thansettakij
thansettakij
ศิลปะจตุคามรามเทพ 3 : ตริภังค์และมหาราชลีลา

ศิลปะจตุคามรามเทพ 3 : ตริภังค์และมหาราชลีลา

30 ก.ย. 69 | 07:00 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ก.ย. 69 | 07:16 น.

ศิลปะจตุคามรามเทพ 3 : จาก “มหาราชลีลา” สู่ “ตริภังค์” ร่องรอยภาษาศิลป์โบราณที่สะท้อนฐานะเทพ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • “คลอ” กับ “เข้าทรง” เรื่องเล่านี้เสนอแนวคิดว่าอาการสั่นและน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของขุนพันธรักษ์ราชเดชอาจเรียกว่า “คลอ” คือครูหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาแฝงเพื่อคุ้มครอง โดยไม่ได้ลงทรงเต็มรูปแบบ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็ถอยออกไป
  • จตุคามรามเทพกับการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช ตามคำบอกเล่า จตุคามรามเทพเป็นผู้ส่งสรรเพชญไปเชิญขุนพันธรักษ์ราชเดชให้ร่วมสร้างหลักเมือง ขณะที่ขุนพันธรักษ์ฯ กล่าวว่ามองเห็นองค์จตุคามฯ พร้อมเสนาอำมาตย์ตามมาด้วย เหตุการณ์นี้จึงถูกเล่าว่าเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างหลักเมือง
  • “มหาราชลีลา” ในมิติศิลปะ ท่านั่งยกเข่าข้างหนึ่งและวางแขนบนเข่าถูกเชื่อมโยงกับ “มหาราชลีลา” ซึ่งปรากฏในศิลปะโบราณ โดยเฉพาะศิลปะทวารวดี เช่น งานปูนปั้นจากเจดีย์จุลประโทน ขณะเดียวกันท่า ตริภังค์ หรือการยืนเอียงสะโพกก็พบในพระพุทธรูปทวารวดี สะท้อนแนวคิดเรื่องลีลาและสถานะของบุคคลหรือเทพในงานศิลปกรรมโบราณ

ความเดิมจากตอนก่อนนี้ว่าด้วยเรื่องที่ว่าพล.ต.ท. สรรเพชญ ธรรมาธิกุลเล่าไว้ว่า…จตุคามรามเทพในร่างทรงได้ทำท่านั่งในลักษณะที่เรียกกันว่า “มหาราชลีลา” (นั่งขัดสมาธิก่อน แล้วยกเข่าขวาขึ้นชันเข่า เอาศอกขวาวางไว้บนเข่า) พร้อมทั้งสั่งให้พล.ต.ท. สรรเพชญนำกระดาษมาร่างภาพและนำไปให้ ‘ไอ้หนวดยาว’ ดู โดยที่กล่าวต่อไปว่าเมื่อพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ดูแล้วจะรู้เองว่าเป็นใคร และทำไมต้องมาช่วย

ต่อมาเมื่อ พ.ต.อ. สรรเพชญ ในเวลานั้นได้เดินทางไปพบกับ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ตามนัดหมายก็ได้เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในลักษณะที่ว่า พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช (ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่และเป็นนายตำรวจชั้นนายพล) ได้มายืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้าน (ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ที่มาขอพบมีชั้นยศต่ำกว่าโดยแบบธรรมเนียมแล้วผู้ใหญ่ไม่มารอผู้น้อยถึงหน้าบ้าน) เหมือนกับรับรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องเผชิญหน้ากับใคร และฉับพลันนั้นท่านมีอาการสั่นเหมือนกับผู้ที่เข้าทรงพร้อมทั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและมีอำนาจ แบบตวาดว่า “มาหาใคร?”

ผู้กำกับ สรรเพชญประหลาดใจในอากัปกิริยาดังกล่าว และตอบกลับไปด้วยความสงบว่า “ก็มาหาตามที่ได้นัดหมายกันไว้” จากนั้นก็ยื่นกระดาษที่ร่างภาพเอาไว้ยื่นไปให้กับพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ดูและถามว่าคือใคร โดยเมื่อท่านขุน เห็นภาพก็ได้ตอบออกมาทันที่คล้ายกับไม่ต้องคิดพิจารณาเลยว่า “จตุคามรามเทพ” และเมื่อตอบเสร็จก็หยุดอาการสั่นที่คล้ายกับการเข้าทรงเช่นกัน และกลับมามีอาการเป็นปกติ ขุนพันธ์จึงเริ่มซักถามว่า ไปรู้จักจตุคามรามเทพได้อย่างไร เพราะแม้แต่ตัวท่านขุนเองนั้นตลอดชีวิตก็ไม่เคยได้พบได้เห็นมาก่อน เคยได้ยินแต่ชื่อ

ท่านจึงตอบว่า “ผมไม่ได้ไปรู้จักเขา แต่เขามารู้จักผมเอง แล้วก็ให้ผมมาเชิญท่านขุน ไปร่วมทำหลักเมืองนครศรีธรรมราช” ในการนั้นพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ตอบกลับไปว่า “เอาเลย ๆ ผมรออยู่แล้ว ผู้กำกับฯ เป็นคนมีบุญต้องสร้างศาลหลักเมืองสำเร็จแน่นอน” คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้ ผกก. ต้องประหลาดใจยิ่งนัก เพราะเป็นคำพูดที่ตรงกับที่จตุคามรามเทพบอกมาก่อนหน้านี้ แต่ทว่าคำบอกเล่าต่อมาของพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชที่กล่าวว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและท่านได้เห็นกับตาก็คือ ประโยคที่ว่า “ผมเพิ่งเห็นจตุคามรามเทพเดินตามหลังผู้กำกับเข้ามาเลย ผมเพิ่งเห็นองค์จตุคามรามเทพวันนี้ แต่งองค์ทรงเครื่องเพชรนิลจินดาประดับแวววาว เสนาอํามาตย์ ทหารห้อมล้อมเต็มไปหมด จนบ้านผมแทบไม่มีที่ยืน” นี่ก็ยิ่งทำให้ ผกก.สรรเพชญเกิดความเชื่อถือในองค์จตุคามรามเทพยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

เหตุการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการปราฎตัวครั้งแรก ๆ ของจตุคามรามเทพและเป็นบ่อเกิดของการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชในเวลาต่อมา จากคำบอกเล่าบอกกล่าวนี้ หากว่าค่อยๆพิจารณาเป็นรายบรรทัดโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอากัปกิริยาแปลกๆเกิดขึ้นกับท่านขุนพันธรักษ์ฯ

ในที่นี้ก็ขอบังอาจฟันธงไปว่าอากัปกิริยาที่เกิดขึ้นกับท่านขุนพันธรักษ์ บางทีเขามีคำเฉพาะเข้ากันได้กับคำว่า “คลอ” คำว่าคลอนี้อาจจะคล้ายกับคำว่าเข้าทรงหรือคำว่าทรงแต่มีความหนักเบาน้อยกว่า โดยทั่วไปแล้วเวลามีคำว่าเข้าทรง คนไทยเราจะใช้ในลักษณะที่ว่าผีเข้าเจ้าทรง หมายความว่าคนที่เป็นมนุษย์นั้นมีวิญญาณและร่างกายเป็นของตนเอง

หากว่าปล่อยให้วิญญาณของคนอื่นมาเข้าในร่างของตนต้องดูวิญญาณนั้นเป็นใครก่อน ถ้าเป็นผีก็จะเรียกว่า ผีเข้า ซึ่งคนผีเข้านั้นก็จะไม่สามารถควบคุมตนเองได้มีกิริยาอาการเปลี่ยนไปอย่างเต็มที่ 100% พูดออกมาก็ไม่ใช่เสียงของเจ้าตัวเป็นเสียงของผีที่เข้ามาในร่างกายคนหรือใช้คำว่าผีสิง_บรื๋อว์ ก็จะต้องมีการขับไล่กันให้วุ่นวาย เพราะเราไม่แฮปปี้ เจอผีแล้วไม่โอเค

แทรกไว้ณบรรทัดนี้ว่า จังหวะอย่างนี้ก็ชอบแล้วที่จะไปตามหมอผี ตามพระสงฆ์มาไล่ผีออกไป ซึ่งบางท่านก็มีอิทธิคุณสูงแค่ว่าเพียงเดินเหยียบย่างเข้ามาผีเห็นก็หลบเลยออกจากร่างกายคนเลย เช่นกรณีของครูบาวัดปากกองที่สารภี ครูบาวัดท่าสะต๋อย ที่เวียงเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีท่านอื่นอีกที่เรียกกันว่าผีกลัว ผีย่าน ฝ่ายอีสาณจะเป็นอย่างหมอธรรม

พระครูสิริธรรมโฆษิต (ครูบาสิงห์แก้ว ญาณวโร) วัดปากกอง

เมื่อครั้งยังเล็กได้ติดตามลุงเขยซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดทางภาคอีสานตอนกลางในพื้นที่อำเภอแห่งหนึ่งซึ่งเขาว่ามีชาวบ้านท่านนี้ถูกผีปอบเข้าสิง ผู้ที่มาแก้/แก้ไข ไล่ผีเป็นอาจารย์นุ่งขาวมีวิชาถือไม้เรียวมาด้วย

ท่านไม่ได้เอาไม้ฟาดตีไปที่ตัวบุคคลซึ่งถูกผีเข้าอย่างที่เห็นในภาพยนตร์ต่างๆซึ่งเขานิยมจัดฉากเอาไม้ฟาดเอาน้ำมนต์รด/สาด/ราดแล้วผีก็ร้องโอดโอยซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าที่ร้องออกมานั้นเป็นที่คนที่ร้องหรือว่าเป็นผีที่ร้องกันแน่เพราะมันก็เจ็บที่โดนฟาดเอาๆ แล้วถ้าจังหวะเกิดป่วยอยู่แล้วโดนน้ำมนต์เข้าไปก็จะเย็นเยือกแล้วก็หนาวสั่น อุณหภูมิร่างกายตกกะทันหัน

แต่ในกรณีนี้อาจารย์นุ่งขาวท่านนั้นใช้ไม้ฟาดลงที่พื้นกระดานข้างตัวเป็นจังหวะเมื่อฟาดลงทีไรผีก็ร้องหวอร้องหวีดขึ้นมา ก็เป็นไปได้ว่าผีอาจจะตกใจกับเสียงฟาดไม้กระดานไม้เรียวของท่าน แต่ก็ไม่น่าจะทำกิริยาการจับจุดตามเนื้อตัวคล้ายกับจุดที่ถูกฟาดแล้วเจ็บปวดตรงบริเวณนั้น แปลกดี

ในขั้นตอนถัดมาเขารับทราบว่าผีบ่นว่าหิวมากก็เลยนำหนังควายมาให้กิน ซึ่งก็แปลกอีกเพราะว่าหนังควายนั้นหนาเหนียวมีการชำแหละควายไว้แล้วหนังยังมีขนติดอยู่บ้างเขาออกไปบ้างแล้วแต่มันเหนียวและหนามากผีก็หยิบขึ้นมาเอาเข้าปากแล้วเคี้ยวกลืนลงได้เป็นแผ่นๆผีปอบในร่างคนนั้นยังบอกว่าไม่หายหิว ท่านให้เอาพริกแห้งซึ่งอยู่ในกระด้ง ที่ตากอยู่มาให้กินผีก็หยิบกินเคี้ยวเข้าไปในปากอย่างไม่รู้สึกถึงความเผ็ดร้อนแต่อย่างใด

อันนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นราว 40 ปีมาแล้ว จำไม่ได้แน่ชัดว่าเรื่องจบลงอย่างไรแต่ว่าความน่าหวาดหวั่นของการที่คนที่แลดูว่ามีอาการเจ็บป่วยและไม่สมบูรณ์นั้นสามารถรับประทานของที่มันไม่ควรกินได้จำนวนมากเข้าไปได้?

ทีนี้ก็มาประเด็นเกี่ยวกับการที่ว่า ถ้าสิ่งที่มาเข้านั้นเป็นชั้นต่ำก็เรียกว่าผีเข้า ต้องรีบไล่ออกแต่ถ้าเป็นวิญญาณชั้นสูงผู้ลากมากดีหรือผู้มีฤทธิเดชมากนั้นก็จะเรียกว่าเจ้า ไม่เรียกว่าผี แล้วก็ไม่เรียกว่าเข้าเรียกว่ามาลงทรงเมื่อลงแล้วการพูดการจาจะสั่นเทิ้มไปร่างกายอาจบังคับไม่ได้บ้างแต่เจรจาพูดจารู้เรื่องถ้าเจ้ามาลงแล้วผู้คนไม่ค่อยอยากไล่เพราะว่าเจ้าจะรู้เห็นเยอะแล้วให้ความช่วยเหลือผู้คนต่างๆได้มากต่างกับกรณีผี55 แถมไม่ตะกละ ไม่เรียกร้องจะเอานั่นเอานี่ ก็บอกแล้วว่าท่านเป็นผู้ดีท่านมักจะบอกแนวทางต่างๆให้ก่อนถ้าสำเร็จแล้วท่านจึงบอกว่าเอาอะไรไม่มักมากไม่มูมมาม

ส่วนเจ้านั้นท่านจะเป็นเจ้าจากทางฝ่ายจีนจากทางฝ่ายไทยหรือเจ้าที่ไม่ทราบฝ่ายก็ตามเป็นผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์มากอยู่แล้ว แล้วก็เป็นที่นับถือกันตามวัฒนธรรมการถือผีผู้มีอาวุโสสูง ส่วนการทรงเจ้านั้นจะเป็นการทรงจริงหรือทรงปลอมผู้คนอุปโลกน์กันขึ้นมาก็ขอเรียนว่ามีปะปนกันทั้งนั้นอย่าไปคิดอะไรมากปลอมก็มีมากจริงก็มีเยอะ ก็ยกให้เป็นหน้าที่ทางฝ่ายบ้านเมืองเขารับมือจัดการกันไปเพราะว่ามีกบิลบ้านกบิลเมือง มีกฎหมายจัดการได้กันอยู่แล้ว

อีทีนี้ว่าโดยทั่วไปแล้วเรื่องการคลอ การทรงนี้หมายความว่าบุคคลใดก็ตามที่มีอำนาจลึกลับในทางจิตศาสตร์ซึ่งอำนาจนั้นมาจากครูอาจารย์ซึ่งเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ล่วงลับไปแล้วก็ดีเป็นผู้สำเร็จที่ท่องอยู่ในจักรวาฬอยู่แล้วก็ดีแล้วตกลงรับคนผู้นั้นเป็นศิษย์ ท่านเหล่านี้มักคอยช่วยเหลือปกป้องลูกศิษย์อยู่ตลอดเวลาในวงการที่แตกต่างไปไม่ว่าจะเป็นวงการนาฏศิลป์วงการละครชั้นสูงต่างๆท่านเหล่านี้ที่มีสถานะอย่างครูก็มักจะมาลงทรง ลงคลอในงานพิธีให้พรกับลูกศิษย์หรือสื่อสารบางประการเป็นการทั่วไป

เรื่องนี้บางทีก็เหมือนทีเล่นทีจริงอยู่เหมือนกันอดีตนายกรัฐมนตรีรุ่นเก่าอย่างหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชซึ่งท่านเป็น บัณฑิต และเนติบัณฑิตจากอังกฤษเมื่อท่านมีวิชาความรู้มากเวลาท่านจะสอนหนังสือใครแล้วท่านก็จะเขียนตำราโดย ลงจากอาคารใหญ่ของบ้านมาพำนักอยู่ที่อาคารสงบๆหลังเล็กท่านสามารถเขียนหนังสือหรือเขียนตำรากฎหมายแต่ละเรื่องได้รวดเดียวจบในเวลาตอนกลางคืน จนถึงเช้าและไม่มีการแก้คำผิดตัวอักษรใดใดทั้งสิ้น

ซึ่งท่านเองก็งงอยู่ว่าตัวท่านทำได้อย่างไร แต่ท่านพูดทิ้งท้ายแล้วก็เขียนเป็นหลักเป็นฐานเอาไว้ว่าสงสัย “ผีครูมาลง” ซึ่งก็เป็นคำพูดในเชิงถ่อมตัวด้วยอีกระยะหนึ่งว่าที่เห็นว่าท่านเป็นคนมีความสามารถพิเศษเลิศเลอกว่าคนอื่นนั้นหามิได้เป็นด้วยท่านเองหรอก เป็นแต่ว่าอำนาจครูมาช่วยท่านประมาณนี้

ทีนี้ย้อนกลับมาที่ต้นเรื่องที่ว่าเมื่อมีการเปิดโหมดของโลกคู่ขนาน จังหวะที่องค์ท้าวจตุคามรามเทพเข้ามาในบ้าน ของท่านขุนพันธพันธรักษ์ราชเดชพร้อมด้วยกองกำลังเสนา (แปลว่าทหาร) และอำมาตย์ก็คือฝ่ายพลเรือน จนพื้นที่เต็มไปหมดนั้น

ท่านครูของท่านขุนย่อมมาคลอ คือเป็นลักษณะที่เราเรียกว่าครูมาลงเพื่อการปกป้องลูกศิษย์ (ก็เขาเล่นยกกันมาทั้งกองทัพ ) แต่การลงนี้ไม่ใช่ลงทรงหรือประทับเต็มตัวเป็นการเหมือนกับที่ใช้คำว่า น้ำตาคลอคือไม่ได้หยดแหมะลงมาล้นเบ้าจะใช้คำว่าท่านมาแฝงก็พอได้แต่อาจไม่ถูกนักเมื่อครูมาคลอ เสียงของครูซึ่งเป็นผู้มีตบะเดชะทรงอำนาจจึงกังวาฬก้องขึ้นว่ามาหาใคร และเมื่อปฏิสัมพันธ์กันจนรู้ว่าใครเป็นใครแล้ว ปลอดภัยแล้วครูจึงได้ถอยลงเลิกคลอ

ซึ่งถ้าหากพิจารณาโดยละเอียดจากปากคำนี้ก็จะพบว่าตัวท่านขุนเองได้เห็นคณะขององค์จตุคามรามเทพมาก่อนคือเดินตามหลังผู้กำกับมา จนในจังหวะชั่ววินาทีต่อวินาทีนั้นครูของท่านก็มาลงคลอ แฝงเข้าที่ในตัวท่านเพื่อปกป้องทำให้ พลตำรวจโทสรรเพชญสังเกตได้ว่าท่านขุนมีอาการตัวสั่น และน้ำเสียงผิดแปลกไป สถานการณ์เช่นนี้ตัวผู้เขียนเองเคยได้เห็นหลายครั้งในพื้นที่ที่ต่างๆกันไป ควรบันทึกไว้ว่าที่เชียงใหม่อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งบริเวณต้นไม้ใหญ่ที่สารภีผู้ที่มีครูแบบนี่

เขาเดินเรื่องเจรจาความกับ(สิ่งที่สถิตใน) ต้นไม้ยักษ์ที่ล้ม ก็ให้ปรากฏว่ากองกำลังของท่านผู้ที่อยู่บริเวณต้นไม้เคลื่อนออกมาเป็นจำนวนมากลักษณะเป็นกองกำลังของยักษ์แบบโบราณ ผู้เจรจาถูกครูลงคลอรอรับมือยักษ์ อากัปกิริยาเปลี่ยนไปเมื่อรู้ว่าใครเป็นใครมาดีมาร้ายแล้วครูออกแล้วจึงเจรจากันต่อ ตามปกติได้

ทีนี้ถ้ากลับมากล่าวถึงเรื่องการศิลปะกันเป็นหลัก ผู้คนในวงการก็กล่าวกันว่าท่านท้าวจตุคามรามเทพนั้นท่านมีท่านั่งอันเป็นท่าเฉพาะคือยกเข่าขึ้นข้างหนึ่งแล้วก็เอามือท้าวไปที่เข่านั้น บางท่านก็บอกว่าไม่ใช่หรอกเวลาที่นั่งเนี่ยยกเข่าขึ้นข้างนึงจริงแต่ข้างที่เหลือนั้นน่ะปล่อยลงมาห้อยขา ซึ่งจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่

ภาพปูนปั้นรูปบุคคลนั่งท่ามหาราชลีลาในศิลปะทวารวดี

แต่ในวงการกล่าวกันว่าเป็นท่าที่ท่านเรียกชื่อกันว่าท่ามหาราชลีลาซึ่งถ้าอันนี้เป็นถ้านั่งของเทวดาโบราณหรือเทพเจ้ารุ่นใหญ่มาตั้งแต่ไหนแต่ไรหากว่าย้อนอดีตกลับไปถึงในยุคระดับทวาราวดีนั้นที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติในแถบนครนครปฐมที่มีการขุดค้นพบรูปแบบเป็นงานศิลปะลอยตัวต่างๆ งดงามมากกรมศิลปากรก็นำขึ้นมาเก็บรักษาไว้ก็จะเห็นมีลักษณะการนั่ง มหาลีลากันอยู่

การนั่งเช่นนี้ เชิญภาพดังกล่าวมาประกอบ คือภาพเล่าเรื่องรูปบุคคลนั่งท่ามหาราชลีลา สมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔) งานปูนปั้นขนาด กว้าง ๘๔,๕ ซม. ยาว ๘๕.๕ ซม. หนา ๑๒ ชม. เดิมประดับที่ฐานลานประทักษิณด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของเจดีย์จุลประโทน อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม ได้จากการขุดทางโบราณคดี เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ ปูนปั้นรูปบุคคล กรมฯ พิจารณาจากเครื่องประดับ และท่านั่งน่าจะเป็นบุคคลชั้นสูง หรือเทวดา

ในเวลาเดียวกันความงามในทางศิลปะที่เราเรียกกันว่าสุนทรียศาสตร์นั้นน่ะผู้คนชอบยุคหลังถ่ายรูปกันหน้าตรงท่าตรงแล้วก็ยืนตรงไม่ได้มีการโพสต์ท่าเทพเจ้าหรือผู้ที่มีลำดับศักดิ์ยิ่งใหญ่นั้นเวลายืนจะต้องยืนหย่อนก้นข้างหนึ่งอย่างมีลีลาเรียกว่า ท่าตริภังค์ลำตัวเอียงโค้งไปสามส่วน

ประตูไม้สลักรูปเทพารักษ์หรือท้าวจตุคามรามเทพ

หากพิจารณาจากภาพขององค์จตุคามที่บริเวณบานประตูไม้จำหลักทางขึ้นวิหารทรงม้าที่พระบรมธาตุเมืองนครท่านก็จะยืนในลักษณาการแบบนี้ส่วนพระพุทธรูปนั้นก็มียืนตริภังค์ เช่นกัน มีปางแสดงธรรม พบจากเจดีย์หมายเลข ๓ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม มีอุษณีษะเป็นกะเปาะสูง เม็ดพระศกใหญ่ พระพักตร์รูปไข่ พระขนงต่อกันเป็นปึกกา พระเนตรโปนเหลือบลงต่ำ พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์หนา อมยิ้มเล็กน้อย พระกรรณยาวเซาะเป็นร่อง พระศอเป็นปล้อง ครองจีวรเรียบ จีวรบางแนบพระวรกาย เห็นขอบสบงบริเวณบั้นพระองค์ พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระแสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) พระหัตถ์ซ้ายหักหายไปสันนิษฐานว่าอาจยึดชายจีวรในระดับบั้นพระองค์ ยืนตริภังค์ (ยืนเอียงสะโพก)

กรมศิลปากรให้ความเห็นว่า การยืนตริภังค์ของพระพุทธรูป แสดงถึงอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ แม้ลักษณะพระพักตร์เป็นแบบทวารวดีแล้ว จึงกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐-๑,๓๐๐ปี)

พระพุทธรูปยืนปางประทานพร

พระพุทธรูปยืนตริภังค์ พบจำนวนไม่มากนักในสมัยทวารวดีโดยพบในกลุ่มพระพุทธรูปแสดงวรมุทรา (ปางประทานพร) สลักด้วยหินขนาดใหญ่ กลุ่มพระพุทธรูปสำริด และพระพิมพ์อีกจำนวนหนึ่ง พระพุทธรูปยืนตริภังค์ ศิลปะทวารวดี มักจะครองจีวรห่มเฉียง และแสดงวิตรรกมุราด้วยพระหัตถ์ขวา ส่วนพระหัตถ์ซ้ายยึดชายจีวรในระดับบั้นพระองค์หรือปล่อยลงข้างพระวรกาย เป็นลักษณะการแสดง พระหัตถ์ที่ไม่สมมาตร ต่างจากกลุ่มพระพุทธรูปยืนสมภังค์ (ยืนตรง) มักจะครองจีวรห่มคลุม แสดงวิตรรกมุทราสองพระหัตถ์ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่นิยมในพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยทวารวดี ซึ่งพบเป็นจำนวนมากกว่าพระพุทธรูปยืนตรีภังค์ (ยืนเอียงสะโพก)บอกจากพระพุทธรูปยืนตรีภังค์องค์นี้แล้ว ที่เมืองโบราณ อู่ทองยังพบพระพุทธรูปยืนตริภังค์อีกจำนวนหนึ่ง ได้แก่ พระพุทธรูปสำริดยืนตริภังค์ จากเจดีย์หมายเลข ๒ และ ๑๓ รวมทั้งยังพบพระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธรูปยืนตริภังค์จากเจดีย์หมายเลข ๒ และ ๓ อีกด้วย