
“อัศวินจิ๋ว” ความหวังใหม่ในการพิชิตมะเร็ง
“อัศวินจิ๋ว” ความหวังใหม่ในการพิชิตมะเร็ง คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- เทคโนโลยี FMT หรือการปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากอุจจาระ กำลังถูกพัฒนาเป็นแนวทางใหม่ในการช่วยรักษามะเร็ง โดยคัดเลือกและเพาะเลี้ยงแบคทีเรียที่ดีจนกลายเป็นจุลินทรีย์บริสุทธิ์ในรูปแคปซูล
- นักวิจัยค้นพบว่าจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด โดยช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น
- แม้คนทั่วไปยังมีอคติต่อแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับอุจจาระ แต่แนวทางนี้สะท้อนว่าอนาคตของการแพทย์อาจมุ่งสู่การฟื้นฟู “ระบบนิเวศในร่างกาย” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคมะเร็งได้สำเร็จ
อาทิตย์ที่ผ่านมา ดร.หวง จากไทเป ซึ่งเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีด้านตรวจเลือดเพื่อหา CTC (Circulating Tumor Cells) หรือ “เซลล์มะเร็งที่หลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือด” ได้แวะมาเยี่ยมเยือนผมที่บริษัท เราได้พูดคุยกันหลายเรื่องมาก ตั้งแต่เรื่องเครื่องมือทางการแพทย์รุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ในการดูแลรักษาผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง จนถึงวิธีการรักษามะเร็งคือ เรื่องการปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากอุจจาระ (Fecal Microbiota Transplantation: FMT) ที่ผมเคยไปดูงานที่เมืองฉางโจว ประเทศจีนมา ท่านบอกว่าเป็นแนวคิดใหม่ที่กำลังถูกจับตามอง เพราะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับการรักษามะเร็งนั่นเองครับ
ผมได้เล่าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวที่ผมได้ไปเห็นมาให้ท่านฟัง แต่ผมก็ยังเชื่อว่า ด้วยสังคมไทยเราที่ค่อนข้างจะเป็นสังคมที่มีแนวคิดว่าอุจจาระเป็นสิ่งปฏิกูล คงจะยังไม่สามารถยอมรับเทคโนโลยีนี้ได้ เพราะในสังคมไทยเรามอง เรื่องที่ชวน “อี๋”มีอยู่ไม่กี่เรื่องที่คนเรามักจะส่ายหน้าหนี และหนึ่งในนั้นก็คือ “อุจจาระ” หรือของเสียที่เราพยายามกดชักโครกทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เชื่อไหมว่า ในขณะที่เรากำลังปิดจมูกวิ่งหนี นักวิจัยระดับหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) และห้องแล็บล้ำสมัยในเมืองฉางโจวที่ผมไปดูมา กลับกำลังจ้องมองมันด้วยสายตาเป็นประกาย ราวกับเจอขุมทรัพย์ทองคำ! นี่ไม่ใช่เรื่องตลกในวงเหล้า แต่มันคือการปูทางสู่ “ยุคทอง” ของการแพทย์แม่นยำ(Precision Medicine) ที่กำลังจะเปลี่ยนอนาคตของผู้สูงอายุทั่วโลก
“อาจารย์ครับ ยานี้ผลิตมาจากอุนจิจริงๆเหรอครับ?” นี่คือคำถามยอดฮิตจากเหล่านักเทคนิคการแพทย์ที่ทำงานกับผมอยู่ อีกทั้งเขายังส่งสายตาไปยังเพื่อนๆนักเทคนิคการแพทย์คนอื่นๆ เมื่อได้ยินเรื่องการปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากอุจจาระ (Fecal Microbiota Transplantation หรือ FMT) ราวกับว่ารับไม่ได้ ถ้าจะให้ทานยาที่ผมเอาตัวอย่างมาให้ดู เหมือนจะบอกว่า ต่อให้ใช้คำศัพท์หรูหราสูงส่งแค่ไหน ในใจคนฟังมันก็คือการ “ให้ทานอุนจิ” แบบ Full Option อยู่ดี แม้แต่เด็กเทคนิคการแพทย์ ที่คลุกคลีอยู่กับหลอดทดลองทุกวันยังเบือนหน้าหนี แล้วคนทั่วไปจะเหลืออะไรล่ะครับ? แต่นี่แหละคือจุดที่ เป็น “อารมณ์ขันที่ขันไม่ออก” ถ้าต้องทำงานร่วมกับ “วิทยาศาสตร์” เพื่อกะเทาะเปลือกความสะอิดสะเอียนออก ให้เหลือแต่แก่นแท้ของความหวังครับ
ก่อนที่ท่านจะวิ่งไปอาเจียน ผมอยากให้ทุกท่านลองนึกภาพตามว่า ถ้าเขาสามารถเปลี่ยน “กองขยะ” ให้กลายเป็น “โรงงานผลิตยาระดับเทพ” ได้ล่ะ? ในเชิงวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ ดร. Gu นักวิจัยหญิงผู้เก่งกาจที่เชิญผมเดินทางไปดูงาน อุตส่าห์หอบเอาความรู้จากประเทศอังกฤษ มาพัฒนาต่อยอดที่มหาวิทยาลัยชิงหัวในจีนพยายามทำ ไม่ใช่การตักของเสียใส่ช้อน แล้วยื่นให้คนทานแบบสุ่มสี่สุ่มห้าครับ แต่มันคือ กระบวนการ “Re-branding” ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพราะเขาคัดเลือกเอาเฉพาะแบคทีเรียสายพันธุ์ “Super Hero” ที่แข็งแรงที่สุด จากคนที่มีสุขภาพดีระดับเหล็กไหล นำมาอาบน้ำแต่งตัว ผ่านกระบวนการทางห้องปฏิบัติการที่ซับซ้อน เพื่อสกัดเอาสิ่งที่ไม่ต้องการออกจนหมดสิ้น จากนั้นก็นำเอาแบคทีเรียที่ดีไปเพาะเลี้ยงในตู้คอนโทรลสุดไฮเทค จนได้เป็น “จุลินทรีย์บริสุทธิ์” (Pure Culture) ที่ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี และไม่มีหน้าตาเดิมเหลืออยู่เลย แล้วบรรจุลงในแคปซูลสวยงามที่ดูไม่ออกเลยว่า “บรรพบุรุษ” ของมันมาจากไหน
คำถามสำคัญคือ ทำไมเราต้องยอมทนฟังเรื่องชวนแหวะแบบนี้? คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในระบบภูมิคุ้มกันของผู้สูงอายุครับ เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ร่างกายก็จะเข้าสู่ “ภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อม หรือ Immunosenescence” เม็ดเลือดขาวที่เคยเป็นทหารกล้า กลับกลายเป็นคนแก่ขี้หลงขี้ลืม ปล่อยให้เซลล์มะเร็งแฝงตัวเติบโต เหมือนมอดที่กินไม้บ้านจนพัง ทีนี้ความลับที่นักวิจัยค้นพบก็คือ “กองบัญชาการภูมิคุ้มกัน” ของเราจริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่ไขกระดูกอย่างเดียว แต่อยู่ใน “ลำไส้” ถึง 70-80% เลยทีเดียวครับ
มีงานวิจัยระดับโลกที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science และ Nature หลายฉบับ ยืนยันว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่ตอบสนองต่อยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ได้ผลดีเยี่ยม จนมะเร็งหายขาด มักจะมีจุลินทรีย์ในลำไส้ที่ “หนาแน่นและหลากหลาย” กว่าคนทั่วไป ยาภูมิคุ้มกันบำบัดที่ว่าล้ำสมัยและแพงระยับนั้น แท้จริงแล้วมันทำงานไม่ได้เลย ถ้าไม่มี “กองทัพเสริม” ในลำไส้คอยส่งสัญญาณสนับสนุน เหมือนกับการมีปืนเลเซอร์ราคาแพง ไม่มีแบตเตอรี่ จุลินทรีย์เหล่านี้คือ “กระสุน” และ “พลังงาน” ที่จะไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวตื่นจากการหลับใหล แล้วลุกขึ้นมาไล่ล่าเซลล์มะเร็งอย่างบ้าคลั่งนั่นแหละครับ
ในเมืองฉางโจว ซึ่งห่างจากนานจิงเพียงชั่วโมงเดียว ห้องแล็บของ ดร. Gu ที่ผมไปเห็นมา ไม่ได้เป็นแค่ที่เพาะเชื้อ แต่มันคือ “ธนาคารอัศวินจิ๋ว” จุลินทรีย์ที่สกัดออกมานั้น ถูกนำมาทำให้แห้งด้วยความเย็นจัด (Freeze-dried) จนเป็นผงสีขาวบริสุทธิ์ เมื่อผู้สูงอายุทานเข้าไป แคปซูลจะเดินทางผ่านกรดในกระเพาะที่แสนอันตราย ไปแตกตัวในลำไส้ใหญ่จุดหมายปลายทาง และเริ่มทำหน้าที่ “Re-wilding” หรือการปลูกป่าในท้องขึ้นมาใหม่ ทันทีที่กองทัพอัศวินเหล่านี้ยึดพื้นที่ได้ พวกมันจะส่งสัญญาณเคมีไปเตือนระบบภูมิคุ้มกันว่า “ตื่นได้แล้ว! มีศัตรูบุก!” นี่คือเหตุผลที่การรักษามะเร็งในปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่การฉีดยาฆ่ามะเร็ง แต่คือการจัดการ “ระบบนิเวศ” ในร่างกายให้กลับมาเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง
แน่นอนว่ากำแพงทางจิตใจของคนไทยเรานั้น สูงยิ่งกว่ากำแพงเมืองจีนเสียอีก ยิ่งเป็นเด็กสายการแพทย์ที่รู้ที่มาที่ไป ยิ่งจินตนาการบรรเจิดไปถึงต้นกำเนิดของมัน จนกินข้าวไม่ลงเลยละครับ แต่เราอาจจะต้องบอกเขาว่า นี่คือ “อดีตอันขมขื่น” ของเจ้าจุลินทรีย์ ที่ผ่านการชำระบาปในหลอดทดลองมาแล้วจนบริสุทธิ์ผุดผ่อง การยอมรับความจริงข้อนี้ อาจจะยากในช่วงแรก แต่ถ้าเรามองผ่านความยึดติดในรูปธรรม แล้วมองไปที่ “รหัสพันธุกรรม” และ “ผลลัพธ์ในการรักษา” เราจะพบว่านี่คือปาฏิหาริย์ที่ธรรมชาติทิ้งไว้ให้เราในที่ที่คาดไม่ถึงที่สุด
สรุปแล้ว เรื่องของ ดร. Gu และเหล่าอัศวินจิ๋วจากฉางโจว กำลังบอกเราว่า สุขภาพดีไม่ได้มาจากยาเคมีเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะมาจากสมดุลของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เราเคยมองข้าม วันหนึ่งในอนาคต การทาน “แคปซูลจุลินทรีย์สกัด” อาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาพอๆ กับการทานวิตามินซีตอนเช้าก็เป็นไปได้ และเมื่อวันนั้นมาถึง เราอาจจะกลับมาขอบคุณ “ของเสีย” ที่เราเคยกดทิ้งไป ว่ามันคือสิ่งที่ช่วยต่อลมหายใจให้ผู้สูงอายุ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรอยยิ้มกลับมาอีกครั้ง
ดังนั้น ครั้งหน้าถ้าใครมาบอกคุณเรื่องเทคโนโลยีนี้ อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนีนะครับ ให้คิดเสียว่าเราไม่ได้กำลังยุ่งกับของเสีย แต่เรากำลัง “รีไซเคิลพลังชีวิต” จากระบบนิเวศที่สมบูรณ์ที่สุด กลับคืนสู่ร่างกายเราใหม่ และถ้าเด็กๆ ในห้องแล็บยังทำใจไม่ได้ ให้ลองใช้มุกประจำตัวของ ดร. Gu แล้วบอกพวกเขาไปว่า “นี่ไม่ใช่การกินอุนจินะ แต่นี่คือการทำ Re-branding ครั้งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ เพื่อให้เราชนะมะเร็งได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่ปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียวครับ !!!!”
งานวิจัยอ้างอิง:
- Gopalakrishnan, V., et al. (2018). Science. "Gut microbiome modulates response to anti–PD-1 immunotherapy in melanoma patients."
- Routy, B., et al. (2018). Science. "Gut microbiome influences efficacy of PD-1–based immunotherapy against epithelial tumors."
- Tanoue, T., et al. (2019). Nature. "A defined commensal consortium elicits CD8 T cells and anti-cancer immunity."







