
Sunshine Market, ครัวยายเปล่ง, โกเบ สเต็กเฮ้าส์
Sunshine Market คัดสรรสุขภาพ, ครัวยายเปล่งจัดจ้านริมคลอง, โกเบ สเต็กเฮ้าส์คืนชีพตำนานความอร่อย คอลัมน์ อิ่ม_โอชาฯ โดย Joie de La Cuisine
KEY
POINTS
- Sunshine Market ที่เชียงใหม่เป็นร้านสินค้าเพื่อสุขภาพและคาเฟ่ เน้นอาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สินค้าปราศจากกลูเตน เครื่องดื่มสุขภาพ และวัตถุดิบสำหรับผู้มีข้อจำกัดด้านอาหาร พร้อมแนวคิดการเลือกบริโภคที่สอดคล้องกับการดูแลสุขภาพระยะยาว
- ร้าน KOBE ถูกหยิบยกผ่านประสบการณ์ชิมสเต็กหมูคุโรบูตะคู่ข้าวญี่ปุ่น ซุปมิโซะ สลัด และน้ำจิ้มสามช่องอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ มายองเนส ซอสเต้าหู้ยี้ และต้นหอมสับเกลือ ซึ่งช่วยสร้างรสชาติที่แตกต่างในแต่ละคำ
- ครัวยายเปล่ง ร้านอาหารริมคลองย่านตลิ่งชัน โดดเด่นด้วยอาหารไทยพื้นบ้านและเมนูดั้งเดิม เช่น ไข่เจียวกรอบ ขาหมูหมั่นโถว กุ้งแม่น้ำเผา ปลาดุกฟูผัดขี้เมากะเพรากรอบ และปลาช่อนโฮกฮือในหม้อไฟสมุนไพรรสจัดจ้าน ซึ่งเป็นเมนูหาทานได้ยากในปัจจุบัน
เช้านี้ที่เชียงใหม่ฟ้าครึ้มๆ เดินทอดน่องออกไปจนสุดถนนวัวลาย เห็นร้านลักษณะขายของสุขภาพท่าทาง สมถะแต่สะอาดสะอ้าน โอ่โถงแต่สงบเสงี่ยมโสรัจ ถ้าพูดตามภาษาลิเกจะต้องบอกว่า เอ้_ดูชอบกล 55
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นการกล่าวในแง่ลบแง่ร้ายแต่อย่างใด ความชอบกลนี้เป็นเครื่องตรึกตรองใจให้คิดว่าอะไรอะไรดูเหมาะสมลงตัวไปหมดผิดกับของที่มีขาย/ทำขายกันดาษดื่นทั่วไป เช่น แสงไฟของทางร้านเขากำหนดสีเอาไว้ให้สว่างแต่สุขุมการจัดวางข้าวของดูเรียบง่ายแต่เป็นระเบียบตู้แช่เย็นมีขนมทำสดใหม่มีเครื่องดื่มชนิดที่เป็นของซึ่งล้ำสมัยอย่างเช่น คีเฟอร์บรรจุไว้พร้อมรับประทานหลายรสชาติทดลองแวะนั่งสั่งพายฟักทองซึ่งก็เป็นพายชนิดที่เรียกว่าโฮล ฟู๊ดส์คือปรุงแต่งแต่น้อย ใช้วัตถุดิบแท้ๆเป็นหลัก ปรุงมารสหวานกำลังพอดี มีชิ้นมะพร้าวอบแห้งขนาดใหญ่มาให้กินโรยหน้าลักษณะคล้ายกับ ว่าเรากำลังรับประทานข้าวกล้องไม่ใช่ข้าวสวยหมายความว่าเป็นขนมที่มีกากมีเยื่อมีใยจากวัตถุดิบทั้งปวงไม่ได้มาขัดออกหรือใช้แป้งสำเร็จมาทำให้กินซึ่งนั้นมันจะย่อยเร็วสลายเป็นน้ำตาลเร็วทำให้เรามีปัญหาเรื่องระดับน้ำตาลในเลือด ข้างคีเฟอร์ของเขาก็มีหลายรสชาติสาดซ่าดีคีเฟอร์นี้เป็นของชนิดที่นักนิยมอาหารสุขภาพกันว่าเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับโยเกิร์ตแล้วก็มีคุณประโยชน์มากมายทั้งเรื่องการปรับสมดุลของกระเพาะลำไส้ไปได้ดีกว่าโยเกิร์ต ส่วนเรื่องรสชาติข้างในเป็นสารพรีไบโอติกโปรไบโอติกอะไรบ้าง คงต้องขอละไว้ก่อนเพราะว่าคอลัมน์นี้บังเอิญชวนชิมในเรื่องของที่มันอร่อย
นำเสนอเรื่องรสชาติในนาทีนี้น่าจะเหมาะสมกว่าเรื่องข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อิ่มอร่อยเบาๆดี พร้อมได้สบู่ ยาสีฟัน ติดมือกลับมา ว่าแล้วก็กะจะมอบหมายให้มาร์ค นิธิไปสำรวจนำรายละเอียดความชอบกลอันเหมาะเจาะมานำเรียนคุณผู้อ่าน เป็นลำดับต่อไป แต่ยังมิทันทำอะไรๆให้เป็นทางการ มาร์ค นิธิ นี่ก็เคลื่อนที่ไวเพียงทราบเบาะแสก็แล่นไป เข้าพื้นที่เสาะหาข้อมูลมาเรียบเรียงนำเสนอ เปิดหัวข้อรายงานมาว่า-ในวันที่ร้านขายของสุขภาพ เริ่มจะกลายเป็นวิถีชีวิต “…เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีเรื่องน่าให้ค้นพบอยู่เสมอ บางครั้งสิ่งที่น่าจดจำที่สุดของการเดินทาง อาจไม่ใช่วัดเก่า ไม่ใช่ร้านกาแฟชื่อดัง หรือร้านอร่อยที่มีคิวยาวหน้าประตู หากแต่เป็นสถานที่เล็ก ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ถ้ามีแบบนี้ใกล้บ้านก็คงดี”
Sunshine Market คือหนึ่งในสถานที่เช่นนั้นครับ ผมได้ลายแทงร้านนี้มาระหว่างการเดินทางไปสนามบิน และในตอนแรกก็คิดว่าเป็นเพียงร้านขายสินค้าเพื่อสุขภาพทั่วไป แต่เมื่อใช้เวลาเดินดูสินค้า พูดคุยกับทีมพนักงาน และกลับมาค้นข้อมูลเพิ่มเติม จึงพบว่าร้านแห่งนี้ไม่ใช่ร้านสุขภาพธรรมดาเสียแล้วล่ะครับ
ทั้งประเทศไทยมีเพียงสองสาขาเท่านั้น คือที่กรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ โดยสาขากรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในย่านสุขุมวิท 22 ส่วนสาขาเชียงใหม่อยู่บริเวณศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ ถนนวัวลายซึ่งเป็นสาขาที่ผมมีโอกาสได้แวะเยี่ยมชมและชิมในครั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะมีเพียงสองสาขา แต่ Sunshine Market กลับเป็นผู้นำเข้าสินค้าในสไตล์เพื่อสุขภาพจากหลากหลายประเทศ และกระจายสินค้าไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไทย รวมถึงมีเบเกอรี่ คาเฟ่ และอาหารสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการรับประทานอาหารอีกด้วย
เมื่อเดินเข้าไปในร้าน ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือคำว่า “คัด+สรร” ที่นี่เขาไม่ใช่ร้านที่พยายามวางสินค้าทุกอย่างให้มากที่สุด แต่เป็นร้านที่คัดเลือกสินค้ามาแล้วอย่างมีเหตุผล ชั้นวางเรียงรายไปด้วยบรรดาธัญพืชสดใหม่ อาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์ปราศจากกลูเตน เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมในสไตล์ของฝรั่งอย่าง ชิลาจิต ที่มาจากเทือกเขาระดับหิมาลัย หรือ ผงสาหร่ายสีน้ำเงิน วิตามิน ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากธรรมชาติ รวมถึงวัตถุดิบสำหรับผู้ที่รักการทำอาหารเองที่บ้าน สบู่จากธรรมชาติ ยาสีฟันชนิดอ่อนโยนทั้งต่อสุขภาพของผู้สีฟัน และ สุขภาวะสิ่งแวดล้อม
ในยุคที่คำว่า “สุขภาพ” กลายเป็นคำที่ถูกใช้ทางการตลาดอยู่บ่อยครั้ง Sunshine Market ดูจะเลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง คือการทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงวัตถุดิบที่ดีจริง ๆ และเปิดโอกาสให้คนเลือกวิถีการกินที่เหมาะกับตนเอง เพราะสำหรับผมแล้วสุขภาพที่ดีย่อมไม่ได้เกิดจากอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เกิดจากการเลือกอุปโภคบริโภคอย่างสม่ำเสมอเหมาะสม สิ่งที่ผมนึกถึงขณะเดินอยู่ในร้านแห่งนี้ คือสถานที่อย่าง Daylesford ในแคว้น Cotswolds ของอังกฤษ ฟาร์มออร์แกนิกที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนจากลอนดอนซึ่งยอมขับรถออกนอกเมืองเกือบสองชั่วโมงในวันหยุด เพื่อมาซื้ออาหารสด ดื่มกาแฟ กินอาหารเช้า และใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นคุณภาพชีวิตที่ดี แน่นอนว่า Sunshine Market ไม่ได้มีขนาดใหญ่เทียบเท่า Daylesford
แต่แนวคิดกลับคล้ายกันอย่างน่าสนใจ มันไม่ใช่เพียงร้านขายของ แต่เป็นสถานที่ที่สะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนกลุ่มสำคัญ ผู้คนที่อ่านฉลากก่อนซื้อ ผู้คนที่สนใจเนื้อในของวัตถุดิบมากกว่าคำโฆษณา ผู้คนที่เชื่อว่าการเลือกกินดีในวันนี้ คือการลงทุนกับสุขภาพในระยะยาว .. ประมาณนี้ เรื่องนี้สอดคล้องกับที่มาของร้านด้วย เพราะผู้ก่อตั้งเริ่มสนใจอาหารธรรมชาติและอาหารออร์แกนิกจากการดูแลสุขภาพของครอบครัว ก่อนจะพัฒนาเป็น Sunshine Market ในปี 2013 ด้วยแนวคิดว่าการมีสุขภาพดีคือการลงทุนที่ดีในชีวิต
สำหรับผู้ที่เดินเข้าร้านครั้งแรก หากไม่แน่ใจจะเริ่มจากตรงไหน ผมคิดว่ามีหนึ่งแบรนด์ที่น่าจะทำความรู้จักไว้ก่อนนั่นคือ Bob’s Red Mill หลายท่านอาจเคยเห็นชื่อแบรนด์นี้ผ่านตาตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่างประเทศ แต่คงจะดีทีเดียวถ้าจะได้ทราบว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่เบื้องหลัง
Bob’s Red Mill เริ่มต้นจากความตั้งใจของ Bob Moore ชายชาวอเมริกันที่เชื่อว่าการโม่ธัญพืชแบบดั้งเดิมด้วยหินบด (Stone Ground) สามารถรักษาคุณค่าทางอาหารไว้ได้ดีกว่ากระบวนการอุตสาหกรรมสมัยใหม่ จากโรงโม่เล็ก ๆ ในรัฐโอเรกอน กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ธัญพืชเพื่อสุขภาพที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้าวโอ๊ต แป้งโฮลเกรน เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดเชีย หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่ต้องการอาหารปราศจากกลูเตน ล้วนเป็นสินค้าที่ทำให้คนทั่วโลกเริ่มต้นดูแลสุขภาพจากวัตถุดิบพื้นฐานในครัวของตัวเอง และนี่คือเสน่ห์ของ Bob’s Red Mill ซึ่งไม่ได้ขาย “อาหารสุขภาพ” แต่กลับขาย “วัตถุดิบสำหรับการใช้ชีวิต” เช่นเดียวกับ Sunshine Market
ระหว่างเดินดูสินค้า ผมพบว่าสิ่งที่ร้านแห่งนี้พยายามตั้งใจทำ ไม่ใช่การชักชวนให้ทุกคนเปลี่ยนวิถีชีวิตในทันทีแต่เป็นการสร้างทางเลือก หากคุณผู้อ่านกำลังเริ่มออกกำลังกาย หากกำลังเริ่มลดน้ำตาล หากกำลังมองหาอาหารเช้าที่อยู่ท้องกว่าเดิม กำลังมองหาขนมที่มีส่วนผสมดัดแปลงน้อยลง หรือแม้แต่กำลังมองหาวัตถุดิบสำหรับสมาชิกในบ้านที่มีข้อจำกัดในการรับประทานอาหาร ร้านนี้มีคำตอบให้ในระดับที่น่าสนใจและน่าพึงพอใจ
นอกจากส่วนของร้านค้าแล้ว Sunshine Market ยังมีคาเฟ่และเมนูอาหารเช้า เบเกอรี่ และเครื่องดื่มที่เน้นแนวทาง Gluten-Free, Vegan และ Organic รวมถึงสมูทตี้ น้ำผลไม้ และขนมอบที่ผลิตภายในร้านเองอีกด้วย
ความน่าสนใจคืออาหารเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดทางสุขภาพ ตัดโน่นลดนี่ ตรงกันข้ามเขาทำให้คนทั่วไปสามารถกินได้อย่างอร่อยเช่นกัน ผมคิดว่านี่คือจุดที่ร้านแนวสุขภาพจำนวนมากมักทำได้ยากเพราะอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี ไม่ควรเป็นอาหารที่ต้อง “อดทนกิน” แต่ควรเป็นอาหารที่คนเรายากกลับมากินอีกครั้ง
ก่อนออกจากร้าน ผมสังเกตผู้คนรอบตัวมีทั้งชาวเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ครอบครัวที่พาเด็กเล็กมาซื้อของ และคนวัยทำงานที่แวะมาหาอาหารเช้าก่อนเริ่มวันใหม่ ทุกคนอาจมีเหตุผลในการมาที่นี่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขากำลังเลือกบางอย่างให้กับชีวิตตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นขนมปังที่มีส่วนผสมเรียบง่ายกว่าเดิม ข้าวโอ๊ตถุงหนึ่ง โม่หินวิตามินจากธรรมชาติในรูปเครื่องดื่มสักขวดหรือกาแฟแก้วแรกของวัน
Sunshine Market จึงอาจไม่ใช่สถานที่ที่ทุกคนต้องเดินทางไปเยือน แต่สำหรับคนที่รักสุขภาพ และเชื่อว่าการเลือกเล็ก ๆ ในแต่ละวันสามารถสร้างความแตกต่างในระยะยาวได้ อันนี่คือร้านที่ควรแวะสักครั้ง ไม่ใช่เพื่อซื้อทุกอย่างกลับบ้าน แต่เพื่อค้นหาว่า ในชั้นวางสินค้าเหล่านั้น มีอะไรสักอย่างที่เหมาะกับวิถีชีวิตของท่านอยู่หรือเปล่า และบางที การดูแลสุขภาพอาจไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิต แต่อาจเริ่มจากการหยิบสินค้าชิ้นเล็ก ๆ บนชั้นวางสักชิ้นหนึ่งกลับบ้านก็ได้ครับ..”
ก็เป็นการเลือกในเลือกสำหรับรายงานของมาร์คนิธิ 55 และดูเหมือนฝีไม้ลายมืองานเขียนจะพัฒนาดีขึ้นเป็นประโยชน์เพลิดเพลินเติมสาระปะปนความอร่อยโอชา มากำนัลคุณผู้อ่านได้เหมาะสม อีกมุมหนึ่งในกรุงเทพพระมหานคร โอ๊ต สุทัศน์ รำพึงถึงคุณผู้อ่านว่า
“…ก่อนเที่ยงวันนี้ผมได้ฟังพวกรุ่นใหญ่ กล่าวถึงว่าในช่วงยุคทันสมัยอย่างนี้ ของอร่อยโอชาฝ่ายเนื้อวัวจะต้องว่ากันด้วย งานรับประทานเนื้อวากิว แต่ว่าสมัยก่อนไม่มีคำว่าวากิวมีแต่คำว่าโกเบ จากเมืองโกเบ ซึ่งเนื้อวัวชนิดเกรดพิเศษโกเบนี้ต้องนำเข้ามาจากญี่ปุ่น โดยจะต้องเป็นวัวสายพันธุ์ดีตัวโต เวลาเลี้ยงเขาให้เลี้ยงด้วยธัญพืช นอกจากหญ้า เพราะว่าทั่วไปนั้น วัวกินหญ้าแต่วัวที่กินธัญพืชเหมือนกับว่าได้คาร์โบไฮเดรตแล้วก็ร่างกายวัวแปลงเก็บเป็นไขมันทำให้มีมันที่อร่อยแทรกอยู่ในเนื้อเท่านั้นยังไม่พอกรรมวิธี ที่ค่อนจะวุ่นวายนั้นเขาจะต้องให้วัว ดื่มเบียร์ชนิดเดียวกับที่คนดื่มเข้าไปด้วยวันนึงในอัตราการเปิดเบียร์ซักขวดให้วัวกินตอนช่วงบ่ายจากนั้นก็ใช้วิทยุเทปคาสเซ็ตต์เปิดเพลงเพราะเพราะให้วัวฟัง ผู้ที่เสิร์ฟเบียร์ให้วัวนั้นมีหน้าที่จะต้องนวดวัวไปด้วยอย่างเบามือพอถึงเวลาเวลาที่เหมาะสม วัวโตได้ที่จึงเอามาทำกินโดยบ่มเนื้อนั้นในวันเวลาและอุณหภูมิที่เหมาะสม
ว่ากันถึงว่าในยุคนั้นร้านชื่อโกเบ สเต็กเฮาส์โด่งดังมากอยู่ที่บริเวณสยามสแควร์ ป้ายร้านเป็นสีส้มและเสิร์ฟเนื้อโกเบแบบญี่ปุ่นทำสเต็ก เทปันยากิ มาในจานร้อนโดยมีเครื่องจิ้มเป็นซิกเนเจอร์ประกอบด้วย ใบต้นหอมสับใส่เกลือให้ใบนั้นช้ำหน่อย มีน้ำเต้าหู้ยี้ที่ปรุงรสมาแล้วเปรี้ยวหวานมันแล้วก็ครีมสลัดที่ไม่หวานเลยรสลักษณะเป็นมายยองเนสใส่แครอทสับ
ผมได้ฟังดังนี้ จากที่ครุ่นคิดว่าเที่ยงนี้ จะหาสั่งอาหารอะไรมาเป็นเมนูให้เหมาะใจ และได้รายงานคุณผู้อ่านด้วย ก็ได้ลองไล่นึก ไล่ไถหน้าจอหาร้านอาหารที่มีความน่าสนใจ จนกระทั่งเห็นชื่อ ร้าน KOBE ในตำนาน มีเมนูที่หน้าตาดูมีความน่ากินและมีสเน่ห์ พร้อมทั้งรายการเมนูที่มีให้เลือกหลากหลาย จึงเลือกที่จะลองสั่งมาชิมดูสักหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ในวันนี้ขอทดลองชิมเมนู สเต็กหมูคุโรบูตะ กับข้าวสวยญี่ปุ่น รอไม่นานดีลิเวอรี่ Robinhood ก็มานำส่งถึงที่ สิ่งแรกที่ได้เห็น ก็คือการแพ็คเกจจิ้ง ที่มีมาหลายกล่อง เป็น กล่องสลัดผักสด น้ำสลัดเหลืองเข้ามัสตาร์ด แตงกวาสด หอมใหญ่ มะเขือเทศ มาเย็นๆน่ารับประทานกล่องใหญ่มีหมูคุโรบุตะ ทำสเต็ก มีข้าวญี่ปุ่น และผักผัด กล่องต่อมาจะเป็น กล่องที่บรรจุซอส 3 ชนิด โดยซอสนี้เป็น ซอส ที่มีเอกลักษณ์ จนได้ฉายานาม ว่าน้ำจิ้มสามช่องในตำนาน โดยจะมีซอสมายองเนส ที่มีรสสัมผัสที่มัน/หอม แต่ไม่เลี่ยนเลยแม้แต่น้อยรสชาติอ่อนๆ ถัดมาเป็น ซอสเต้าหู้ยี้ เต้าหู้ยี้รสชาติค่อนข้างกลมกล่อมเข้มข้น ไม่บางเกินไป คงรสชาติของเต้าหู้ยี้สีชมพูได้อย่างดี หอมและมัน และสุดท้ายอันนี้คิดว่าเป็น ใบต้นหอมสับเกลือรสชาติ กินง่าย ใครไม่ชอบต้นหอมก็กินได้ เพราะคลายความฉุนเผ็ดลงมามากแล้ว หอมกลิ่นต้นหอม เมื่อพูดถึงซอส 3 ชนิดเสร็จ ก็เป็นซุปมิโซะอุ่นๆ ที่ไม่ร้อนจนเกินไป เมื่อเปิดฝาออกมา ก็ได้กลิ่นหอมของเต้าเจี้ยวมิโซะ ลอยออกมา หอมสาหร่ายคอมบุ ต้นหอมสดสับหั่นและปิดจบด้วยสลัดผัก ที่เสิร์ฟ มาคู่กับน้ำสลัดสีเหลืองสวยดังกล่าว
ในเมื่อทุกอย่างนั้นพร้อมกินแล้วก็มาเริ่มลองกินกัน (วันนั้นมีกันหลายคนครับ) โดยเริ่มจากข้าว ซึ่งข้าวนั้นเป็นข้าวญี่ปุ่น มีความนุ่มความหอม กินพร้อมกันกับเนื้อหมูคุโรบุตะ โดยที่รสชาติและสัมผัสของหมูนั้นทำมาค่อนข้างดีสุกแต่ไม่แข็ง คงความนุ่มไว้ที่เนื้อ ทำให้เคี้ยวง่าย เมื่อทานไปสักคำแบบดื้อๆ ก็ต้องลองทานโดย นำหมูไปจุ่มซอส เพื่อเปลี่ยนรสชาติการลิ้มรสและทดสอบสัมผัส ปรากฏว่าให้รสชาติที่ต่างจากเดิม โดยเริ่มจากซอสมายองเนส เมื่อนำเนื้อจุ่มลงซอสแล้วมาทานคู่กับข้าว รสสัมผัสที่ได้จะมันนวลละมุนอยู่ในปาก ถัดมาเป็นซอสเต้าหู้ยี้ เมื่อลองเอาหมูมาจุ่มซอสนี้สีชมพู แล้วลองชิม กลับได้รสชาติที่มีความเข้มข้น หอมเต้าหู้หมัก และจะรู้สึกเปรี้ยวอ่อนๆเล็กน้อยที่ปลายลิ้น จนมาถึงทีของต้นหอม โดยนาทีนี้ผมตักซอสต้นหอมมาวางบนเนื้อหมู แล้ว ทานคู่กัน ก็จะได้รสชาติของหมูคุโรบุตะที่หอมและมีความหอมของต้นหอมที่ปรุงเกลือ มาเสริมไปอีกชั้น รสชาติที่สัมผัสได้ นั้น จะกลมกล่อม เข้มข้น ขึ้นมาก ผักผัดที่เสิร์ฟคู่มากับหมูและข้าว กลิ่นค่อนข้างหอม ไม่เตะจมูกจนกลบกลิ่นของหมูและข้าว เป็น 1 ในองค์ประกอบที่ทำให้จานนี้ดูมีความน่ารับประทานเมื่อ ได้ลองชิม รสชาติ สัมผัสแรกที่รู้สึกคือ ผักมีความกรอบแต่ไม่เหม็นเขียว ไม่แข็ง เป็นระดับความสุกที่กำลังดี เครื่องไม่ได้ปรุงอะไรมามาก แต่ดึงรสชาติสัมผัส ความหวานจากผักออกมาใช้ เมื่อนำมาทานคู่ด้วยแล้ว จะทำให้รับประทานได้อย่างเพลิดเพลินขึ้น แต่ว่าท่านอย่าเพิ่งลืม ว่าในมื้อนี้ยังมีซุปมิโซะด้วย แล้วมิโซะซุปที่ให้มานั้น กลิ่นค่อนข้างหอม ซดตอนร้อนๆ คล่องคอ ช่วยให้เป็นมื้อที่คู่กับข้าวและเนื้อหมู ได้อย่างวิเศษ
เมื่อมื้อหลักได้เฉิดฉายอย่างสง่างามบนเวที ทีนี้ถึงคราวของผักสลัด (ซึ่งผมอาจจะแปลกกว่าคนอื่นที่ไม่กินเป็นจุดเริ่มต้นชอบจริงๆที่จะมารับประทานตอนท้าย) เมื่อเปิดกล่อง ของผักสลัดนั้นออกมา จะพบความสดของผักที่ถูกบรรจุเอาไว้ พร้อมน้ำสลัดที่แยกมาให้ เมื่อทานผักสลัดคู่กับน้ำสลัดข้นสีเหลืองสวยนี้ มีรสหวานนิด เปรี้ยวหน่อย หอมผงมัสตาร์ดบางๆ เสริมสัมผัสความกรอบของผักสดให้สัมผัสรสชาติที่ สว่างและสดชื่น เป็นการปิดมื้ออาหารที่ สบายท้องและสวยงาม ล้างปาก ครับ”
ต่อกันด้วย แม็ค วราวุฒิ ผู้ซึ่งได้ฟังตำนานของกับข้าวชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่าต้มโฮก ฮือ แล้วอดรนทนไม่ได้ ต้องหาทางออกไปพิสูจน์มารายงานคุณผู้อ่านซึ่งไอ้เรื่องต้มโฮกฮือ หรือว่าต้มโฮกอือชนิดนี้นั้นมันเป็นกับข้าวสำคัญของคนเดินป่าระดับคลาสสิกในตำนานซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปก็ก็คงจะในสมัยของครูมาลัย ชูพินิจโน่น ซึ่งท่านก็เป็นศิลปินนักเขียนแห่งชาติระดับสำคัญในยุคนั้น ต่อเนื่องถึงยุคครูวัธนา บุญยัง ครูชาตรี อนุเธียร(โสด)
ท่านผู้ใหญ่ชอบเข้าป่ากันเยอะจะล่าสัตว์ใหญ่กันบ้างสัตว์เล็กกันบ้างก็ตามแต่ว่าเมื่อได้มาแล้วเมนูที่เหมาะกับการทำ ให้กินแล้วตาสว่างดับกลิ่นไม่พึงปรารถนาต่างๆได้หมดสิ้นก็จะจะต้องทำต้มโฮกเอาไว้กินกับสุราแข็งๆ อันว่าต้มโฮกนี่ เขากล่าวกันว่ามันมาจากกิริยาของการซดน้ำซุปเข้าไปดังโฮก แล้วก็ร้องฮือตามมาเพราะว่ามันเผ็ดจัดหรือว่ามันแสบจมูกอย่างมากจากการใส่เครื่องเทศ สมุนไพรของป่าปนเข้าไปกับพริกแห้งพริกสดที่เก็บได้รวมถึงใบกะเพราเสียด้วยในพื้นที่ แต่ถ้าซดเข้าไปแล้วร้องว่าอือ คือโฮกอืออย่างนี้ก็คือว่าเสียงคลอลงไปในคอเพราะว่าความอร่อยลงตัวมันทำให้ครางอือออกมาอย่างนั้น 55
แม็คซิ่งออกไปบนถนนใหญ่ละแวกตลิ่งชัน เพื่อลัดเลาะไปหากับข้าวพื้นบ้านที่ เหมือนจะธรรมดาแต่ไม่มีทางที่จะธรรมดา “ครัวยายเปล่ง” เป็นร้านลับเก่าแก่เปิดมานานกว่า 30ปี ริมคลองบ้านไทรพิกัดลับที่ต้องตั้งใจมาครับ..ใครจะคิดว่าบนถนนบรมราชชนนีอันรีบเร่งในจังหวะที่เราเลี้ยวรถเข้ามาตามพิกัด 54/4 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา ภาพตึกรามบ้านช่องอันทันสมัยจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นแบบเรียบง่ายถ่อมตน
เมื่อเราขับลึกเข้ามาในหมู่บ้าน บรรยากาศรอบตัวเริ่มสงบลงจนเกือบไม่เชื่อสายตาว่าจะมีร้านอาหารซ่อนตัวอยู่ปลายสะพานข้ามคลอง ขนาดเล็กที่ยังมีชีวิตมีคนเรือสัญจรไปมา และแล้วเราก็มาถึง ครัวยายเปล่ง สถานที่ลึกลับที่ต้อนรับเราด้วยกลิ่นอายเรียบง่ายท้าทายกาลเวลา ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นอากาศของคลองน้ำใสและต้นไม้ริมคลอง ซุปต้มกำลังเดือดได้ที่กลิ่นเครื่องเทศเครื่องปรุงลอยตามกระแสลมมาเตะจมูก เป็นสัญญาณเตือนว่า มื้อนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน
หลังจากเลือกนั่งโต๊ะริมคลองเพื่อสดชื่นบรรยากาศเรือที่ยังคงมีแล่นมาตามคลองให้เห็น กลิ่นกระแสน้ำและเครื่องเทศที่ตีกันให้นึกถึงสมัยก่อนยุค 90s ไม่ทันไรไข่เจียวกร๊อบกรอบ จานแรกที่มาถึงทำเอาผมงงตาค้างเลยครับ เพราะมันไม่ใช่ไข่เจียวธรรมดาแต่เป็นประติมากรรมความกรอบ! ไข่เจียวสีเหลืองเข้มนี้กรอบจัดเป็นงานที่เขาทอดมาจนฟูแน่นเป็นแพหนา ขอบรอบๆ คลี่บานออกเหมือนกลีบดอกไม้ เมื่อใช้ส้อมกดลงไปจะได้ยินเสียง แกร๊บ เบาๆ สื่อถึงความกรอบระดับสุดขีด ไม่เพียงแค่นั้นยังมีวัตถุดิบที่ทำเอาเราสนุกจนหยุดวางช้อนไม่ได้นั้นคือ หมูสับภายในไข่เจียวที่ทางร้านนมาทอดจนกรอบทั้งไข่และตัวหมู มันกรอบซ้อนกรอบเนื้อสัมผัสจึงระเบิดความสนุกและอร่อย ใส่ผู้รับประทานอย่างจัดเต็ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับทานคู่กับซอสพริกที่เสิร์ฟมาเคียงกันเป็นรสชาติวัยเยาว์ที่อัปเกรดความรู้สึกเหล่านี้ขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ความตื่นตาเพิ่งเริ่มต้นยังไม่สามารถพักรบได้ฉันใด สงครามเมนูอาหารวันนี้ก็ยังสงบมิได้ฉันนั้น ถัดมา ขาหมูหมั่นโถว คือไฮไลต์ที่สายเนื้อหนังต้องยอมสยบ ขาหมูจานยักษ์ที่อาบไปด้วยเครื่องน้ำพะโล้สีเข้มจนขึ้นเงา ตัวหนังหมูมีความฉ่ำวาวและนุ่มจนแทบจะละลายทันทีที่แตะลิ้น ส่วนเนื้อด้านในเปื่อยนุ่มร่อนออกจากกระดูกได้อย่างง่ายดาย น้ำพะโล้รสชาติเค็มหวานกลมกล่อมซึมลึกเข้าเนื้อ เสิร์ฟพร้อมผักคะน้าสีเขียวสดกรอบ และทีเด็ดคือหมั่นโถวนึ่งร้อนๆ เนื้อนุ่มฟูสีขาวสะอาด 5 ลูกโตๆ ที่พร้อมให้เราบิออกแล้วจุ้มน้ำพะโล้เข้าปากแป้งนุ่มฟูไม่แข็งกัดลงไปละลายในปากไม่แพ้ตัวหนังหมูหนังหมูไม่ทันได้ละลายพร้อมหมั่นโถว พนักงานภายในร้านเดินมาเสิร์ฟ เมนูซีฟู้ดระดับท้าทายกาลเวลา กุ้งแม่น้ำตัวกลางๆ เผาไฟมาได้จังหวะ เปลือกกุ้งมีรอยไหม้เกรียมหอมกลิ่นถ่านอ่อนๆ เนื้อกุ้งด้านในขาวอวบ แน่นปั๋ง และเคี้ยวเด้งสู้ฟัน บ่งบอกถึงความสดใหม่ระดับสูงสุด ตัดเลี่ยนด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดพริกตำสีเขียวจัดจ้าน รสชาติเปรี้ยว เค็ม เผ็ด แซ่บถึงใจ ช่วยชูรสหวานธรรมชาติของเนื้อกุ้งให้โดดเด่นขึ้นมาอย่างไม่น่าให้อภัยได้ จานนี้ท่านที่ชอบมันกุ้งก็สมควรที่จะเคล้ามันกุ้งเข้ากับข้าวสวยเรียงเม็ดหุงมาอย่างดีของเขาเสียก่อนค่อยสาดน้ำจิ้มเข้าไป แล้วจะได้รับความบันเทิงในอารมณ์อย่างสมเหตุสมผล
ถัดมาสำหรับท่านใดก็ตามที่ชอบรสชาติแบบไทยๆพื้นบ้านขั้นสุด จานนี้คือที่สุดของความลงตัวครับ ปลาดุกฟูผัดขี้เมากะเพรากรอบ ที่เสิร์ฟมาแบบแห้งสนิท ไร้ความมันเยิ้ม ตัวเนื้อปลาดุกฟูเขาสับทอดมาจนกรอบกรุบละเอียด คั่วเคล้าเข้ากับเครื่องผัดขี้เมาโขลกสดจนสมุนไพรซึมลึกเข้าเนื้อ ทุกคนที่ตักเข้าปากจะได้สัมผัสความกรอบสู้ฟันของปลาดุกฟู ตามด้วยความเผ็ดร้อนระเบิดซ่านจากพริกและขยี้ความหอมด้วยกระชาย คลุกเคล้ากับใบกะเพราทอดกรอบสีเขียวเข้มโปร่งแสงที่เคี้ยวแล้วแตกกระจายในปากเป็นรสชาติที่ดุดัน จัดจ้านสะใจ จนต้องรีบตักข้าวสวยร้อนๆ ตามหมดจานไม่รู้ตัว
ปิดท้ายมื้อนี้ด้วยความอลังการของเมนูหาทานยากชื่อสะดุดหูอย่าง ปลาช่อนโฮกฮือ ที่เสิร์ฟมาในหม้อไฟรูปตัวปลาเดือดพล่าน ตัวปลาช่อนเนื้อขาวอวบนุ่ม ทอดมาจนสุกพอดีไร้กลิ่นคาว ซ่อนตัวอยู่ใต้ท็อปปปิ้งผักสวนครัวอย่างกะหล่ำปลีซอยฝอยและผักชีฝรั่งหั่นสดที่โรยมาแบบพูนๆ จนมิดตัวปลา ทีเด็ดอยู่ที่น้ำซุปสูตรโบราณรสจัดจ้าน ใส่กะทิ คล้ายต้มข่า ซดเข้าไปคำแรกจะเจอความเปรี้ ยวเค็มปนความนัวเบาๆจากกะทิ ตามด้วยความร้อนแรงของสมุนไพรและพริกขี้หนูสวนที่ตีขึ้นจมูก ยิ่งต้มจนผักสลดและสุกนวลเนียลไป
กับน้ำซุป ความหวานธรรมชาติจะยิ่งแผ่ออกมาผสม จนกลายเป็นความกลมกล่อมที่ซดแล้วต้องร้อง_อือ สมชื่อ ร้อนฉ่าชุ่มคอชื่อใจจนคำสุดท้าย แล้วค่อยปิดท้ายกันด้วยขนมหวานแบบไทยๆ ซาหริ่ม
ลูกตาล ไอศครีมหลายอย่างท่านที่ซื้อกลับบ้านรู้สึกว่าจะมีหมูสะเต๊ะที่น่ากินอีกด้วย
ของอื่นๆเช่นพวกพวงไข่อ่อนผัดเผ็ดใส่มะเขืออันนี้ก็น่ารับประทานมาก ตะพาบน้ำเขาก็มีเอามาทำผัดเผ็ดส่วนเมนูง่ายง่ายเช่นไข่ดาวเอาราดหน้ากุ้ง ทอดมันปลากราย ปลาทูทอดขายเป็นตัวๆ ล้วนน่ากินน่าสั่งทั้งนั้นเลยครับ







