
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ ภาคธุรกิจคิดอย่างไรกับการลงทุนในจีน (จบ)
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ ภาคธุรกิจคิดอย่างไรกับการลงทุนในจีน (จบ) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4199
KEY
POINTS
- ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทอเมริกัน (กว่า 90%) และบริษัทจีน (99%) ยืนยันว่าจะไม่แยกตัวออกจากตลาดจีน แม้จะมีความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศ
- ตลาดจีนยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะแหล่งรายได้และฐานการผลิตที่สมบูรณ์ ทำให้บริษัทต่างชาติไม่เพียงแต่จะไม่ถอนตัว แต่ยังมีแนวโน้มเพิ่มการลงทุนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
- แม้ธุรกิจจะคาดว่าความตึงเครียดจะเพิ่มขึ้น แต่ก็มีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ดีขึ้น และมีการปรับกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยง เช่น การขยายตลาดในจีนควบคู่ไปกับการหาตลาดใหม่ และการย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปยังประเทศอื่น
นับแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดี ดูเหมือนความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะขยายวงกว้างเมื่อสหรัฐฯ เริ่มเปิดหน้าใช้มาตรการกีดกันทางการค้า “สงครามการค้า 2.0” นับแต่เดือนเมษายน 2025
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ ดูจะลุ่มๆ ดอนๆ และมีแนวโน้มเสื่อมถอยลงในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการจับมือกับ อิสราเอลเปิดเกม “ตีกระทบชิ่ง” ผ่านการถล่มอิหร่าน จนเกิดคำถามว่าการ “แยกตัว” ระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ อย่างไร เราไปคุยกันต่อเลยครับ ...
ตลาดจีนยังคงเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญสำหรับหลายบริษัท โดยในปี 2025 เกือบ 40% ของบริษัทเหล่านี้ระบุว่า รายได้จากตลาดจีนคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของรายได้จากทั่วโลก และยังเป็นฐานการผลิตที่พร้อมสรรพสำหรับกิจการที่เกี่ยวข้อง
นั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่พบว่า มากกว่า 90% ของบริษัทอเมริกันแสดงจุดยืนว่าจะไม่ “แยกตัว” ออกจากตลาดจีน ซึ่งส่วนสำคัญเกิดขึ้นจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ
ผลการสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขอย่างเป็นทางการของจีน ที่ระบุว่า ในปี 2025 การลงทุนใหม่ของกิจการต่างชาติในจีน มีจำนวนเกือบ 70,400 ราย เพิ่มขึ้นเกือบ 20% ของปีก่อน และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกรรมการลงทุนจากต่างประเทศในจีน
ยิ่งในกรณีของกิจการของจีน ตัวเลขการปฏิเสธ “การแยกขั้ว” ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นจนแตะระดับ 99% เลยทีเดียว ขณะที่ 95% ของธุรกิจจากกลุ่มประเทศ/ภูมิภาคอื่นก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุว่า ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องต่างมองโลกในแง่ดี โดยมีระดับความเชื่อมั่นทางธุรกิจเกี่ยวกับอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นอย่างมาก โดยเฉลี่ยเกือบ 40% ของบริษัทที่เกี่ยวข้องแสดงมุมมองเชิงบวก เพิ่มขึ้นถึง 14% ของปีก่อน จำแนกเป็นจีน (51%) สหรัฐฯ (37%) และอื่นๆ (33%)
ขณะเดียวกัน แม้ว่าผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ (89%) เห็นว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน “ค่อนข้างน่าจะเป็นไปได้-เป็นไปได้มาก” ที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2026 แต่ก็มีคาดหวังที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันว่า กรณีพิพาททางการค้าดังกล่าวจะ “สั้นลง” และ “ได้รับการจัดการ” ได้มากขึ้น จึงคาดว่าผลกระทบเชิงลบจะมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเวลามากกว่า 3 ปีข้างหน้า
ในแง่ของการจัดการเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น มีประเด็นที่น่าสนใจ โดยในด้านหนึ่ง ธุรกิจเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการสำรวจตลาดระหว่างประเทศอื่น นอกเหนือจากสหรัฐฯ และจีน เป็นอันดับแรก (38%) แต่ในทางกลับกันก็จะเพิ่มความสนใจกับการขยายตัวของตลาดจีน (29%) และ ลดการนำเข้าและส่งออกกับสหรัฐฯ (25%)
สำหรับบริษัทที่เคยผ่านประสบการณ์การได้รับผลกระทบจาก “การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน” อันเนื่องจากสงครามการค้า 2.0 การปรับโครงสร้างเครือข่ายอุปทานได้กลายเป็น “ทางเลือก” แรกๆ ในการลดความเสี่ยงของบริษัทเหล่านี้
โดย 18% ของธุรกิจเหล่านี้เลือกที่จะศึกษาแหล่งจัดซื้อชิ้นส่วนและหรือประกอบสินค้านอกสหรัฐฯ ขณะที่ 13% เลือกที่จะดำเนินการนอกจีน ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า บริษัทอเมริกันให้น้ำหนักกับแนวทางทั้งสองสูงกว่าธุรกิจของชาติอื่น แต่บริษัทจีนให้น้ำหนักกับการลดระดับกับตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างสูง แต่จะยังคงพึ่งพิงกับตลาดจีน
เมื่อถามถึงว่าหากจะย้ายฐานการผลิตออกจากจีน กิจการเหล่านี้เลือกจะไปลงทุนที่ไหน ปรากฏว่า เวียดนาม มาเป็นอันดับแรก โดย 28% ระบุว่าสนใจศึกษาการย้ายฐานการผลิตบางส่วน หรือ ทั้งหมดไปที่เวียตนาม
อย่างไรก็ตาม ระดับความสำคัญมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับของปีก่อน ตามมาด้วยฮ่องกง ไทย มาเลเซีย และ มาเลเซีย ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการ และความน่าสนใจที่เพิ่มขึ้นสำหรับศูนย์กลางการค้าที่เป็นที่ยอมรับ ทางเลือกด้านการผลิตระดับภูมิภาค การผลิตที่มีมูลค่าสูง และ โลจิสติกส์เชิงกลยุทธ์ ตามลำดับ
อาจกล่าวได้ในอีกนัยหนึ่งว่า กิจการเหล่านี้ไม่เพียงจะ “ไม่ถอยห่าง” จากการมีส่วนร่วมในตลาดจีน แต่ดูเหมือนจะ “เพิ่มความลึกซึ้ง” ยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในบทบาทของจีน ในห่วงโซ่อุปทานที่เปี่ยมไปด้วยความพร้อมสรรพของระบบนิเวศด้านนวัตกรรม ขนาดของตลาด และกลยุทธ์การเติบโต รวมทั้งทิศทางแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว
เมื่อถามว่าธุรกิจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการค้าดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ก็พบว่า บริษัทส่วนใหญ่ “สูญเสียตลาด” มากกว่าของปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทจีน (52%) ในจำนวนนี้ มีถึง 16% ที่สูญเสียสัดส่วนทางการตลาดมากกว่า 20%
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ การวิจัยนี้จัดทำขึ้นในช่วงที่จีนกำลังส่งเสริมการเปิดประเทศที่มีคุณภาพสูง เราจึงเห็นความพยายามในการกำหนดหลายมาตรการสำคัญ ที่ออกแบบเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคงในระยะยาวสำหรับกิจการระดับโลก และช่วยให้นักลงทุนต่างชาติสามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบในห่วงโซ่อุปทาน ตลาด และนวัตกรรมได้ดียิ่งขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น การยกเลิกข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาด (Market Access) ทั้งหมดสำหรับนักลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรรมการผลิต โดยคาดว่าในปี 2026 จีนเตรียมจะพิจารณาออกกฎหมายการ “ปฏิรูป” กรอบสถาบันให้ “เปิดกว้าง” และ “ลึกซึ้ง” ยิ่งขึ้นเพื่อขยายการเข้าถึงตลาด และการเปิดพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างในภาคบริการ รวมไปถึงการดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นภาคการบริโภคภายในประเทศ อาทิ แคมเปญ “เก่าแลกใหม่” ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศต่อไป
นี่ไม่นับรวมถึงตัวเลขสภาพเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 ที่ขยายตัวถึง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงเกินกว่าความคาดหมายของหลายสำนัก ที่อาจเปลี่ยนมุมมองและความคิดเห็นของบริษัทเหล่านี้
เราคงติดตามกันต่อไปว่า ภายหลังการพบกันของสองผู้นำสหรัฐฯ และจีนในกลางเดือนพฤษภาคม 2026 ปัญหาและความท้าทายเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขหรือไม่ และจะทำให้ “โฉมหน้า” ของการลงทุนในจีนจะเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด ...
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4199
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน





