
บาดเจ็บระหว่างผ่านประตู MRT ความบกพร่องของระบบ หรือ ความประมาทของผู้ใช้บริการ?
บาดเจ็บระหว่างผ่านประตู MRT ความบกพร่องของระบบ หรือ ความประมาทของผู้ใช้บริการ? : คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย…นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4227
KEY
POINTS
- เกิดเหตุผู้สูงอายุพร้อมสัมภาระจำนวนมากได้รับบาดเจ็บกระดูกสะโพกหัก ขณะเดินผ่านประตูอัตโนมัติของรถไฟฟ้า MRT
- ผู้บาดเจ็บยื่นฟ้องผู้ให้บริการ โดยอ้างว่าเป็นความบกพร่องของระบบและเจ้าหน้าที่ที่ไม่อำนวยความสะดวก
- ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง โดยชี้ว่า อุบัติเหตุเกิดจากความประมาทของผู้ใช้บริการเอง ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติ
- ศาลให้เหตุผลว่า MRT ได้จัดเตรียม "ประตูพิเศษ" และมีป้ายคำแนะนำสำหรับผู้สูงอายุและผู้มีสัมภาระมากไว้แล้ว จึงไม่ถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่
“กรุณายกกระเป๋าหรือสัมภาระให้สูงพ้นขอบประตูขณะเดินผ่าน เด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา คนพิการ ผู้โดยสารที่มีสัมภาระหรือกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ และผู้โดยสารที่เดินทางมาพร้อมจักรยาน โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่จำหน่ายตั๋วเพื่อใช้ประตูพิเศษ”
ป้ายแสดงข้อควรปฏิบัติในการใช้บริการระบบรถไฟฟ้ามหานครอย่างปลอดภัย ที่หลายคนอาจเคยเห็นผ่านตา แต่ทว่าในเวลาเร่งรีบที่ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าจำนวนมาก ต่างพากันเดินผ่านประตูเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ เพื่อจะเดินทางไปยังจุดหมาย ก็อาจหลงลืมข้อควรปฏิบัติดังกล่าว หรือ อาจรีบจนไม่ทันได้หยุดอ่านข้อความที่อยู่ในป้าย หรืออาจประมาทคิดว่าสัมภาระที่ถือมานั้น สามารถผ่านประตูอัตโนมัติได้ จนลืมไปว่ารถไฟฟ้ามี “ประตูพิเศษ” ด้วย
มีประเด็นชวนคิดว่า เมื่อผู้โดยสารซึ่งเป็นผู้สูงอายุเดินผ่านประตูเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ แล้วเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากถือสัมภาระมาก ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อบุคคลดังกล่าว หรือไม่ เพราะเหตุใด ?
เรื่องราวของคดีมีอยู่ว่า ... บริษัท ร. เป็นผู้รับสัมปทานให้ดำเนินกิจการรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) สายเฉลิมรัชมงคล (สายหัวลำโพง – ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ – บางซื่อ) จากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย โดยในวันหนึ่งผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ได้เข้าใช้บริการรถไฟฟ้าสายดังกล่าว ณ สถานีพระราม 9 โดยมีกระเป๋าสัมภาระติดตัวจำนวน 2 ใบ คล้องแขนทั้งซ้ายและขวา และสะพายกระเป๋าที่ไหล่ซ้ายอีก 1 ใบ
ขณะที่ผู้ฟ้องคดีได้ใช้บัตรโดยสารแตะที่ช่องประตูเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ เมื่อแผ่นกั้นประตูเปิดออก ผู้ฟ้องคดีก้าวเท้าเดินผ่านโดยขาซ้ายผ่านแผ่นกั้นช่องประตูอัตโนมัติแล้ว แต่ได้ทรุดตัวลงในช่องประตูดังกล่าว และไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้
พนักงานจึงได้เข้าช่วยเหลือ พร้อมกับประสานส่งตัวผู้ฟ้องคดีไปยังโรงพยาบาล โดยผลการตรวจพบว่า ผู้ฟ้องคดีกระดูกต้นขาขวาส่วนสะโพกหัก และได้เข้ารับการผ่าตัดในเวลาต่อมา
หลังจากนั้น สามีของผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และได้รับแจ้งว่า บริษัท ร. จะชดเชยเฉพาะกรณีที่เกิดจากอุปกรณ์ชำรุด หรือ ทำงานบกพร่องเท่านั้น ซึ่งอุบัติเหตุในกรณีนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุดังกล่าว
ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วย โดยเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สูงอายุ แต่ขณะใช้บริการกลับไม่มีพนักงานคอยให้คําแนะนําหรืออํานวยความสะดวก จึงต้องเดินผ่านช่องประตูสําหรับบุคคลทั่วไป และมีระยะเวลาในการเปิดและปิดประตูที่รวดเร็วมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากความบกพร่องของการกําหนดมาตรการ หรือการปฏิบัติงานของพนักงาน จึงยื่นฟ้องบริษัท ร. และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ ที่ 2 ตามลำดับ) ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ตน
คดีมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี หรือไม่ ?
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าใช้บริการสถานีรถไฟฟ้า โดยให้ผู้โดยสารสามารถเลือกผ่านประตูได้สองช่องทาง คือ ทางประตูอัตโนมัติและทางประตูบานเปิด (ประตูพิเศษ) ซึ่งอยู่ในตำแหน่งถัดไปจากประตูอัตโนมัติ ติดกับห้องออกบัตรโดยสาร รวมทั้งได้จัดให้มีป้ายแสดงข้อควรปฏิบัติการใช้ประตูอัตโนมัติไว้ที่ด้านหน้าก่อนทางเข้าประตู
โดยระบุข้อความว่า “กรุณายกกระเป๋าหรือสัมภาระให้สูงพ้นขอบประตูขณะเดินผ่าน สตรีมีครรภ์ ผู้พิการ คนชรา รถเข็นเด็ก โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่” เผยแพร่และปิดประกาศไว้ในบริเวณสถานีรถไฟฟ้า เพื่อให้บุคคลดังกล่าวสามารถร้องขอต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้เปิดใช้ประตูบานเปิดได้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 59 และมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543
ประกอบกับข้อ 2 ของกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยความปลอดภัยในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน การรักษาความสงบเรียบร้อย ความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในเขตระบบรถไฟฟ้า พ.ศ. 2547 แล้ว จึงมิได้เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
นอกจากนี้ การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใช้บริการรถไฟฟ้ามหานคร ซึ่งเป็นเขตระบบรถไฟฟ้า ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ตลอดจนคำแนะนำและคำตักเตือนของเจ้าหน้าที่
อีกทั้ง ผู้ฟ้องคดีมีสัมภาระจำนวนมาก ย่อมไม่สามารถยกให้ผ่านพ้นขอบประตูได้ จึงควรเลือกเข้าใช้บริการสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ผ่านทางประตูบานเปิดตามข้อควรปฏิบัติการใช้ประตูอัตโนมัติ โดยการติดต่อเจ้าหน้าที่ให้เปิดประตูบานเปิดให้แก่ผู้ฟ้องคดี
เมื่อผู้ฟ้องคดีได้พยายามที่จะเดินผ่านช่องประตูเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติทั้งที่มีสัมภาระมากเกินกว่าที่จะเดินผ่านช่องทางดังกล่าวได้โดยสะดวก จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ฟ้องคดี ที่มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยการใช้ประตูอัตโนมัติ
อุบัติเหตุดังกล่าว จึงมิใช่เกิดจากความบกพร่องของระบบเปิดปิดของประตูอัตโนมัติ และมาตรการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุของระบบรถไฟฟ้ามหานคร
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ที่ยกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ.15/2569)
สรุปได้ว่า ...แม้การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าใช้บริการรถไฟฟ้าจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานผู้ให้บริการ แต่ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำ ข้อควรปฏิบัติและมาตรการด้านความปลอดภัยที่ผู้ให้บริการกำหนดไว้ด้วยเช่นกัน
เมื่อหน่วยงานได้จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและช่องทางช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีสัมภาระจำนวนมากไว้อย่างเหมาะสมแล้ว
การไม่ปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติดังกล่าว อาจทำให้ผู้ใช้บริการต้องรับผลจากความประมาทของตนเองได้
ดังเช่นในคดีอุทาหรณ์นี้ที่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า อุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของระบบประตูอัตโนมัติ หรือการละเลยมาตรการความปลอดภัยของผู้ให้บริการ แต่เกิดจากการที่ผู้ใช้บริการไม่ปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย
ดังนั้น ก่อนเข้าใช้บริการในสถานีรถไฟฟ้า รวมถึงระบบขนส่งใด ๆ ผู้ใช้บริการควรสังเกตป้ายคำแนะนำและเลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสม เพียง “หยุดอ่าน” ก่อน “ก้าวเดิน” ก็สามารถช่วยป้องกันอุบัติเหตุ ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นได้ ... นั่นเองครับ !
(ปรึกษาการฟ้องคดีปกครองได้ที่ “สายด่วนศาลปกครอง 1355”)
คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย…นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4227







