thansettakij
thansettakij
ไร่องุ่น ณ กานดา

ไร่องุ่น ณ กานดา

08 พ.ค. 69 | 20:30 น.
อัปเดตล่าสุด :08 พ.ค. 69 | 20:42 น.

ไร่องุ่น ณ กานดา: เส้นทางกาญจนบุรีสู่ไร่องุ่น ร้านอาหาร และขุมทรัพย์วัฒนธรรมท่ามกลางธรรมชาติและรสชาติพื้นถิ่นอย่างมีชีวิตชีวา คอลัมน์ อิ่ม_โอชาฯ โดย Joie de La Cuisine

KEY

POINTS

  • การเดินทางไปกาญจนบุรีสะดวกขึ้นมากจากมอเตอร์เวย์ M81 ทำให้พื้นที่เชื่อมต่อและพัฒนาเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวรวดเร็วขึ้น
  • ไร่องุ่น ณ กานดา เป็นทั้งร้านอาหารและไร่องุ่นที่ผสานบรรยากาศธรรมชาติ โฮมมี่ และเมนูหลากหลายจากหลายภูมิภาคไทย
  • สถานที่นี้ยังเป็นพื้นที่กิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่มี “อาเรวัช” มาเป็นจุดดึงดูด สร้างสีสันจากการไลฟ์และการเล่าเรื่องประสบการณ์ชีวิตของผู้คนที่แวะมาเยือน

กาญจนบุรีสมัยนี้ไปมาสะดวกเหลือหลาย ใช้มอเตอร์เวย์พิเศษหมายเลขเอ็ม 81 ออกทางบางใหญ่จ่ายเงินค่าผ่านทาง 150 บาทก็สามารถลงปลายทางที่จังหวัดกาญจนบุรีได้ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงนิดๆ

ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่ไปเมืองกาญจน์ทีนึงจากกรุงเทพจะต้องผ่านตลิ่งชันไปทางศาลายาเข้าเขตนครชัยศรี ไปนครปฐมแล้วจึงตรงไปเลี้ยวเข้าบ้านโป่งถึงเขตราชบุรีค่อยหักออกไปทางเมืองกาญจน์( ค่อนข้างอ้อมและทางแคบ ทำความเร็วได้ลำบาก) รัศมีทางของทางด่วนเส้นนี้มีพิสัยทำการไปถึงเขตอำเภอพนมทวนของจังหวัดกาญจนบุรีโน่นและบนแผนการใหญ่ในเชิงสาธารณูปโภค อินฟราสตรั้กเจอร์กำหนดเอาไว้ว่าแผนที่โครงข่ายเส้นทางทั้งหมดจะไปทะลุถึงเขตประเทศพม่าสามารถตัดเข้าเมืองทวายที่มีท่าเรือน้ำลึกฝ่ายอันดามันได้โดยสะดวกรวดเร็ว ภายใต้แผนการนี้ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเรื่อยๆ ชะรอยกาญจนบุรีจะต้องเปลี่ยนโฉมจากคำพูดที่ว่าเป็นเมืองชายแดนหรือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีเศรษฐกิจการท่องเที่ยวขนาดเล็กและค่อนข้างปิดกลับกลายเป็นเมืองเปิด จนกลายเป็นเมืองศูนย์กลางคุมหัวใจทางเศรษฐกิจด่านตะวันตกต่อในลำดับต่อไป

ไร่องุ่น ณ กานดา

ที่กลางเมืองใหม่กาญจนบุรีเริ่มมีศูนย์กลางแห่งความคึกคักดีมากขึ้น ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆอย่างโรบินสันไปเปิดตัวมาพักหนึ่งแล้วโรงแรมที่พักซึ่งเป็นเชน โฮเต็ลมียี่ห้อกะทัดรัดอย่าง Hop Inn ก็ไปเปิดมีเจ้าค้าปลีกค้าส่งอย่างไทวัสดุมาให้บริการ สนับสนุนการขยายตัวของงานก่อสร้างทั้งเล็กใหญ่

ฝ่ายทางราชการก็ทำวงเวียนที่มีไฮเวย์ไขว้ไปไขว้มาเพื่อให้การค้าการเดินทางการขนส่งเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยที่ว่าข้างในพื้นที่โซนดังกล่าวนี้ยังมีเขตพักอาศัยที่ท่านเจ้าของพัฒนาให้กลายเป็นไร่องุ่นและร้านอาหารแบบพื้นบ้าน นำเสนอบริการอาหารอร่อยรสชาติตรงไปตรงมาอย่างว่าจำลองคาแรกเตอร์ของท่านเจ้าของมาให้อย่างตรงเผง ตั้งอยู่ มีกลิ่นอายของบ้านอย่างที่เรียกว่า โฮมมี่ และมีความสดใสอย่างว่าเป็นพื้นที่ประสมกลิ่นอายอาหารเมืองเหนือเชียงใหม่ อาหารใต้ และกับข้าวเมืองกาญจน์ ผ่านเมนูอาหารเข้ามาพร้อมกัน

พลตำรวจโท เรวัช กลิ่นเกษร ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เคยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี

ไร่องุ่น ณ กานดา

มาก่อน ตลอดเส้นทางในชีวิตราชการที่เด็ดเดี่ยวโลดโผนมีความชำนาญพื้นที่ฝ่ายตะวันตกทั้งราชบุรี กาญจนบุรีประจวบคีรีขันธ์เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นนักนิยมท่องป่าดงพงไพรอย่างเข้าสายเลือด โดยเฉพาะในเวลาว่างจากทำงานปราบปรามผู้ร้าย (ซึ่งบริหารสถานการณ์ได้อย่างเด็ดขาด) บุรุษลือนามผู้นี้ จึงเป็นที่นิยมเป็นไอดอลของผู้คนส่วนมากโดยเฉพาะเหล่าวัยรุ่นที่นับถือศรัทธาในฝีมือลุยงานกลางแจ้งและการออกปะทะปราบปรามเหล่าร้ายโดยไม่มีกลัวเปลืองตัว

ทั้งยังโอบอ้อมอารีมีความสมบุกสมบันไม่เหลาะแหละ เป็นที่น่าสนิทติดตามของบรรดาแฟนคลับเอฟซีถึงขนาดขนานนามกันอย่างเป็นกันเองว่า อาเรวัช หรือ คุณอาเพราะว่าท่านให้ความเอ็นดูผู้อ่อนอาวุโสกว่าอย่างญาติมิตร ให้คำแนะนำบอกกล่าวเทคนิคการดำเนินชีวิตผ่านเรื่องเล่าจริงตามสถานการณ์แหลมคมและประสบการณ์โชกโชนลงในช่องทางโซเชียลมีเดียแพลทฟอร์มต่างๆอย่างตรงไปตรงมาไม่สงวนตัวให้ต้องตีความ

ที่ไร่องุ่น ณ กานดาแห่งนี้ ‘อาเรวัช’ ของแฟนคลับ หลายคราวและหลายที ท่านมักจะมานั่งไลฟ์สดถ่ายทอดมุมมองต่อเกมส์ชีวิตและเรื่องราวประสบการณ์หลากหลายอยู่ที่ในห้องอาหารของทางร้านบ้าง อยู่ที่ในดงร่มเงาต้นองุ่นของในไร่บ้างเป็นที่น่าสนใจตื่นเต้นน่าติดตามทั้งในเรื่องการใช้ชีวิต ในเรื่องการท่องเที่ยว ในเรื่องมุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองหรือข่าวสารแง่มุมต่างๆ เพราะตัวท่านนั้นเคยรักษาการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลมาก่อนการข่าวการอะไรต่างๆท่านรอบรู้กว้างขวางและเป็นตัวอย่างของคนที่ทำงานโดยสัมผัสกับเนื้องานจริง สอนงานจริง มีใจเป็นผู้นำออกรับแทนลูกน้องให้ความคุ้มครองคนที่ตั้งใจทำงาน อยู่เสมอ

ไร่องุ่น ณ กานดา

เมนูอาหารของทางร้าน ณ กานดา ที่คุณอานั่งอยู่นี้มีหลากหลาย ทั้งไทยทั้งฝรั่ง อาหารเหนือ อาหารเมืองกาญจน์ ส่วนขนมของหวานมีโซนต่างหาก ทั้งกาแฟทั้งเค้กทั้งผลิตภัณฑ์ ผักสด ผลไม้ จากไร่ มีไปยันพระเครื่อง ของป่าอย่างน้ำผึ้ง และมีดเดินป่า วัตถุมงคล แฟนคลับรุ่นเล็ก อย่าง มาร์ค นิธิพล, แม็กซ์ วราวุฒิ, โอ๊ต สุทัศน์ มุ่งหน้าไปรับประทานและขออนุญาตเขียนรีวิวมาบรรณาการคุณผู้อ่าน … ดังนี้…“ขออนุญาตกราบสวัสดีคุณผู้อ่านและกราบสวัสดีคุณอาเรวัชที่เคารพรักครับพวกผมติดตามมารับประทานชิมอาหารอร่อยๆ ณ “ไร่องุ่น ณ กานดา” รู้สึกว่าได้สัมผัสรสชาติกับข้าวพื้นบ้านที่เรียบง่าย และเมนูพื้นถิ่นจากวัตถุดิบท้องที่แห่งกาญจนบุรี มีความสุขมากครับ

หากการเดินทางคือการตามหาความหมายของชีวิต วันนี้พวกผมเดินทางมาเข้าพื้นที่ตรงบริเวณแก่งเสี้ยน เพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินการวิสาหกิจเพื่อสังคมเกี่ยวกับการจัดทำโครงสร้างพื้นที่นิเวศน์สีเขียวอย่างยิ่ง (Super Green Technology Application) ในการจัดการ แปรสภาพของเหลือใช้_wasteให้กลายเป็น พลังงานทางเลือก

หลังจากขับรถฟอร์จูนเนอร์สี่ล้อลุยเข้าไปในดงต้นเล็บเหยี่ยวเกี่ยวขูดกระโดกกระเดก ท่ามกลางภูมิประเทศที่อากาศร้อนมากถึง 45องศาเซลเซียสไม่มีถนนลาดยางมีแต่หนทางของวัวชาวบ้านที่เดินกันลุ่มลุ่มดอนดอนกว่าจะหลุดออกมาได้ก็นึกถึงคุณอาทันทีเลยว่าเราไม่ได้เตรียมน้ำดื่มใส่รถไปด้วยเพื่อดับกระหายคิดว่าอะไรๆในเมืองไทยมีร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้ทุกมุมเมือง ถ้ามีสตางค์ติดกระเป๋าไว้ก็ใช้ได้แต่ในสถานการณ์เช่นนี้หากว่ารถติดหล่มอยู่เพียงนิดเดียวผู้ที่จะต้องตกที่นั่งลำบาก จากการไม่มีน้ำกินจะมีมากถึงสี่คนแล้วจะเดินออกมาหาแหล่งน้ำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย 55

ท้ายสุด เมื่อพ้นเขตธุระกันดารมาแล้วการได้หยุดพักเพื่อได้รับไอเย็นและกินอาหารดีๆ สักมื้อ ที่ในอำเภอเมืองกาญจนบุรี ก็เป็นที่เป้าหมายของพวกผม ซึ่ง ที่ไร่องุ่น ณ กานดา แห่งนี้ ก็เปรียบเสมือนการค้นพบขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่ซ่อนตัวอยู่ในบรรยากาศอันเงียบสงบ ร้านอาหารของครอบครัวคุณอา พวกผมมองว่าไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ฝากท้องกินอิ่ม แต่มันคือ พื้นที่แห่ง “นิทรรศการอาหาร” ที่ได้รวบรวมเอาอัตลักษณ์ของรสชาติท้องถิ่นดั้งเดิมมานำเสนอได้อย่างมีมิติ จนเราต้องขอพาทุกท่านไปสัมผัสรายละเอียดของมื้ออาหารที่น่าประทับใจมื้อนี้ โดยเริ่มจากประสบการณ์ สัมผัสแรก คือ บรรยากาศและการต้อนรับ เพียงก้าวแรกที่สัมผัสเขตพื้นที่ของร้าน กลิ่นอายของธรรมชาติและความอบอุ่นลอยมาครอบคลุมตัวเรา เพราะความร่มรื่น และ บรรดาต้นองุ่นริมลานจอดรถ ทำหน้าที่ให้การต้อนรับอันสงบเรียบง่ายแต่จริงใจทำให้เรารู้สึกเหมือนมาทานข้าวบ้านญาติผู้ใหญ่ใจดี ระหว่างซึมซับบรรยากาศเพียงชั่วครู่ก็ถึงโต๊ะเก้าอี้ที่นั่ง ทีมงานทางร้านมาพร้อมรายการเมนูอาหารมากมายมาครบจบทุกอัตลักษณ์แต่ละภูมิภาค ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ก็อย่างที่เรียนล่ะครับว่านี่คือนิทรรศการชัดๆ

จึงเริ่มสั่งรายการต่างๆ เริ่มอุ่นเครื่องด้วย “ออเดิร์ฟเมือง” ชุดออร์เดิร์ฟของที่นี่ไม่ใช่แค่การจัดวางเครื่องเคียง แต่ดูเหมือนเป็นการนำเสนอศิลปะแห่งรสชาติที่ตัดกันอย่างลงตัว น้ำพริกหนุ่ม สีเขียวหม่นที่ดูเรียบง่าย แต่เมื่อตักเข้าปากก็ระเบิดความหอมของพริกหนุ่ม มีรสชาติเข้มข้นถึงใจแต่ไม่เผ็ดโดดจนเกินไป รับประทานกับผักต้ม แบบธรรมชาติ และแคบหมู ไม่เพียงแค่นั้นในชุดยังจัดมาพร้อมสิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาอย่าง “น้ำพริกอ่อง” สีส้มอมแดงสดใสที่ส่งกลิ่นหอมเปรี้ยวละมุนของมะเขือเทศสุกและปวงพริกลอยขึ้นมาแตะจมูก น้ำพริกอ่องในจานนี้คือบทพิสูจน์ของความกลมกล่อมที่ลงตัว เนื้อหมูสับละเอียดโดนผัดกึ่งเคี่ยวมากับเครื่องเทศน้ำพริกจนเข้าเนื้อ ให้รสสัมผัสที่ข้นกำลังดี ไม่แห้งเกินไปและไม่มันเยิ้ม ทานคู่กับ ไส้อั่วสมุนไพรย่างมาหอมกรุ่นหั่นบางๆ ยิ่ง ทานคู่กับแคบหมูยิ่งกรอบสนั่นอยู่ภายในปากและผักสดที่ยังคงความหวานตามธรรมชาติ เป็นการเปิดต่อมรับรสได้อย่างดีเยี่ยม ก่อนจะตามมาด้วย “ปลาสร้อยแดดเดียว” ที่เป็นนิทรรศการปลาน้ำจืดท้องถิ่นของจังหวัด 55

ทางร้านทอดมาจนเหลืองทอง กรอบนอกนุ่มในรับประทานได้ทั้งตัว เหมาะกับเคี้ยวดื้อดื้อกับข้าวสวย เป็นความเรียบง่ายที่แย่งซีนได้อย่างน่าประทับใจ

หลังจากเปิดฉากความอร่อยได้ไม่นานสำรับหลักเริ่มทยอยวางลงบนโต๊ะหมายเลข 3 ความตระการตาไม่ได้อยู่ที่การจัดตกแต่งที่ฟุ่มเฟือย แต่อยู่ที่ “กลิ่น” อันทรงพลังที่โชยมาปะทะจมูก เริ่มจาก “แกงฮังเล” ที่ทางร้านเลือกใช้เนื้อหมูที่คัดสรรส่วนติดมันเล็กน้อยถูกเคี่ยวจนชั้นไขมันละลายลงเป็นเนื้อเดียวกับน้ำแกงสีเข้มข้ม

ขิงซอยที่โรยหน้ามามอบความเผ็ดร้อนสดชื่น ตัดกับรสเปรี้ยวละมุนของมะขามเปียกและกลิ่นอายของผงฮังเลที่หอมลุ่มลึก ทุกคำที่ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ คือนิยามของความสุขที่เรียบง่ายแต่หาตัวจับยาก_พูดแล้วเขิน

แต่พวกผมเห็นว่า ยังมีจานหนึ่งที่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมบำบัดและสีสันอันสดชื่นของพืชพรรณ นั่นคือ “แกงแคอกไก่” แกงถ้วยนี้เปรียบเสมือนสวนสมุนไพรขนาดย่อมที่ถูกย่อส่วนลงมาไว้ในชามเดียว น้ำแกงที่ไม่ใส่กะทิแต่กลับมีความนัวลึกจากเครื่องแกงที่โขลกเอง ผสานกับความหวานที่ได้จากผักนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นชะอมที่ส่งกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ใบชะพลูที่มอบความเผ็ดร้อนจางๆ และถั่วฝักยาวที่ให้ความกรุบกรอบ กับบวบหวาน ความพิเศษที่ต้องยกนิ้วให้คือการเลือกใช้ “อกไก่” ที่ปรุงออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะปกติแล้วอกไก่ต้มเคี่ยวในแกงมักจะแห้งและกระด้าง แต่ที่ ไร่องุ่น ณ กานดา เนื้ออกไก่กลับมีความนุ่มนวล ซึมซับน้ำแกงสมุนไพรเข้าไปในทุกอณูเนื้ออย่างทั่วถึง เป็นจานที่ให้สัมผัสเบาสบายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทุกช้อนที่ซดน้ำแกงร้อนๆ จะรู้สึกถึงความเผ็ดร้อนอ่อนๆ ที่ค่อยๆ กระจายทั่วลำคอ ช่วยขับลมและสร้างความสดชื่นได้อย่างประหลาด เป็นเมนูที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหาความอร่อยที่มาพร้อมกับการดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง

ผู้ใหญ่ที่เป็นชาวเหนือท่าน เล่าว่าคำว่าแคอันนี้หมายถึงว่าชะพลูหรือใบชะพลูนำหรือใบชะพลูนำมาแกง เป็นแกงที่มีเอกลักษณ์ของทางเหนือและมักจะต้องปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าอย่างดีจึงจะอร่อยสมใจ

ขยับมาที่จานที่ให้ความรู้สึกกึ่งพื้นบ้านกึ่งประณีตศิลป์อย่าง “หลนเต้าเจี้ยวกุ้งและหมูสับ” จานนี้ พวกผมว่าคือบทพิสูจน์ของการปรุงกะทิ หัวกะทิสดที่เคี่ยวจนแตกมันน้อยๆ ผสานกับความเค็มหอมของเต้าเจี้ยวดีๆ ความหวานของเนื้อกุ้งสดและหมูสับ มันจะสอดรับกับความกรอบของผักสดแกล้มที่เสิร์ฟมาเคียงข้าง ไม่ว่าจะเป็นขมิ้นขาวที่ให้กลิ่นหอมสะอาด หรือถั่วฝักยาวที่เคี้ยวแล้วให้เสียง “กรวบ” แสดงถึงความกรอบและความสดใหม่จากไร่ อันนี้เห็นว่ารับประทานกับข้าวก็อร่อยดีแต่ถ้าว่าเอาตัวกราดลงไปบนแกงโฮะ ก็ยิ่งอร่อย

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ทำเอาพวกเราหยุดวางช้อนไม่ได้คือ “แกงส้มไหลบัวกุ้งสด” ความน่าประทับใจอยู่ที่ตัวไหลบัวที่เลือกใช้เพียงส่วนที่อ่อนกำลังดี เมื่อกัดลงไป น้ำแกงส้มรสจัดจ้านที่เขาไปซึมซาบอยู่ในรูพรุนของไหลบัวจะพุ่งกระจายเต็มปาก รสเปรี้ยวนำที่กลมกล่อมตามด้วยความเผ็ดร้อนเพียงปลายลิ้น ช่วยล้างความเลี่ยนและกระตุ้นให้มื้ออาหารดำเนินไปอย่างมีจังหวะ เขาว่ากันว่าไหลนั้นไม่ใช่รากเป็นคนละส่วนกันเป็นของที่ทำกินยากเพราะต้องนำขึ้นมาทำความสะอาดแต่ก็คุ้มค่าในการลงมือเพื่อที่จะได้รับประทานตัวมัน

ต่อกันที่ “ปลาทับทิมทอดขมิ้น” ที่ไม่ใช่แค่การทอดปลาทั่วไป แต่เป็นการนำชิ้นปลาทับทิมสดเนื้อแน่นมาคลุกเคล้ากับขมิ้นชันแบบทางใต้และกระเทียมไทยโขลกหยาบๆ ปรุงรสด้วยน้ำปลา เจ้าเนื้อปลาทับทิมนี้เมื่อลงไปแหวกว่ายในน้ำมันร้อนจนได้ที่ หนังปลากลายเป็นเกราะสีทองที่หอมกรุ่นกรอบมัน แต่เนื้อในยังคงความชุ่มฉ่ำ ไม่แห้งกระด้าง เป็นเมนูที่เรียกได้ว่า “ถึงเครื่อง” อย่างแท้จริง รับประทานเล่นเล่นก็อร่อยรับประทานเป็นกับข้าวก็ยิ่งอร่อยครับ

นอกจากนี้ยังมีเมนูสำคัญอย่าง “แกงโฮะ” หรือเรียกว่า “แกงโฮ๊ะ” ที่มองดูแล้วท่าทางจะเป็นงานศิลปะของการนำวัตถุดิบหลากชนิดมาคั่ว

จนแห้งเข้าเนื้อของทางเมืองเหนือ พวกผมรู้สึกว่า ให้รสชาติที่ซับซ้อนในทุกคำที่ตักรับประทาน ในตอนแรกพวกผมคิดว่ามะเขือพวงจะต้องขมแต่เมื่อเข้าไปอยู่ในแกงโฮ๊ะแล้วใส่วุ้นเส้นแล้วกลับกินได้รสอมหวาน และเคี้ยวได้กรอบเหนียว กลายเป็นความอร่อยที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ยิ่งเมื่อได้ราด เต้าเจี้ยวหลนสีขาวลงไปก่อนส่งเข้าปากก็ยิ่งจะอร่อยมากครับ พวกผู้ใหญ่เล่าว่าแกงโฮ๊ะจะต้องเริ่มต้นจากแกงเขียวหวานก่อน จากนั้นมีอะไรก็จึงใส่เติมเข้าไปตามสูตรขาดไม่ได้ก็จะจะต้องมีวุ้นเส้นและมะเขือพวงเป็นองค์ประกอบ

ไร่องุ่น ณ กานดา

เข้าใจว่า โฮะนี้มาจากคำว่าโละผิดถูกประการใดก็ ต้องขออภัยไว้ด้วยครับฟังมาว่าเวลาจัดงานบุญต่างๆแล้วมีกับข้าวหลายหลายอย่างถวายพระแล้วก็มีของคนด้วยเมื่อเสร็จงานแล้วเอาทุกอย่างที่มีมาโละรวมกันใส่เครื่องปรุงใหม่แล้วก็เครื่องเทศใหม่จะได้เป็นแกงที่มีรสชาติน่าพิศวงอันนี้ ส่วนท่านใดจะมองว่าพวกผมเหนื่อยมากินอะไรก็อร่อยก็ตามอาจจะเป็นจริงตามที่ว่าล่ะครับ แต่ว่าอย่างน้อยผมคิดว่ากับข้าวของทางร้านนั้นทำไว้อร่อยจริงๆส่วนพวกสเต็ก หรืออาหารจานเดียวแบบฝรั่งพวกผมไม่มีจังหวะได้ลองชิมมานำเรียนคุณผู้อ่านแต่ดูจากภาพในเมนูแล้วน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

วันนี้มีลูกอะโวคาโดสดจากอำเภอทองผาภูมิมาส่งที่ร้าน ลูกโตมากครับของออสเตรเลียลูกเท่ากำปั้นแต่ของทองผาภูมิเท่ากำปั้นสองกำปั้นเลยทีเดียว บางโต๊ะรับประทานลูกอะโวคาโดปั่นใส่นมสดน้ำผึ้งแล้วก็น้ำแข็งบางโต๊ะก็รับประทานกาแฟแบบคาปูชีโน่บ้างแบบอเมริกาโน่บ้างเพราะว่ามีมุมเครื่องดื่มที่จัดทำไว้เป็นพิเศษพร้อมทั้งขนมเค้กและขนมอบแบบฝรั่งใหม่ใหม่อยู่ในตู้โชว์

พวกผมเลยคิดลองความ “คาปูชิโน่ร้อน” ซึ่งที่นี่ชงมาอย่างตั้งใจ ฟองนมหนานุ่มที่ลอยอยู่เหนือเอสเพรสโซ่รสเข้มข้น ภาษากวีคงว่าเปรียบเสมือนหมอกยามเช้าเหนือไร่องุ่น เมื่อยกขึ้นจิบ ความอุ่นของกาแฟถ้วยนี้ย่อมจะช่วยคลายความเข้มข้นของมื้อหนักที่เพิ่งผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกอิ่มเอมในอารมณ์ แต่…แต่… แต่…งานสุนทรียศาสตร์ปิดท้ายมื้ออาหารนั้น ถือกันว่าต้องมีความหวานที่มาช่วยปลอบประโลมใจ หลังจากผ่านสมรภูมิความอร่อยของของคาวไปแล้ว การได้ปิดท้ายด้วย “โรตีกล้วยหอม” คือการปิดม่านที่สวยงาม โดยแท้แป้งโรตีที่ถูกไฟอบมา จนเหลืองกรอบชั้นนอกแต่ข้างในยังมีความเหนียวนุ่มห่อหุ้มกล้วยหอมสุกงอมที่ส่งกลิ่นหอมหวานเมื่อโดนความร้อน เป็นความหวานที่ไม่ได้รุกราน แต่เป็นการโอบอุ้มรสชาติสุดท้ายของมื้ออาหารไว้ได้อย่างละเมียด (บรรยายให้หวานกว่าของหวานครับ)

ดังนี้แล้วพวกผมขออนุญาตสรุปว่า “ไร่องุ่น ณ กานดา” เป็นมากกว่าร้านอาหาร: การมาเยี่ยมร้านของครอบครัวคุณอาเรวัชในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเยี่ยมชมอุดหนุนร้านอาหารในไร่องุ่นระหว่างทาง แต่มันคือการได้ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศผ่านรสชาติอาหาร ได้ชมนิทรรศการเรื่องราวของการวัตถุดิบ ความเข้าใจในสมุนไพร ภูมิภาคต่างๆ และ

ความปรารถนาดีที่เจ้าของบ้านมีต่อผู้มาเยือน

หากหน้าหนังสือ พิมพ์ของฐานเศรษฐกิจหน้านี้เปรียบเสมือนแผนที่ พวกผมก็อยากขออนุญาตให้คุณผู้อ่าน กรุณาขีดเส้นใต้ชื่อ “ไร่องุ่น ณ กานดา” ไว้ให้หนาเชียวครับ เพราะที่นี่คือจุดหมายปลายทางที่คนรักความสงบ เรียบง่าย จะได้พบกับบรรยากาศ real real แท้ๆ ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง