
เมื่อเศรษฐกิจการนอนหลับ สร้างพลังให้กับมังกร (1)
เมื่อเศรษฐกิจการนอนหลับ สร้างพลังให้กับมังกร (1) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4226
KEY
POINTS
- ชาวจีนกว่า 300 ล้านคน กำลังเผชิญกับปัญหาการนอนหลับ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากวิถีชีวิตที่กดดันสูง การทำงานหนัก และการเสพติดดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน
- วิกฤตด้านการนอนหลับได้สร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาลที่เรียกว่า "เศรษฐกิจการนอนหลับ" (Sleep Economy) เนื่องจากชาวจีนตระหนักถึงสุขภาพและมองว่าการนอนคือการลงทุนระยะยาว จึงยินดีจ่ายเงินเพื่อสินค้าและบริการที่ช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้น
- ตลาดเศรษฐกิจการนอนหลับในจีนมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงระดับล้านล้านหยวนในอนาคต และได้รับการส่งเสริมจากนโยบายภาครัฐ "Healthy China 2030"
นับแต่เปิดประเทศสู่ภายนอก ดูเหมือนเศรษฐกิจจีนจะวิ่งเร็วราวกับการแข่งขัน 100 เมตร แต่ผ่านมาหลายสิบปี จีนก็ยังคง “สับไม่หยุด” โดยรักษาความเร็วไว้ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกและของเศรษฐกิจใหญ่อื่น และเกิดคำถามสงสัยจากผู้บริหารระดับสูงของจีนว่า ทำไปคนจีนจึงไม่ค่อยมีความสุข หรือ ทำไมระดับความสุขภาคประชาชนของคนจีน จึงต่ำกว่าของหลายประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่าจีน
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกหยิบยกขึ้นเปรียบเทียบ ผู้ประกอบการจีนที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในไทยสักระยะหนึ่ง จึงต่างรู้สึกว่าไทยเป็น “เมืองน่าอยู่” บ้างก็คิดว่าเป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ รู้จักปล่อยวาง จึงไม่ “อมทุกข์”
อีกเหตุผลหนึ่งมาจากวิถีชีวิตของคนไทย ที่ไม่ต้องเร่งรีบและมีระดับความเครียดน้อย เมื่อเทียบกับการใช้ชีวิตในจีน จนทำเอาคนจีนมีปัญหาการนอนหลับ ซึ่งกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจจาก “เศรษฐกิจการนอนหลับ” ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีหลัง วันนี้ ผมเลยอยากชวนไปเจาะลึกในเรื่องนี้กันครับ ...
ในหลักการ เศรษฐกิจการนอนหลับที่เราจะคุยกันนี้หมายถึง ตลาดสินค้า บริการ และ เทคโนโลยีที่ออกแบบและนำเสนอเพื่อช่วยให้ผู้คนนอนหลับได้ดีขึ้น ซึ่งส่วนนี้ไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายด้านสุขภาพของรัฐบาลจีน ผ่านยุทธศาสตร์ระดับชาติ “Healthy China 2030” โดยมีเป้าหมายใหญ่ในเรื่องการเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวม และมุ่งหวังให้ประชากรมีสุขภาพจิตและคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น
งานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า กว่า 20% ของจำนวนประชากรโดยรวมมีปัญหาเกี่ยวกับการนอน ซึ่งคิดเป็นจำนวนคนจีนกว่า 300 ล้านคนเลยทีเดียว อีกงานวิจัยหนึ่งระบุว่า เกือบ 50% ของผู้ใหญ่ชาวจีนมีคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี และมากกว่า 90% รายงานปัญหาการนอนหลับเป็นครั้งคราว
ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “การนอนหลับ” ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ สำหรับจีนซะแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นรัฐบาลจีนประกาศรับรอง “ผู้จัดการสุขภาพการนอน” เป็นอาชีพใหม่ระดับประเทศ เมื่อปี 2025 ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจการนอนหลับ และการผลักดันการเข้าสู่ระบบมาตรฐานของอุตสาหกรรม
คำถามสำคัญก็คือ ทำไมคนจีนมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนจำนวนมากเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่า คนจีนมีแนวโน้มที่จะเป็น “โรคนอนไม่หลับ” มากขึ้น และขยายตัวในวงกว้าง จนกลายเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกขึ้นทุกขณะ
ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ประการแรก วิถีชีวิตของการใช้ชีวิตของชาวจีน ที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันและมีความกดดันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนในชุมชนเมือง โดยเกือบ 60% มีปัญหาด้านการนอนอันเนื่องจากความเครียดจากการทำงาน และ 50.2% เกิดจากปัญหาทางอารมณ์
ประการที่ 2 ชั่วโมงการทํางานที่ยาวนาน และแนวโน้มของพฤติกรรมที่จะ “ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง” จึงเลือกที่จะชะลอการนอนหลับ เพื่อเวลาส่วนตัว บางส่วน อาจทำงานระหว่างประเทศที่ต้องประชุมและติดต่อสื่อสารข้ามไทม์โซน ทำให้ไม่เป็นอันหลับอันนอน และส่งผลให้นาฬิกาชีวิตผิดเพี้ยนไป อย่างไรก็ดี คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีรายได้สูงมากพอ และเต็มใจจะจ่ายเงินเพื่อความสะดวกและสุขภาพ
อีกประการหนึ่งก็คือ การเสพติดดิจิตัลก็มีส่วนที่ทำให้ปัญหาลุกลาม ซึ่งส่วนนี้ได้รับการสนับสนุนจากฐานะที่ดีขึ้น และพัฒนาการด้านเทคโนโลยี ปัจจุบัน คนจีนมีเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้านมากมายที่ล้วนปล่อย “แสงสีฟ้า” ออกมารบกวนผู้ใช้ กอปรกับพฤติกรรมการใช้งาน “อย่างหนัก” ส่งผลให้รอบการนอนหลับที่ผิดปกติและคุณภาพการนอนหลับลดลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ เช่น กลุ่ม Gen Z (กลุ่มเกิดหลังปี 1990) และ Millennials (กลุ่มเกิดหลังปี 2000) ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ โดยรายงานหนึ่งระบุว่า 48.5% ของชาวจีนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ประสบปัญหาด้านการนอน ในจำนวนนี้ กลุ่มพนักงานออฟฟิศ มีสัดส่วนสูงถึง 51.3% ของทั้งหมด
ปัญหาการไม่นอนหลับที่เคยเป็น “ความต้องการขั้นพื้นฐาน” สำหรับคนในบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุและผู้ประกอบการ หรือ “ความหรูหรา” สำหรับคนรวย ได้ขยายไปสูงตลาดในวงกว้างมากขึ้น กอปกรความใส่ใจในเรื่องสุขภาพของคนจีนที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีหลัง
งานวิจัยหนึ่งพบว่า คนจีนมีระดับการตระหนักรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 14.2% ในปี 2017 เป็นถึงราว 35% ในปัจจุบัน และด้วยมุมมองของคนจีนที่ว่า “ถ้าเงินแก้ไขปัญหาได้ สิ่งนั้นไม่ใช่ปัญหา” คนจีนจึงมองว่า การนอนเป็น “การลงทุน” ในระยะยาว และยินดีจ่ายเงินเพื่อหวังเปลี่ยนจาก “การนอนหลับให้ได้” ไปสู่ “การนอนหลับให้ดี”
ทั้งนี้ ในเชิงตลาดเป้าหมาย เศรษฐกิจการนอนหลับของจีนขยายจากเดิม อย่างตลาดผู้สูงอายุ หรือ นักธุรกิจที่มีระดับความเครียดสูงไปยังกลุ่มคนหลากหลายเพศ วัย และอายุ อาทิ ตลาด “ผู้หญิง” ที่รักในความสวยความงาม คนกลุ่มหลังนี้เป็นตลาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยศักยภาพในระยะยาว เพราะยินดีซื้อหาสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพ และการนอนหลับที่มีคุณภาพสูง
นอกจากนี้ เศรษฐกิจการนอนหลับยังซ่อนไว้ซึ่ง “การบริโภคทางอารมณ์” (Emotional Consumption) เพราะตลาดผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์การนอนหลับ ไม่ใช่เพียงเพื่อการใช้งานทั่วไปเท่านั้น แต่เพื่อบรรเทาความเครียด ความสบายใจทางจิตใจ และ คุณภาพชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะบุคคล
ทั้งนี้ ราว 72.4% ของผู้บริโภคชาวจีนมีความตั้งใจจะซื้อสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง และเกือบ 70% มีประสบการณ์ซื้อสินค้าและบริการแล้ว คนเหล่านี้มุ่งเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน อาทิ ตื่นกลางดึก (51.4%) ฝันมาก (42.7%) และ หลับยาก (42.1%)
ประเภทและพฤติกรรมของตลาดเป้าหมายเหล่านี้ ทำให้ขนาดตลาดและการเติบโตของเศรษฐกิจการนอนหลับพุ่งทะยาน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยได้รับการยืนยันจากหลายงานวิจัย
งานวิจัยหนึ่งที่น่าสนใจให้ตัวเลขที่น่าสนใจว่า ตลาดดังกล่าวมีมูลค่าเกือบ 500,000 ล้านหยวน ในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 658,000 ล้านหยวนในปี 2027
ขณะเดียวกัน อีกงานวิจัยหนึ่งที่อาจใช้ฐานสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน พบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจการนอนหลับของจีนจะเติบโตจาก 2.6 ล้านล้านหยวนในปี 2016 เป็นถึงราว 6.2 ล้านล้านหยวน ในปี 2026 และคาดว่าจะทะยานขึ้นแตะระดับ 7.9 ล้านล้านหยวน ภายในปี 2030
หากเกิดขึ้นจริง เศรษฐกิจการนอนหลับ ก็กลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในเศรษฐกิจด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของจีน
แล้วโอกาสทางธุรกิจไปเกิดขึ้นกับสินค้าและบริการอะไร อย่างไรบ้าง เราไปคุยกันต่อตอนหน้าครับ ...
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4226







