thansettakij
thansettakij
สภาพประเทศไทยตอนนี้ เห็นแล้วตกใจ ตอนที่ 1 จากเสือกลับเป็นแมว : 26 ปีที่ไทยถูกจีนแซง

สภาพประเทศไทยตอนนี้ เห็นแล้วตกใจ ตอนที่ 1 จากเสือกลับเป็นแมว : 26 ปีที่ไทยถูกจีนแซง

สภาพประเทศไทยตอนนี้ เห็นแล้วตกใจ ตอนที่ 1 จากเสือกลับเป็นแมว : 26 ปีที่ไทยถูกจีนแซง บทความโดย : พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต.


บทความชุดนี้เป็นการถอดบทวิเคราะห์สภาพประเทศไทยในปัจจุบันของผู้เขียน แบ่งออกเป็น 3 ตอน เริ่มจากการวินิจฉัย "อาการของโรค" ทางเศรษฐกิจ ไล่เรียงสู่ปัญหาความมั่นคงและสังคมที่พันกันเป็นปม และปิดท้ายด้วยข้อเสนอเชิงออกแบบอนาคตประเทศ ตอนแรกนี้ ผู้เขียนชวนย้อนดูว่า จากวันที่ไทยเคยทะยานขึ้นเป็น "เสือ" เหตุใดวันนี้เราจึงถอยกลับมาเป็น "แมว" อีกครั้ง

สำหรับผมกับการเลือกที่จะใช้ชีวิตให้กับการรับใช้ประเทศไทยตั้งแต่อายุ 17 ปีด้วยความภาคภูมิใจ ทั้งการทำงานและเรียนหนังสือวันละ 12 ชั่วโมง แลกกับการหายไปของชีวิตวัยรุ่น การไปท่องเที่ยว หรือการทำธุรกิจแบบคนอื่นเขานั้น สถานการณ์ปัจจุบันที่เห็นในประเทศไทยได้ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยล้าและท้อแท้ เพราะหมดหวังและมองไม่เห็นอนาคต

ประกอบกับหลายๆ ปัจจัยทางสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง ข้าราชการหมดขวัญและกำลังใจ คนมีความสามารถต่างถดถอยเข้าสู่การจำศีลหรือทอดทิ้งตนเอง เพราะไม่มีอนาคตในการทำงาน หลายคนต้องหันมาทำเพื่อตนเองมากกว่าเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ เพียงเพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่นในการเติบโต ส่วนประชาชนคนธรรมดาก็มองไม่เห็นเส้นทางหรือโอกาสที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมที่ท้าทาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเจริญทางจิตใจ ทางวัตถุ และสร้างสภาพจิตใจที่เต็มไปด้วยพลังลบ ต่างจากเมื่อ 24 ปีที่แล้วที่เต็มไปด้วยความหวัง ความท้าทาย และพลังบวก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่จะทำให้เกิดการพัฒนา จึงเป็นเหตุให้ต้องมาวิเคราะห์ว่า เกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง และจะแก้ไขอย่างไร

พชร นริพทะพันธุ์

สถานการณ์เศรษฐกิจ

หลังจากวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในปี 2540 ประเทศไทยต้องประสบปัญหาล้มละลาย ประชาชนต้องเผชิญกับหนี้สินมหาศาล ถาโถมใส่คนชนชั้นกลางที่ต้องตกงาน แต่ก็ยังมีเหตุเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ประเทศไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมได้มากขึ้น

ปริมาณประชากรวัยฉกรรจ์ในยุคนั้นได้สร้างกำลังมหาศาลให้กับประเทศ ทั้งในแง่ปริมาณคนงาน การบริโภค และการขยับขยายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งหนุ่มสาวโรงงานและหนุ่มสาวออฟฟิศในยุคนั้น ต่างเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ประเทศทะยานขึ้นมาเป็น "เสือ" หลังจากที่เป็น "แมว" มาพักใหญ่

ผนวกกับรัฐบาลที่แข็งแกร่ง ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และระบบราชการที่มั่นคง ได้ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่เนื้อหอมต่อนักลงทุน ที่ต้องการเข้ามาใช้เป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในปี 2544 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ของประเทศจีน ในสมัยนายกรัฐมนตรี จู ร่มจี (Zhu Rongji) มีมูลค่าอยู่ที่ 1,089 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ 1,890 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ 26 ปีให้หลัง สถานการณ์กลับตาลปัตร ประเทศไทยมี GDP ต่อหัวอยู่ที่ 8,772 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับประเทศจีนที่พุ่งสูงขึ้นไปถึง 13,866 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมือง จนทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด "แรงหน่วง" แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยประกอบไปด้วย 4 ปัจจัย ได้แก่

  1. การเปลี่ยนแปลงสภาพของคู่แข่ง : เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผนวกกับมีปริมาณประชากรที่เป็นตลาดน่าสนใจต่อการพัฒนา
  2.  การเติบโตของประเทศจีน : ซึ่งเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่และเป็นแหล่งผลิตทางอุตสาหกรรมของโลก
  3. การเข้าสู่สังคมสูงวัยของประชาชน : ประกอบกับอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลง ส่งผลให้ตลาดหดตัวและกำลังซื้อลดลงตามไปด้วย
  4. การเสียโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศเพื่อนบ้าน : ได้แก่ พม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งไทยเคยเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าและการลงทุน

ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้จุดแข็งของประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้วสูญหายไป และนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคถดถอยอย่างช้าๆ ในระหว่างที่ชนชั้นผู้นำมัว แต่มะรุมมะตุ้มแย่งชิงอำนาจและการเมือง ประชาชนโดยทั่วไปก็ค่อยๆ ชราลง เด็กๆ ค่อยๆ หายไปจากชุมชน และงานที่เคยมีก็ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเป็นระบบ

ตอนหน้า : เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้มาลำพัง แต่พันกับความมั่นคงและสังคมเป็น "ปมเดียวกัน" ความขัดแย้งรอบทิศ พม่า กัมพูชา และสงครามเย็นรอบใหม่ที่ไทยถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้อง