
ชวนเขย สะใภ้เข้ามาทำงาน โอกาสหรือชนวนขัดแย้ง
ชวนเขย สะใภ้เข้ามาทำงาน โอกาสหรือชนวนขัดแย้ง : Family Business Thailand รศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย [email protected]
ในยุคที่โครงสร้างธุรกิจครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป ทายาทหญิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรมากขึ้น ประกอบกับขนาดครอบครัวที่เล็กลง บทบาทของคนนอกที่แต่งงานเข้ามาอย่างลูกเขยหรือลูกสะใภ้จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญ จากทัศนคติเดิมที่จำกัดบทบาทเฉพาะทายาทสายตรงกำลังถูกแทนที่ด้วยความจำเป็นในการดึงทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถเข้ามาช่วยขยายกิจการ แต่การจะรับสมาชิกใหม่จากการแต่งงานเข้ามาร่วมบริหารไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้ความตั้งใจดีกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในระยะยาวได้
เหตุผลทางธุรกิจต้องมาก่อนความสัมพันธ์ส่วนตัว
สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจต้องตอบให้ได้คือเหตุผลที่แท้จริงของการชวนคนเหล่านี้เข้าทำงาน อย่าลืมว่าธุรกิจที่ยั่งยืนต้องมองผลประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้ง หากรับเข้ามาเพียงเพราะเหตุผลส่วนตัว เช่น ไม่อยากให้ลูกหลานต้องย้ายครอบครัวไปไกล หรือรับเพราะความเกรงใจ แต่ความสามารถของเจ้าตัวไม่ถึงเกณฑ์ที่ตำแหน่งนั้นต้องการ สุดท้ายจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่จัดการได้ยาก
ในทางกลับกันหากพิจารณาจากศักยภาพจริง คนกลุ่มนี้มักจะนำมุมมองใหม่จากภายนอกเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่คนในครอบครัวมองไม่เห็น โดยสามารถแบ่งรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมได้ 3 ลักษณะ คือการทำหน้าที่ผู้บริหารมืออาชีพที่มีขอบเขตงานและตัวชี้วัดผลงานชัดเจนเหมือนพนักงานทั่วไป หรือการมอบหมายให้ไปบุกเบิกธุรกิจใหม่และบริษัทในเครือเพื่อลดแรงเสียดทานกับสมาชิกครอบครัวดั้งเดิม และสุดท้ายคือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างคนต่างรุ่นเพื่อให้การสื่อสารในครอบครัวราบรื่นขึ้น
มองให้ลึกกว่าสิ่งที่เห็นภายนอก
สำหรับเขยหรือสะใภ้ที่ถูกทาบทาม การสังเกตวัฒนธรรมองค์กรและครอบครัวก่อนเริ่มงานเป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่แสดงออกในงานสังคมอาจต่างจากความเป็นจริงในการบริหารงาน หากครอบครัวนั้นมีบรรยากาศการทำงานที่ตึงเครียด ชอบใช้อารมณ์ตัดสินปัญหามากกว่าเหตุผล หรือมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกจ้องจับผิดกันเอง การก้าวเข้าไปทำงานอาจเป็นการนำตัวเองไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยากจะแก้ไข
สถิติที่น่ากังวลคือความล้มเหลวในหน้าที่การงานมักส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงชีวิตคู่ด้วย ดังนั้นทั้งสองฝ่ายควรตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นในเรื่องขอบเขตความรับผิดชอบ มาตรฐานการวัดผลงาน และที่สำคัญคือต้องมีข้อตกลงเรื่องแผนการแยกย้ายหากในอนาคตไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ยังคงอยู่
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการรับเขยหรือสะใภ้เข้าทำงานเปรียบเหมือนการเพิ่มแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับธุรกิจ หากมีการจัดการด้วยระบบที่โปร่งใส มีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และแยกแยะเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัวได้จริง คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แต่หากวันหนึ่งเกิดปัญหาจนทำงานร่วมกันไม่ได้ โดยที่ไม่มีกติกาหรือทางออกที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า สิ่งที่เสียไปอาจไม่ใช่แค่บุคลากรที่มีคุณภาพ แต่คือความสงบสุขของครอบครัวไปอีกยาวนานเลยทีเดียว
ญี่ปุ่นกับไทย รับเขยต่างเหตุผล
ในญี่ปุ่น การรับเขยเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะรูปแบบของบุตรบุญธรรมที่เรียกว่า มุโคโยชิ (mukoyōshi) นั้นเป็น กลไกความรับผิดชอบเพื่อรักษากิจการ มากกว่าการสืบทอดความมั่งคั่ง โดยครอบครัวเจ้าของธุรกิจจะให้ความสำคัญกับการสืบทอด จึงต้องมีผู้ที่สามารถแบกรับภาระการบริหาร การตัดสินใจ และการค้ำจุนความสัมพันธ์กับพนักงาน คู่ค้า และชุมชนได้อย่างมั่นคง
ระบบมุโคโยชิ ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคัดเลือกผู้รับผิดชอบที่เหมาะสมเมื่อทายาทโดยสายเลือดไม่พร้อมหรือไม่มีทายาทชาย โดยยกระดับเขยให้มีความชอบธรรมเชิงบทบาท เพื่อให้สามารถสั่งการ ลงนาม รับแรงกดดัน และรับผิดทางศีลธรรมต่อความอยู่รอดของกิจการได้เต็มที่ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การรับสิทธิในทรัพย์สิน แต่คือการรับพันธะในการรักษาความต่อเนื่องของงาน ระบบคน และชื่อเสียงขององค์กร
ในธุรกิจครอบครัวไทย การรับเขย สะใภ้เข้ามาทำงานมักเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอุปถัมภ์และความไว้วางใจ เพื่อเสริมกำลังการดำเนินงาน ลดความเสี่ยงจากคนนอก และช่วยให้กิจการอยู่รอดได้อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทที่ได้รับจึงมักเป็น ผู้ช่วยบริหาร หรือผู้รับภาระงานสำคัญที่คิดว่าต้องเป็นคนในครอบครัวดูแล มากกว่าการถูกกำหนดให้เป็นผู้สืบทอด
เมื่อพิจารณาถึง สิทธิและอำนาจ เขย สะใภ้ส่วนใหญ่ไม่ใช่ตัวเลือกหลักของการสืบทอดหรือการขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดสำหรับธุรกิจครอบครัวไทย เนื่องจากความชอบธรรมในการนำมักผูกกับสายเลือด การถือครองทรัพย์สิน และการยอมรับจากเครือญาติ ดังนั้น เขย สะใภ้จึงทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนประสิทธิภาพและความมั่นคงของกิจการ มากกว่าจะเป็นกลไกหลักของการส่งต่ออำนาจในธุรกิจครอบครัวไทย
อ้างอิง
1. Agarwal, R. (2020, March 11). The role of sons-in-law in family businesses. Fortune India.
2. The Family Business Consulting Group. (n.d.). To be or not to be: Should an in-law join the family business?.

