัง เหมาะกับเช้าอากาศเย็นแบบเชียงใหม่มากเลยครับ..”

แวะพักบรรทัดนี้เพื่ออนุสรณ์คำนึงถึงว่าจริงอยู่ว่าเวียดนามนั้นครั้งหนึ่งเขาตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสจึงได้รับวัฒนธรรมการรับประทานขนมปังแบบฝรั่งเศสที่เป็นแท่งยาวยาวเปลือกกรอบกรอบมาเป็นของกินของบ้านเมือง แต่ในระยะหลังที่ได้เอกราชแล้วการทำขนมปังให้เป๊ะตามตำราฝรั่งเศสก็ถูกดัดแปลงให้นุ่มลงให้มีขนาดเล็กลงรับประทานง่ายแต่ยังไม่ทิ้งหลักการสำคัญคือจะต้องทาเนยสดข้างในขนมปังที่ผ่าซีกนั้นเสียก่อนส่วนโคลคัทหรือว่าบรรดาพวกของปรุงรสฝกหยิบจับเอาไส้กรอกประจำถิ่นอย่างหมูยอเข้ามาแทนตัวแฮม หยิบเอาไส้กรอกหวานชนิดว่ากุนเชียงก็นับว่าเป็นโคลคัท ชนิดหนึ่งอีกเหมือนกันถูกนำใส่เข้ามาด้วย

แวะพักบรรทัดนี้เพื่ออนุสรณ์นึงถึงข้าวจี่นางช้อย ! แถวดงป่าลาน กำแพงนครเวียงจันทน์ ใน สปป. ลาว ที่ซึ่งพวกฝรั่งเศส หาแผ่อิทธิพลมาเหนือดินแดนที่เค้าเรียกกันเองว่าอินโดจีน เจตนาบ่งนิยามความหมายว่าเป็นย่านที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทั้งจากอินเดียและจากจีนซึ่งครอบคลุมไปถึงทั้ง ลาว เวียดนาม กัมพูชา แม้กระทั่งไทย นางช้อยอบขนมปังบาแก็ตฝรั่งเศสยาวเท่าศอก (อบกึ่งปิ้ง เพื่อสุกและกรอบในกิริยาว่า จี่ข้าว) ข้าวจี่นางช้อยอบทีละเปนกระบุงๆเปนบาแก็ตแป้งขาวผ่าครึ่ง ทาตับบดข้างหนึ่งอย่างหนา เนยสดข้างหนึ่งหนาพอกัน แล้วค่อยประดาใส่เครื่อง หมูย่าง หมูยอ หมูหยอง ผักตอง ผักสด ผักชี ผักหอมราดรดด้วยน้ำแจ่ว (ซอสนานาประการ)เผ็ดมันหอนอร่อย ขายกันคึกคักในราคาราว 80 บาท

เมื่อข้ามแนวเทือกเขาเข้าไปยังหลวงพระบาง อิทธิพลฝ่ายฝรั่งเศสเขายังอยู่ในการชอบรับประทานของอร่อยและแปลก มีกระปุกแก้วบรรจุกระต่ายป่าแตรีน ขายในร้านชำ! Hare มันแปลว่ากระต่ายป่า ป่าพอๆกับ Boar หมูป่า ก่อนนี้กินโซซิซง ไส้กรอกหมูป่าฝานบางอร่อยนักแกล้มเมรัยองุ่นเมอโล

เช้านี้จังหวะดีมีร้านชำฝรั่งเศสขายของฝรั่งเศสแตรีนอัดกระปุกมาขายเปนแตรีนกระต่ายป่า เพื่อนบอกว่าเอาน่า ไม่ได้กินกระต่ายน่ารักแบบ แรบบิท สักกะหน่อย พลอยจะหลั่งน้ำหูน้ำตาเปนหนูน้อยหมวกแดงไปได้ซื้อมาแล้วก็คิดถึงนางช้อยประจงเอาเนยสดทาบาแก็ตปิ้งไฟเข้าแล้วมีดตัดเนื้อสับปรุงอัดชนิดหยาบซึ่งทับหน้าด้วยเยลลี่นั้นมาปาดลงโรยของหอมสักหน่อยจะเปนผักชี ผักแพว ลูกเคเปอร์พริกไทย ปาปิก้าอะไรๆก็ตามใจเถิด กินเอาซาบซึ้งให้เกียรติกระต่ายป่า ว่าสละชีพเปนอาหารแล้วเศษเนื้อเล็กน้อยเอ็นเส้นกระดูกอ่อนเอามาทำกินเสียให้คุ้มค่าชีวิตมัน โอ๊ต สุทัศน์ ฟังแล้ว ทำแววตาน่าสนใจ 55 ก่อนจะนำเรียนคุณผู้อ่านต่อไปว่า

“หลังจากนั้น หมูปิ้งเซ็ต B ก็มาเสิร์ฟพร้อมกระติ๊บข้าวเหนียวเล็ก ๆ ในจานมีหมูปิ้งหลายไม้เรียงกัน ทั้งแบบติดมันและแบบเนื้อนุ่มสลับกัน ตัวหมูมีรอยเกรียมเล็ก ๆ จากเตาถ่าน ส่งกลิ่นควันหอมอ่อน ๆ ขึ้นมาทันทีพอกัดคำแรก เนื้อหมูยังฉ่ำอยู่ด้านใน รสชาติออกหวานเค็มกำลังดี ไขมันบางส่วนละลายอยู่ในเนื้อ ทำให้สัมผัสนุ่มและหอมมาก โดยเฉพาะเวลากินคู่กับข้าวเหนียวร้อน ๆ คือเรียบง่ายแต่อร่อยแบบหยุดไม่ได้ครับ แล้วในที่สุด กาแฟเวียดนามก็ถูกยกมาเป็นแก้วใสที่มีนมข้นอยู่ด้านล่าง ด้านบนวางชุดถ้วยดริปโลหะบางขนาดเล็ก ๆ เอาไว้ เติมน้ำร้อนจัดลงใส่ผงแล้วหยดกาแฟสีดำเข้มกำลังค่อย ๆ ไหลลงมาอย่างช้า ๆ ทีละหยดพนักงานยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดว่า “กาแฟรอประมาณสิบ นาทีนะคะ ให้กาแฟได้สกัดเข้าที่ก่อน จะหอมขึ้นค่ะ แล้วค่อยคนดื่ม”

ผมเลยได้แต่นั่งมองหยดกาแฟค่อย ๆ ตกลงในแก้วช้า ๆ ระหว่างนั้นแสงแดดสีสวยก็เริ่มส่องเข้ามาด้านข้างร้าน ลมเย็นยังพัดผ่านเบา ๆ เสียงผู้คนยังคุยกันไม่ดังมาก ทุกอย่างรอบตัวดูมีศิลปะขึ้นมามันเป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย แต่กลับรู้สึกดีมากๆครับ

โจ๊กลานนา

เมื่อครบเวลาประมาณสิบ นาที กาแฟในแก้วเริ่มส่งกลิ่นหอมเข้มชัดขึ้น พอเปิดชุดดริปออก ใช้ช้อนคนกาแฟกับนมข้นเข้าด้วยกัน สีของกาแฟค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นน้ำตาลเข้มเนียนสวย กลิ่นกาแฟคั่วเข้มลอยขึ้นทันทีพอลองจิบคำแรก รสชาติของกาแฟเวียดนามออกเข้มและหนักแน่นก่อนในช่วงแรก มีความขมอ่อน ๆ แบบกาแฟคั่วเข้ม แต่หลังจากนั้นจะตามมาด้วยความหวานมันที่นุ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปลายรสยังมีกลิ่นหอมติดอยู่ในปาก เป็นรสชาติที่เหมาะกับเช้าแบบนี้มากอย่างไม่น่าเชื่อ

และในตอนนั้นเอง ผมก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมร้านโจ๊กเล็ก ๆ แบบนี้ ถึงมีผู้คนเต็มตั้งแต่ก่อนโมงเช้าเพราะสิ่งที่ใครๆตามหาในตอนเช้า บางครั้งอาจไม่ใช่อาหารที่หรูหราที่สุดหรือราคาแพงที่สุด แต่อาจเป็นแค่ร้านสะอาดเรียบง่าย แต่ไม่ธรรมดา ที่มีโจ๊กร้อน ๆ กาแฟดี ๆ อากาศเย็นสบาย และช่วงเวลาที่ทำให้เรารู้สึกว่า วันใหม่กำลังเริ่มต้นอย่างดีเท่านั้นเอง”

ร้านโจ๊กลานนามี 3 สาขาในเมืองเชียงใหม่