thansettakij
thansettakij
แบ่งปันกำไรอย่างไรให้แรงงานได้ประโยชน์ ธุรกิจยังแข่งขันได้

แบ่งปันกำไรอย่างไรให้แรงงานได้ประโยชน์ ธุรกิจยังแข่งขันได้

แบ่งปันกำไรอย่างไรให้แรงงานได้ประโยชน์ ธุรกิจไม่เสียแรงจูงใจ และนโยบายค่าจ้างไทยไม่สร้างภาระเกินศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวของเศรษฐกิจและการจ้างงานอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • นโยบายแบ่งปันผลกำไรของฝรั่งเศสประสบความสำเร็จ เพราะผูกผลตอบแทนของแรงงานเข้ากับความสำเร็จขององค์กร เช่น การมีกำไรเกินปกติ หรือการบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
  • แนวคิด "ค่าจ้างเพื่อการดำรงชีพ" ในไทยมีความเสี่ยง เนื่องจากไม่ได้ผูกโยงกับผลกำไรหรือผลิตภาพของธุรกิจโดยตรง ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขัน
  • การกำหนดนโยบายค่าจ้างต้องสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มรายได้ให้แรงงานและความอยู่รอดของธุรกิจ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อการจ้างงานในระยะยาว เช่น การลดคนหรือใช้ระบบอัตโนมัติแทน

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านงานวิจัยที่เพื่อนนักวิชาการแชร์มาให้ ซึ่งมีข้อค้นพบที่น่าสนใจมาก จึงอยากนำมาอภิปรายต่อในมุมมองของผู้เขียน เพื่อชวนคิดเกี่ยวกับทิศทางนโยบายค่าจ้างของไทย

งานวิจัยดังกล่าวใช้บทเรียนจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อศึกษาผลกระทบของนโยบายที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจแบ่งปันผลกำไรให้กับแรงงานทักษะต่ำมากขึ้น หรือที่เรียกว่า profit-sharing ผลการศึกษาพบว่า แรงงานทักษะต่ำได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจยังสามารถลงทุนได้ในระดับเดิม และผลิตภาพแรงงานก็ไม่ได้ลดลง

คำอธิบายหนึ่งที่เป็นไปได้คือ ภาคธุรกิจมีอำนาจต่อรองสูงกว่าแรงงานทักษะต่ำ จึงสามารถกดค่าตอบแทนแรงงานให้อยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็นได้ ดังนั้น เมื่อนโยบายบังคับให้มีการแบ่งปันผลกำไรมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนสัดส่วนการแบ่งปันผลตอบแทนระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยไม่ได้กระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจมากนัก คำอธิบายนี้มักถูกตีความในเชิงว่าแรงงานเคยถูกนายทุนดึงส่วนเกินไปมากเกินไป

รูปแบบการแบ่งปันผลกำไรของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนอยากเสนออีกมุมหนึ่งที่อาจช่วยอธิบายผลลัพธ์นี้ได้เช่นกัน หากพิจารณารูปแบบการแบ่งปันผลกำไรของฝรั่งเศส จะพบว่ามีการใช้กลไก 2 รูปแบบผสมกัน รูปแบบแรกคือ การใช้สูตรคำนวณว่าบริษัทมีกำไร “เกินปกติ” มากน้อยเพียงใด แล้วนำกำไรส่วนเกินนั้นมาแบ่งปันให้แรงงาน ส่วนรูปแบบที่สองคือ การแบ่งปันผลตอบแทนเมื่อธุรกิจและแรงงานสามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกัน เช่น ทำยอดขายได้ตามเป้า เพิ่มประสิทธิภาพได้สำเร็จ หรือลดต้นทุนได้ตามที่กำหนดไว้

ความน่าสนใจคือ การแบ่งปันผลกำไรทั้งสองรูปแบบไม่ได้เป็นการจ่ายแบบ “ให้เปล่า” แต่เป็นการผูกผลตอบแทนของแรงงานเข้ากับความสำเร็จขององค์กร หากแรงงานจะได้รับส่วนแบ่งตามรูปแบบแรก ธุรกิจก็ต้องมีกำไรเกินกว่าระดับปกติ ส่วนหากจะได้รับส่วนแบ่งตามรูปแบบที่สอง แรงงานก็ต้องร่วมมือกับธุรกิจเพื่อผลักดันให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง นโยบายแบ่งปันผลกำไรของฝรั่งเศสไม่ได้ออกแบบมาเพียงเพื่อถ่ายโอนผลตอบแทนจากธุรกิจไปสู่แรงงานเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้แรงงานมีส่วนร่วมในการเพิ่มผลิตภาพและพัฒนาองค์กรด้วย นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากนโยบายดังกล่าว

“ค่าจ้างเพื่อการดำรงชีพ” หรือ living wage

เมื่อหันกลับมาดูแนวคิดค่าตอบแทนแรงงานที่ภาควิชาการไทยบางส่วนกำลังให้ความสนใจอยู่ คือ “ค่าจ้างเพื่อการดำรงชีพ” หรือ living wage ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อประกันว่าแรงงานจะได้รับค่าจ้างเพียงพอต่อการดูแลตนเองและครอบครัว แนวคิดนี้มีข้อดีตรงที่ช่วยยกระดับสิทธิและความมั่นคงของแรงงาน และอาจถือได้ว่าเป็นการแบ่งปันผลตอบแทนจากธุรกิจกลับไปสู่แรงงานอีกรูปแบบหนึ่ง

แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบคือ การกำหนดค่าจ้างเพื่อการดำรงชีพไม่ได้ผูกโยงโดยตรงกับกำไรของธุรกิจ หรือกับความสำเร็จเพิ่มเติมที่แรงงานและธุรกิจช่วยกันสร้างขึ้น ดังนั้น จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากมีการกำหนดค่าจ้างในระดับที่สูงขึ้นโดยไม่คำนึงว่าธุรกิจมีกำไรมากน้อยเพียงใด และไม่เชื่อมโยงกับการเพิ่มผลิตภาพหรือการบรรลุเป้าหมายขององค์กร จะมีธุรกิจจำนวนเท่าใดที่สามารถอยู่รอดและจ่ายค่าจ้างในระดับดังกล่าวได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังต้องตั้งคำถามต่อไปว่า ธุรกิจจำนวนเท่าใดอาจตอบสนองต่อต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นด้วยการลดการจ้างงาน หันไปใช้ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ หรือปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น หากเป็นเช่นนั้น นโยบายที่ตั้งใจช่วยแรงงานบางกลุ่ม อาจกลับสร้างแรงกดดันต่อการจ้างงานในวงกว้างได้ในระยะยาว

ดังนั้น ก่อนที่สังคมไทยจะผลักดันนโยบายค่าจ้างหรือการแบ่งปันผลกำไรในรูปแบบใดก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า นโยบายนั้นสร้างสมดุลระหว่าง “การเพิ่มรายได้ให้แรงงาน” กับ “การรักษาความสามารถในการแข่งขันและการจ้างงานของภาคธุรกิจ” ได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากออกแบบไม่ดี นโยบายที่ตั้งใจจะช่วยแรงงาน อาจกลายเป็นแรงกระแทกต่อธุรกิจและการจ้างงานที่ยากจะเรียกกลับคืนมาได้