
สงครามพลังงาน SMR ยุคใหม่ (ตอนที่ 2 ตอนจบ) คอขวดที่แท้จริงคือ Enrichment และบทเรียนสำหรับประเทศไทย
จุดยุทธศาสตร์ที่รัสเซียครองไว้ (Enrichment, Conversion, Fuel Fabrication), การแข่งขันเชื้อเพลิง SMR/HALEU, ยูเรเนียมจะพอไหม และตำแหน่งของไทยใน Supply Chain โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ญาณิน สุขใจ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)
ในตอนที่ 1 เราเห็นว่าคาซัคสถานครองการผลิตแร่ ส่วนออสเตรเลียครองฐานทรัพยากร และความต้องการยูเรเนียมกำลังจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในปี 2040 แต่การมีแร่อยู่ใต้ดินไม่ได้แปลว่าคุมเชื้อเพลิงได้ ตอนจบนี้จะพาเดินตามยูเรเนียมเข้าสู่ขั้นตอนที่อ่อนไหวและกระจุกตัวที่สุดของทั้งห่วงโซ่ ซึ่งเป็นจุดที่ภูมิรัฐศาสตร์นิวเคลียร์เข้มข้นอย่างแท้จริง
คอขวดสำคัญอาจไม่ใช่เหมือง แต่คือ Enrichment
นี่คือจุดที่ภูมิรัฐศาสตร์ของพลังงานนิวเคลียร์เริ่มน่าสนใจมากขึ้น
Natural Uranium มี Uranium-235 อยู่เพียงประมาณ 0.7%
แต่เชื้อเพลิงสำหรับ Light Water Reactor โดยทั่วไปต้องเพิ่มความเข้มข้น U-235 ขึ้นไปอยู่ในระดับไม่เกินประมาณ 5%
กระบวนการนี้เรียกว่า Uranium Enrichment และเทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้กระจายตัวอยู่ทั่วโลกเหมือนโรงไฟฟ้าหรือเหมือง
ข้อมูลกำลังการผลิต Enrichment ที่เผยแพร่โดย World Nuclear Association แสดงให้เห็นผู้เล่นหลักเพียงไม่กี่ราย ได้แก่
- Rosatom - Russia
- Urenco - Europe/USA
- CNNC - China
- Orano - France
โดยกำลัง Enrichment ของ Rosatom อยู่ที่ประมาณ 27.1 ล้าน SWU ต่อปี จากกำลังการผลิตรวมของโลกที่ประเมินประมาณ 62.9 ล้าน SWU ต่อปีในปี 2025
นั่นหมายความว่า รัสเซียเพียงประเทศเดียวถือกำลังการผลิต Enrichment ในสัดส่วนประมาณ 40-44% ของโลก
นี่คือเหตุผลที่คำถามว่า “ใครเป็นมหาอำนาจเชื้อเพลิงนิวเคลียร์?” ให้คำตอบต่างจากคำถามว่า “ใครมีเหมืองยูเรเนียมมากที่สุด?”
รัสเซียไม่ได้ครองเหมือง แต่ครองจุดยุทธศาสตร์ของ Supply Chain นี่คือความแตกต่างสำคัญ
คาซัคสถานคือมหาอำนาจด้าน Uranium Mining
แคนาดาและออสเตรเลียคือผู้เล่นยุทธศาสตร์ด้าน Uranium Resources
แต่รัสเซียมีสถานะโดดเด่นด้าน Uranium Enrichment และ Nuclear Fuel Cycle
U.S. Department of Energy ระบุว่ารัสเซียมีสัดส่วนประมาณ 44% ของบริการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมทั่วโลก และในช่วงที่ผ่านมา enriched uranium จากรัสเซียมีบทบาทสำคัญต่อทั้งตลาดสหรัฐฯ และยุโรป
IEA จึงเตือนว่า Uranium Supply และ Enrichment Services มีการกระจุกตัวสูง และการเพิ่มความหลากหลายของ Supply Chain เป็นเงื่อนไขสำคัญของการขยายพลังงานนิวเคลียร์อย่างมั่นคง
ดังนั้น อำนาจทางนิวเคลียร์จึงไม่ได้เกิดจากการมี Uranium Ore อยู่ใต้ดินเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการควบคุม Technology + Infrastructure + Fuel Services + Supply Chain
Conversion ก็เป็นอีกคอขวดที่คนไม่ค่อยพูดถึง
ก่อน Uranium จะเข้าสู่เครื่อง Centrifuge เพื่อ Enrichment ต้องผ่าน Conversion เป็น UF₆
กำลังการผลิตเชิงพาณิชย์ของขั้นตอนนี้ก็กระจุกตัวอยู่ในประเทศจำนวนไม่มากเช่นกัน ได้แก่
- แคนาดา - Cameco
- ฝรั่งเศส - Orano
- รัสเซีย - Rosatom
- จีน - CNNC
- สหรัฐอเมริกา - ConverDyn
ข้อมูลกำลังการผลิตที่เผยแพร่โดย World Nuclear Association ระบุกำลัง Conversion รวมประมาณ 62,000 tU ต่อปี ตามข้อมูลฐานปี 2022
จึงเห็นได้ว่า Nuclear Supply Chain มีลักษณะคล้าย “คอขวดหลายชั้น”
มี Uranium Ore ไม่ได้หมายความว่ามี UF₆
มี UF₆ ไม่ได้หมายความว่ามี Enrichment Capacity
มี Enriched Uranium ก็ยังไม่เท่ากับมี Fuel Assembly ที่พร้อมใส่ Reactor
ทุกขั้นตอนต้องทำงานต่อเนื่องกัน
Fuel Fabrication คือ ด่านสุดท้ายก่อนเข้า Reactor
หลังผ่าน Enrichment แล้ว Uranium จะต้องถูกเปลี่ยนกลับเข้าสู่รูปที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเชื้อเพลิง ก่อนผลิตเป็น Ceramic Fuel Pellet บรรจุใน Fuel Rod และประกอบเป็น Fuel Assembly
ผู้ผลิตสำคัญกระจายอยู่ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน เกาหลีใต้ เยอรมนี สวีเดน สเปน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ
และเชื้อเพลิงไม่ได้เป็น Commodity ที่สามารถนำของผู้ผลิตรายใดไปใส่ Reactor ใดก็ได้โดยอัตโนมัติ
Fuel Assembly ต้องสอดคล้องกับการออกแบบ Reactor, Core Physics, Thermal Hydraulics, Safety Analysis และ Licensing ของโรงไฟฟ้าแต่ละแบบ
นี่ทำให้ Fuel Fabrication มีความสัมพันธ์กับผู้ขาย Reactor Technology และสร้างความผูกพันทาง Supply Chain ระยะยาว
SMR อาจทำให้การแข่งขันด้านเชื้อเพลิงรุนแรงกว่าเดิม
เรื่องนี้ยิ่งสำคัญขึ้นเมื่อโลกกำลังพูดถึง Small Modular Reactor
SMR ไม่ได้หมายความว่าทุกแบบจะใช้เชื้อเพลิงแบบเดียวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปัจจุบัน
Advanced Reactor และ SMR หลายแบบกำลังพิจารณาใช้ High-Assay Low-Enriched Uranium หรือ HALEU
HALEU มีความเข้มข้น U-235 มากกว่า 5% แต่ต่ำกว่า 20%
World Nuclear Association ระบุว่า SMR มากกว่าครึ่งหนึ่งของแบบที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอาจต้องใช้ HALEU
แต่ปัญหาคือ Supply Chain ของ HALEU ยังมีจำกัดมาก
ณ ปัจจุบัน รัสเซียและจีนเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิต HALEU ในระดับขนาดใหญ่ ขณะที่สหรัฐฯ สหราชอาณาจักรและประเทศตะวันตกกำลังเร่งสร้างกำลังการผลิตของตนเอง
ดังนั้น การแข่งขัน SMR ในอนาคตอาจไม่ได้ตัดสินกันเพียงว่า
“ใครสร้าง Reactor ได้ถูกที่สุด?”
แต่อาจขึ้นอยู่กับว่า
“ใครสามารถรับประกันเชื้อเพลิงให้ Reactor ได้ตลอดอายุโครงการ?”
Nuclear Renaissance กำลังเปลี่ยน Uranium ให้เป็นแร่ยุทธศาสตร์
หากพลังงานนิวเคลียร์กลับมาขยายตัวอย่างรวดเร็วจากความต้องการไฟฟ้าสะอาด ความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึง AI และ Data Center ยูเรเนียมจะยิ่งมีสถานะเป็น Strategic Mineral
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ โลกไม่ได้กำลังแข่งขันกันเพียงเพื่อแย่ง “แร่”
ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกันสร้าง Nuclear Fuel Ecosystem
ตั้งแต่ Mining → Conversion → Enrichment → Fuel Fabrication → Reactor Technology
และในระยะยาวยังต่อเนื่องไปสู่ Spent Fuel Management → Reprocessing → Recycling → Waste Disposal
หรือส่วนที่เรียกว่า Back-End Fuel Cycle
ดังนั้น Nuclear Energy Security จึงต้องมองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
แล้ว Uranium จะเพียงพอกับโลกในอนาคตหรือไม่?
หากพิจารณาเฉพาะทรัพยากรทางธรณีวิทยา คำตอบในปัจจุบันคือ ยังไม่ใช่เหตุผลให้สรุปว่าโลกกำลังจะขาดยูเรเนียม
โลกมี Identified Uranium Resources หลายล้านตัน และเมื่อราคาสูงขึ้น แหล่งที่เคยไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจก็สามารถเปลี่ยนสถานะมาเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้
นอกจากนี้ยังมี Secondary Supply, Inventory, Reprocessed Uranium, Mixed Oxide Fuel ตลอดจนเทคโนโลยี Reactor และ Fuel Cycle ในอนาคตที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรได้อีก
ปัญหาที่น่ากังวลกว่าในช่วง 10 - 20 ปีข้างหน้าจึงอาจไม่ใช่
“โลกมียูเรเนียมพอหรือไม่?”
แต่คือ “Supply Chain สามารถขยายตัวได้ทันกับ Nuclear Renaissance หรือไม่?”
เหมืองใหม่ต้องใช้เวลา
Conversion Plant ต้องลงทุน
Enrichment Facility เป็นเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวสูง
Fuel Fabrication ต้องได้รับ Licensing
และทุกขั้นตอนยังเกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ
ประเทศไทยควรมอง Nuclear Fuel Security ก่อนตัดสินใจเรื่อง SMR
หากประเทศไทยกำลังศึกษาการนำ SMR หรือ Nuclear Power มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าในอนาคต การศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเปรียบเทียบว่า
- SMR ของประเทศใดมีขนาดกี่ MW
- ใช้เงินลงทุนเท่าใด
- มี Passive Safety หรือไม่
- หรือสร้างเสร็จภายในกี่ปี
แต่ควรถามต่อว่า
- ใช้เชื้อเพลิงประเภทใด?
- ต้อง Enrichment กี่เปอร์เซ็นต์?
- ใครเป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิง?
- มี Alternative Supplier หรือไม่?
- สามารถเก็บ Strategic Fuel Inventory ได้กี่ปี?
- หากเกิด Geopolitical Conflict โรงไฟฟ้ายังสามารถเดินเครื่องต่อได้หรือไม่?
และที่สำคัญ
ประเทศไทยจะวางตำแหน่งตัวเองตรงไหนใน Nuclear Fuel Supply Chain?
เราอาจไม่จำเป็นต้องสร้างทุกขั้นตอนของ Fuel Cycle ภายในประเทศ เพราะหลายขั้นตอนมีความซับซ้อนสูง ต้องใช้เงินลงทุนมาก และเกี่ยวข้องกับพันธกรณีด้าน Nuclear Non-Proliferation
แต่ประเทศไทยควรมีความรู้ ความสามารถในการวิเคราะห์ Fuel Procurement, Strategic Inventory, Diversification of Suppliers, Fuel Qualification และ Nuclear Fuel Economics อย่างจริงจัง
ผู้ที่กุมอนาคตนิวเคลียร์ อาจไม่ใช่ผู้ที่สร้าง Reactor ได้มากที่สุด
นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของ Nuclear Renaissance รอบใหม่
ในศตวรรษที่ผ่านมา เรามักมองประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์จากจำนวน Reactor หรือความสามารถในการออกแบบโรงไฟฟ้า
แต่ในโลกที่ Supply Chain ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเทศ อำนาจที่แท้จริงอาจอยู่กับผู้ที่ควบคุม “คอขวด” ของระบบ
คาซัคสถานมีอำนาจจาก Uranium Mining
ออสเตรเลียมีอำนาจจาก Uranium Resources
แคนาดามีทั้งทรัพยากร เหมือง และ Conversion Infrastructure
ฝรั่งเศสและ Urenco มีความแข็งแกร่งด้าน Enrichment และ Fuel Services
จีนกำลังสร้าง Fuel Cycle Ecosystem ของตนเองอย่างรวดเร็ว
และรัสเซียยังมีสถานะเชิงยุทธศาสตร์สูงมากจาก Enrichment และ Nuclear Fuel Supply Chain
ดังนั้น หากโลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ Nuclear Power, SMR, AI Data Center และพลังงานสะอาดเติบโตไปพร้อมกัน
คำถามเชิงยุทธศาสตร์อาจไม่ใช่เพียง “ใครจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้มากที่สุด?”
แต่อาจเป็น “ใครจะเป็นผู้จัดหาเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เหล่านั้นตลอด 60-80 ปีข้างหน้า?”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว Reactor คือเครื่องจักร แต่ Fuel Cycle คือ Supply Chain ที่ทำให้เครื่องจักรนั้นสามารถผลิตพลังงานได้ และประเทศที่เข้าใจและควบคุม Nuclear Fuel Cycle ได้มากที่สุด อาจเป็นประเทศที่มีอำนาจต่อรองด้านพลังงานสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลกยุคใหม่







