thansettakij
thansettakij
สภาพประเทศไทยตอนนี้ เห็นแล้วตกใจ ตอนที่ 2 ระเบิดเวลารอบทิศ : เมื่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม คือปมเดียวกัน

สภาพประเทศไทยตอนนี้ เห็นแล้วตกใจ ตอนที่ 2 ระเบิดเวลารอบทิศ : เมื่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม คือปมเดียวกัน

สภาพประเทศไทยตอนนี้ เห็นแล้วตกใจ ตอนที่ 2 ระเบิดเวลารอบทิศ : เมื่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม คือปมเดียวกัน บทความโดย พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต.

จากตอนที่แล้วที่ผู้เขียนชี้ให้เห็น "แรงหน่วง" ทางเศรษฐกิจที่ฉุดไทยให้ถอยจากเสือกลับเป็นแมว ตอนที่ 2 นี้ จะพาไปดูอีกด้านของเหรียญ นั่นคือปัญหาความมั่นคงและสังคมที่กำลังปะทุพร้อมกันราวกับ "ระเบิดเวลา" ตั้งแต่ชายแดนตะวันตกจรดตะวันออก ไปจนถึงสมรภูมิแย่งชิงอำนาจโลกระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และเหตุใดทั้งสามเรื่องนี้จึงแยกออกจากกันไม่ได้

สถานการณ์ความมั่นคงและสังคม

ความรุนแรงในสังคมที่เพิ่มขึ้น เกิดจากปัญหาทางจิตใจและปัญหาทางสังคมที่ขาดการดูแล ตลอดจนขาดการพัฒนาที่เป็นระบบและต่อเนื่อง ปัจจัยหลายประการ เช่น การใช้ยาเสพติด ปัญหาครอบครัว และปัญหาในระบบยุติธรรม (อาทิ ภาวะคุกล้น ปัญหาเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ปกครอง โดยเฉพาะเพศแม่ ต้องโทษจำคุก การที่คนผิดได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นโทษ

การที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยในชุมชนได้ เนื่องจากปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง การให้สินบน และการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจท้องถิ่น) สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือน "ระเบิดเวลา" ที่ปะทุขึ้นพร้อมๆ กันในปัจจุบัน จนคล้ายกับอาการไส้ติ่งอักเสบที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต.
 

ความขัดแย้งจากทุกทิศทาง ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นฐานความมั่นคงภายในประเทศ:

  • ทิศตะวันตก : การที่มีการสู้รบระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่าอย่างต่อเนื่อง โดยมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้การค้าชายแดน การพัฒนา และเสถียรภาพในพื้นที่ลดลง กระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นของไทยตั้งแต่เชียงรายไปจนถึงระนอง ประชาชนต้องหวาดระแวงกับเสียงเครื่องบินรบและการอพยพหนีการทิ้งระเบิด ทำให้พื้นที่แถบนี้กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการสู้รบและกระทบต่อการพัฒนา
  • ทิศตะวันออก : การกระทบกระทั่งกับกัมพูชา ทำให้พื้นที่พัฒนาหลักทางฝั่งตะวันออกของไทยได้รับผลกระทบ และถูกตัดขาดจากตลาดที่ครอบคลุมกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ตะวันออก เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนที่อยู่อย่างสงบมานานหลายสิบปี อีกทั้งยังกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศที่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างยาวนาน
  • ทิศใต้ : เมื่อรัฐบาลกลางต้องคอยแก้ปัญหาในทุกสารทิศ ภาคใต้ก็กลายเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เรียกร้องความสนใจเช่นเดียวกัน

โลกที่กำลังเข้าสู่ยุคแห่งความขัดแย้ง หลังจากที่สงบนิ่งหลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็นมานานหลายสิบปี การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง (ไม่มีอำนาจใดถาวร) ล้วนเป็นวงจรที่หมุนวนกลับมาสู่จุดแก่งแย่งชิงอำนาจในเวทีโลก ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นทั้งคู่รักคู่ชังกันมาโดยตลอด

 

ขณะเดียวกัน โลกคู่ขนานทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงก็มาบรรจบกัน เส้นทางคู่ขนานของบริษัทเอกชนทุนนิยมกับรัฐบาลสหรัฐที่เคยเปรียบเสมือนแยกออกจากกัน กลับถูกบีบให้มาบรรจบกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ การแยกคู่ (Decoupling) การบังคับหย่าร้าง (Divorce Settlement) และการบังคับห้ามคบหาสมาคม (Restraining Order) ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ขนาดใหญ่ของโลกตะวันตกและเป็นหุ้นส่วนทางความมั่นคง

สิ่งที่เคยดำเนินไปอย่างราบรื่นตลอด 20 ปี เมื่อความเคยชินนั้นเกิดสะดุดลง ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับสถานะ ปรับสภาพ และพัฒนาความสัมพันธ์ในการวางตัวให้อยู่ระหว่างสองฝ่ายอย่างสงบ

ในขณะที่ประเทศอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้ปรับตัวล่วงหน้าไปก่อนแล้ว โดยเฉพาะในการสร้างสถานะและอำนาจต่อรอง แต่ประเทศไทยกลับเป็นรองเพราะความเคยชิน ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และมีสถานะในเวทีต่างประเทศอยู่ในระดับเดียวกับกัมพูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อสำหรับประเทศไทยที่เคยคงสถานะอันสูงเด่นมาตลอด 60 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

การเปลี่ยนแปลงของระบบสื่อสารโลก ที่ปรับเปลี่ยนจากระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในเวลาไม่ถึง 5 ปี โดยไม่สามารถปรับแก้สถาปัตยกรรมและพฤติกรรมได้ทันท่วงที ทำให้การบริหารจัดการแบบคอขวดในยุคทีวี 5 ช่องหมดลงอย่างรวดเร็ว ถูกแทนที่ด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข่าวสารซึ่งสะท้อนตามจริตความต้องการของผู้ดู มากกว่าข่าวสารที่จำเป็นต้องรับฟังจากการสื่อสารของรัฐบาล ทำให้เกิดช่องว่างการสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชน ตามมาด้วยปัญหาสแกมเมอร์ การหลอกลวง การแทรกซึมแทรกแซงทางการเมือง และการโจมตีเพื่อหวังผลทั้งในระดับบุคคลและองค์กร

นอกจากนี้ ปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในยุคใหม่ เนื่องจากสื่อและข่าวสารสามารถกระจายไปได้อย่างรวดเร็วโดยปราศจากการกลั่นกรอง การที่ระบบยุติธรรมถูกดิสเครดิตและการต้องตอบสนองต่อความต้องการของกฎหมู่ ทำให้ความเป็นกลางและกระบวนการยุติธรรมต้องสั่นคลอน

หลักการความยุติธรรมที่เปรียบเสมือน "เทพีปิดตาถือคันชั่ง" ซึ่งไม่ควรได้รับผลกระทบจากความเห็น ความรู้สึก หรืออารมณ์ที่เสพผ่านสื่อและกระแส กลับต้องมาสั่นคลอนจากการสร้างกระแส การสร้างภาพ และแรงกดดันของกฎหมู่มากกว่าตัวกฎหมาย ส่งผลให้สังคมโดยรวมเกิดความระส่ำระสาย

ทุกสิ่งผูกมัดกันเป็นหนึ่ง : It's a Nexus

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม แม้จะถูกแยกพูดถึง แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถแยกออกจากกันได้โดยสิ้นเชิง ทั้งสามปัจจัยต่างมีผลกระทบซึ่งกันและกัน และส่งผลต่อภาพรวมโดยตรงกับการพัฒนาประเทศ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุคถดถอยและตกอยู่ในสภาวะ "กบต้ม" มาตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน

ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวล้วนมีปัจจัยมาจากปัญหายาเสพติด การขาดแคลนงานและรายได้ ทั้งๆ ที่ภาคแรงงานยังขาดแคลน ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ปัญหาผลผลิตต่อหัว ตลอดจนปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการบริหารจัดการที่เชื่องช้าและไร้ความปรานีของระบบราชการ ที่มุ่งยึดถืออำนาจมากกว่าการให้บริการ ส่งผลให้ประชาชนและรัฐบาลขาดการเชื่อมต่อกันมาอย่างยาวนาน

เมื่อระบบราชการไทยต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธา จึงเกิดแรงต้านในการลงทุน ยิ่งระบบราชการมุ่งแสวงหาอำนาจและเน้นแต่การใช้งบประมาณมากกว่าการบริหารงาน ก็ยิ่งทำให้สังคมขาดความเป็นเอกภาพ หรือขาด OKRs (Objective and Key Results ตามทฤษฎีการบริหารองค์กร) การเชื่อมต่อและความเป็นเอกภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อสถานะของประเทศ การที่ประชาชน ภาคเอกชน และรัฐบาลต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนเพื่อสร้างอนาคตที่ดี ถือเป็นศาสตร์สำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยมีจุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดคือ "ภาวะผู้นำ"

ตามทฤษฎีรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ระบบราชการและรัฐบาลมีบทบาทมากกว่าแค่การใช้จ่ายงบประมาณ แต่ยังรวมถึงการออกกฎระเบียบ การบังคับใช้กฎหมาย และการให้บริการประชาชน การใช้งบประมาณเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งตามทฤษฎีของเคนส์ (Keynesian Theory) ในการกระตุ้นเศรษฐกิจยามที่เอกชนประสบปัญหา แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของระบบราชการ

ทว่าในปัจจุบัน งบประมาณกลับกลายเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างของระบบราชการ ค่าใช้จ่ายประจำและค่าใช้จ่ายลงทุนพันกันนัวเนียจนไม่รู้ว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร และข้าราชการหลายแสนคนทำหน้าที่อะไร ตัวชี้วัด (KPI) หลักของแต่ละองค์กรก็มุ่งเน้นแต่น้ำหนักเรื่องการใช้งบประมาณให้ตรงเวลาและใช้ให้หมดโดยเร็ว ปัญหาของวิธีการนี้คือ ทำให้เกิดการใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ส่วนตน และแย่งชิงผลผลิตและการแข่งขันไปจากภาคเอกชน เกิดการแทรกแซงตลาดโดยไม่จำเป็น และเป็นการเพิ่มภาระภาษีให้กับประชาชนและเอกชน โดยไม่ได้คำนึงถึงกลไกและความยั่งยืนของตลาด

ตอนหน้า (ตอนจบ) : จากการวินิจฉัยปัญหาสู่ "สิ่งที่ควรจะเป็น"  ข้อเสนอออกแบบอนาคตประเทศไทยใน 3 มิติ ทั้งเศรษฐกิจยุค Data Center และ AI การฟื้นฟูสถาบันครอบครัว และการปฏิรูประบบราชการ