thansettakij
thansettakij
รอยจารึกแห่งการบุกเบิกทุเรียนสายพันธุ์ไทยบนแผ่นดินเมียนมา

รอยจารึกแห่งการบุกเบิกทุเรียนสายพันธุ์ไทยบนแผ่นดินเมียนมา

รอยจารึกแห่งการบุกเบิกทุเรียนสายพันธุ์ไทยบนแผ่นดินเมียนมา คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ผมได้พูดเรื่อง “ทุเรียน ราชาผลไม้สายพันธุ์เมียนมา” ซึ่งได้พาดพิงถึงอาจารย์ ดร.นสพ.ชัยณรงค์ คันธพนิต ที่พวกเราที่ไปทำมาหากินอยู่ที่กรุงย่างกุ้งเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ต้องรู้จักท่านอาจารย์เป็นอย่างดี เพราะห้องครัวบ้านของท่านอาจารย์ จะเปิดรับพวกเราคนไทยหลายๆ คนเสมอ ในยุคนั้นการหาอาหารไทยทานในกรุงย่างกุ้งยากมาก เพราะในยุคนั้นร้านอาหารไทยมีน้อย ดังนั้นทุกวัน อาจารย์จะสั่งให้แม่ครัวของท่าน ทำอาหารไทยหม้อใหญ่ๆ ทิ้งไว้ในครัวทุกวัน เพื่อรองรับเพื่อนคนไทยที่ทั้งสนิทและไม่รู้จัก ได้ทานกันครับ

ในฐานะที่ผมคลุกคลีทำมาหากินในประเทศเมียนมามานานถึง 36 ปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากยุคที่บ้านเมืองเขายังปิดสนิท จนมาถึงยุคแห่งโอกาส และยุคแห่งความผันผวน สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้คือ “ความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงินในบัญชี แต่วัดกันที่ร่องรอยแห่งคุณงามความดีที่เราทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง” นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมได้พูดเอ่ยชื่อของท่านอาจารย์ ในรายการ Good Morning Asean ในวันนั้นครับ  

และวันนี้ผมอยากจะขอถ่ายทอดต่ออีกสักนิด ถึงเรื่องราวของบุคคลระดับตำนานที่ผมเคารพรักยิ่ง นั่นคือท่านอาจารย์ ดร.นสพ.ดร.ชัยณรงค์ ผู้ซึ่งเข้าไปประเทศเมียนมาเพื่อบุกเบิกโอกาสทางการค้า-การลงทุนที่นั่น และที่สำคัญท่านอาจารย์ได้วางรากฐานเกษตรกรรมสมัยใหม่บนแผ่นดินเมียนมา ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้ก็ได้ครับ

 

อย่างที่ผมเกริ่นนำไปก่อนนี้ว่า หากเราย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ในกรุงย่างกุ้งยุคนั้น การหาอาหารไทยรสชาติแท้ๆ เป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะร้านอาหารไทยมีน้อย ดังนั้นการได้ไปทานอาหารไทยตามที่ผมเล่า บ้านของท่านอาจารย์จึงได้กลายเป็น “โอเอซิส” ของพวกเราคนไทยที่เข้าไปบุกเบิกธุรกิจที่นั่น ทุกวันหยุดพวกเรามักจะไปรวมตัวกันที่บ้านท่านอาจารย์เกือบทุกอาทิตย์

ภาพที่ผมจำได้ติดตาคือ สำรับอาหารไทยชุดใหญ่ ที่มีทั้งแกงเขียวหวาน แกงเผ็ดเนื้อ แกงพะแนง ผัดกระเพรา และแกงส้ม แต่ที่เป็นไฮไลท์ที่สุดคือ “น้ำพริกแมงดา” ที่ผมเรียกมันว่า “อาหารรสชาติแห่งมิตรภาพในย่างกุ้ง” ท่านอาจารย์ไม่ได้เพียงแค่หาเครื่องปรุงที่ไม่ได้ซื้อหาไปจากเมืองไทย แต่ด้วยความเป็นสัตวแพทย์และนักจัดการ ท่านอาจารย์ถึงขั้นลงมือ “เลี้ยงแมงดา” ด้วยตัวเอง ในพื้นที่สวนของท่าน เพื่อให้พวกเราได้ทานน้ำพริกที่หอมกรุ่นกลิ่นแมงดาแท้ๆ เป็นการเยียวยาความคิดถึงบ้านด้วยรสชาติที่อบอุ่นที่สุดเลยครับ

 

ด้วยสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของท่านอาจารย์กับระดับรัฐมนตรีหลายกระทรวง มีทั้งกระทรวงเกษตร ประมง มหาดไทย และสาธารณสุข ท่านอาจารย์จึงได้รับสัมปทานที่ดินผืนใหญ่หลายร้อยเอเคอร์ใน เขตอิระวดี (Ayeyarwady) ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเมียนมา ที่นั่นท่านอาจารย์ไม่ได้แค่ปลูกต้นไม้หรือทำนาเพื่อหวังผลกำไร แต่ท่านอาจารย์ได้นำกิ่งพันธุ์ทุเรียน “หมอนทอง” และ “ชะนี” รวมถึง “มะม่วงน้ำดอกไม้” จากประเทศไทย เข้าไปปลูกอย่างเป็นระบบเป็นกลุ่มแรกๆ

สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือ ท่านได้สร้าง “นิคมเกษตรสมบูรณ์แบบ” ที่มีทั้ง สุขศาลา(อนามัยขนาดย่อมๆ) เพื่อดูแลสุขภาพของคนงาน และชาวบ้านละแวกใกล้เคียง และโรงเรียน เพื่อมอบอนาคตให้กับลูกหลานเกษตรกรท้องถิ่น ท่านอาจารย์บริหารจัดการสวนด้วย “หลักการเมตตาธรรม” นำพาความเจริญไปสู่พื้นที่ห่างไกลอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่ดำเนินการเช่นนั้นครับ

แต่แล้วโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น ท่านอาจารย์ต้องมาจากไปในขณะที่โปรเจคของท่านกำลังเบ่งบาน เมื่อมีอยู่วันหนึ่ง ท่านอาจารย์ป่วยด้วยอาการไข้หวัดเล็กน้อย (จากคำบอกเล่าของบุตรชายของท่านที่มาเล่าให้ผมฟัง) จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ด้วยความผิดพลาดทางการแพทย์จากการฉีดยาผิด น่าเศร้าที่คนระดับ “หมอ” ต้องมาจบชีวิตลงเพราะมือบุคลากรทางการแพทย์ ในดินแดนที่ท่านตั้งใจเข้าไปพัฒนา เมื่อเสาหลักพังทลาย และบุตรชายของท่านอาจารย์ไม่ได้สานต่ออาณาจักรแห่งนี้ต่อ โครงการยักษ์ใหญ่ในเขตอิระวดีจึงค่อยๆ กลายเป็นตำนาน ที่หลงเหลือเพียงร่องรอยในความทรงจำอันดีงามของญาติมิตร รวมถึงเพื่อนๆและบุคคลที่รู้จักท่านครับ

ในวันนั้นที่ผมพูดไปในรายการ หลังจากจบรายการผมก็นั่งซึมด้วยความระลึกถึงท่านอาจารย์อยู่นานพอควร และทุกครั้งผมมองดูทุเรียนหมอนทอง ชะนีในตลาดไชน่าทาวน์ ที่กรุงย่างกุ้ง ทำให้ย้อนคิดไปว่า ทุเรียนสายพันธุ์ไทยในเมียนมา ที่กลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของเขาไปแล้ว ต้นทุเรียนสายพันธุ์ไทยที่มีอายุ 30 กว่าปีที่ท่านอาจารย์ปลูกไว้นั้น ได้กลายเป็นแม่พันธุ์ที่ให้รสชาติลุ่มลึก หวานมันติดขม อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทั่วโลกถวิลหา

ผมจึงตระหนักได้ว่า “การที่เราหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปแล้วหวังเพียงจะเก็บผลมาทานเองนั้น แม้จะประสบความสำเร็จแต่มันก็ยังไม่ยิ่งใหญ่ เท่ากับการที่คนคนหนึ่ง ยอมหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในดิน โดยที่รู้อยู่เต็มอกว่า ตนเองอาจไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเห็นผลผลิตหรือนั่งพักใต้ร่มเงานั้นก็ได้” และทุเรียนสายพันธุ์ไทยในประเทศเมียนมา คือผลงานของท่านอาจารย์ ดร.ชัยณรงค์ ที่หลายๆ คนจะไม่ได้รับรู้มาก่อน แต่ท่านอาจารย์คือบุคคลประเภทหลังที่ทำงานอยู่อย่างเงียบๆ

ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ท่านอาจารย์ ดร. ชัยณรงค์ คือผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ และเรื่องราวของท่านจะยังคงอยู่ในใจของผมและคนไทยรุ่นบุกเบิกทุกคน ตราบเท่าที่ต้นทุเรียนเหล่านั้นยังคงแผ่กิ่งก้านอยู่บนแผ่นดินเมียนมาครับ