โจทย์ที่หินกว่าการทำกำไรของธุรกิจครอบครัว

09 ม.ค. 2569 | 22:44 น.

โจทย์ที่หินกว่าการทำกำไรของธุรกิจครอบครัว : Family Business Thailand โดย รศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย [email protected]

โจทย์ที่หินกว่าการทำกำไรของธุรกิจครอบครัว

สำหรับเจ้าของธุรกิจครอบครัว โจทย์ที่หินกว่าการสร้างกำไร คือการทำแผนวางมือ (Exit Strategy) เมื่อถึงเวลาต้องส่งไม้ต่อ โดยเฉพาะสถานการณ์สุดคลาสสิกที่มักสร้างรอยร้าวในครอบครัว คือเมื่อทายาทคนหนึ่งทุ่มเททำงาน แต่อีกคนไม่มีส่วนร่วมใดๆ โจทย์สำคัญที่ตามมาคือ จะแบ่งสมบัติอย่างไรให้ยุติธรรม ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องเท่ากันเสมอไป เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความสงบสุขในบ้านและความอยู่รอดของธุรกิจ

ในทางปฏิบัติ มีโมเดลการปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหานี้ 4 แนวทางที่น่าสนใจ ดังนี้

1. แยกอำนาจออกจากผลประโยชน์ (Voting vs. Non-Voting) ทางออกแรกคือการปรับโครงสร้างทุน (Recapitalizing) โดยแบ่งหุ้นออกเป็น 2 ประเภท คือ หุ้นที่มีสิทธิออกเสียง (Voting Interests) และ หุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียง (Non-Voting Interests) วิธีนี้เปิดโอกาสให้ผู้ก่อตั้งโอนอำนาจควบคุม (หุ้นมีสิทธิออกเสียง) ให้แก่ทายาทสายบริหาร เพื่อให้ธุรกิจมีทิศทางชัดเจน ตัดสินใจได้รวดเร็ว ส่วนทายาทที่ไม่ได้ทำธุรกิจ ก็ยังได้รับผลประโยชน์หรือเงินปันผลผ่านหุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียง ถือเป็นการพบกันครึ่งทางที่แยบยลที่สุด

2. สัญญาใจต้องเป็นลายลักษณ์อักษร (Buy-Sell Agreements) ความไม่แน่นอนคือความเสี่ยง การทำสัญญาซื้อขายหุ้นล่วงหน้า (Buy-Sell Agreement) จึงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะกรณี

  • Death Buyout กำหนดให้ทายาทในธุรกิจมีสิทธิซื้อหุ้นต่อจากผู้ก่อตั้งทันทีเมื่อเสียชีวิต
  • Disability Buyout อย่ามองข้ามกรณีทุพพลภาพ หากผู้ก่อตั้งบริหารงานไม่ได้ ต้องมีกลไกให้ทายาทรับช่วงต่อทันที เพื่อไม่ให้ธุรกิจหยุดชะงัก

หัวใจสำคัญคือแหล่งเงินทุน การทำประกันชีวิตหรือประกันทุพพลภาพ เพื่อนำเงินสินไหมมาซื้อหุ้น เป็นวิธีบริหารสภาพคล่องที่ดีวิธีหนึ่ง เพื่อไม่ต้องดึงเงินสดออกจากกิจการในยามวิกฤต

โจทย์ที่หินกว่าการทำกำไรของธุรกิจครอบครัว

3. ซื้อก่อน... ได้เปรียบกว่า (Lifetime Buyout) หลายครอบครัวพลาดตรงที่รอโอนหุ้นเมื่อเสียชีวิต ซึ่งอาจไม่ยุติธรรมกับทายาทที่เข้ามาทำงาน เพราะหากทายาทบริหารเก่งจนมูลค่าบริษัทพุ่งสูง การต้องมาซื้อหุ้นมรดกในราคาที่แพงขึ้น (จากฝีมือตัวเอง) เท่ากับเป็นการถูกลงโทษทางอ้อม การตกลงซื้อขายหุ้นตั้งแต่วันนี้ (Lifetime Buyout) เป็นการตรึงมูลค่า (Value Freez) ไว้ ณ ปัจจุบัน ซึ่งยุติธรรมต่อคนทำงาน และยังทำให้ผู้ก่อตั้งมีเงินสดไว้ใช้ยามเกษียณอีกด้วย

4. ทางเลือกสุดท้าย... ขายคนนอก (Sale to Third Party) แผนสืบทอดที่ดีต้องมองโลกตามความเป็นจริง หากท้ายที่สุดแล้วไม่มีทายาทคนใดพร้อม หรือธุรกิจไปต่อไม่ได้ในโครงสร้างเดิม การขายกิจการให้คนนอกอาจเป็นทางออกที่เจ็บปวดน้อยที่สุด แต่รักษาความมั่งคั่งของครอบครัวไว้ได้ดีที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว การส่งมอบธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของความรัก แต่ต้องวางอยู่บนฐานของกฎหมายและการเงินที่รัดกุม การใช้เครื่องมือเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อสร้างกำแพงกั้นพี่น้อง แต่เพื่อสร้างกติกาที่ชัดเจนที่จะพาธุรกิจครอบครัวข้ามผ่านช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านไปได้ โดยที่ธุรกิจก็รอดและพี่น้องก็ไม่เลิกคบกัน ซึ่งนั่นคือความมั่งคั่งที่แท้จริงของครอบครัว

ที่มา: Shenkman, M. M. (2023, December). Transitioning a family business to a child in the business. The CPA Journal, 93(9/10), 68–69.