thansettakij
thansettakij
กรุงเทพฯสอบไม่ผ่าน Stress Test

กรุงเทพฯสอบไม่ผ่าน Stress Test

28 ก.ย. 69 | 01:40 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ก.ย. 69 | 01:43 น.

กรุงเทพฯสอบไม่ผ่าน Stress Test คอลัมน์ Mr.Clean Capital นายทุนสะอาด โดย พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต.

ระหว่างที่ประเทศไทยกำลังผลักดันนโยบายรักษ์โลกต่าง ๆ ทั้งโครงการสองแสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน การออกกองทุน ThaiESG และการเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและ IMF ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยมีธีมใหญ่คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก กรุงเทพฯ ก็ต้องมาเผชิญกับวิบากกรรม กลายเป็นเขตประสบภัยทั้งจังหวัดจากการที่ฝนตกหนักติดต่อกันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ประชาชนหลายหมื่นครัวเรือน รถราบ้านช่องจมน้ำเสียหายกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างมาก และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศไม่น้อย

ผมตื่นมาในเช้าวันที่ 26 กันยายน กลายเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยเมื่อน้ำเริ่มทะลักเข้าบ้านตอน 7 นาฬิกา สำหรับบ้านริมถนนวิภาวดี ช่วงบางเขน-ลาดพร้าว ถือว่าอยู่ในพื้นที่กำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจ มีรถไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์ที่กำลังจะสร้างเสร็จ แต่กลับต้องเผชิญกับน้ำท่วมขนาดใหญ่ถึงสองครั้งในรอบ 15 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ปกติธรรมดา

สนามบินดอนเมืองเองก็ยังไม่รอดพ้นจากปริมาณน้ำในครั้งนี้ ซึ่งเป็นน้ำฝนล้วน ๆ ที่เทลงมาอย่างมหาศาลในระดับ 300 มม. ต่อชั่วโมง ทำให้ระบบระบายน้ำของทั้งจังหวัดเป็นอัมพาต ไม่สามารถระบายออกสู่ทะเลได้ ซึ่งต่างจากครั้งก่อนที่เกิดจากการไหลซึมและทะลักของมวลน้ำจากภาคเหนือและภาคอีสานที่ไหลลงมารวมกันมุ่งสู่ กทม. เพื่อออกสู่อ่าวไทย

ปัญหาด้านการพัฒนาระบบรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การระบายน้ำ

ปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนจากภัยธรรมชาติครั้งนี้คือ ความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศและเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เราจะเห็นได้ชัดว่าความสามารถในการระบายน้ำมักเป็นอุปสรรคมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าภูมิประเทศของกรุงเทพฯ นั้นต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมมาโดยตลอด และมีข้าราชการไปดูงานที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการน้ำของเมืองที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมานักต่อนัก

เรารู้จักการสร้างผนังกั้นน้ำ ระบบระบายน้ำ อุโมงค์ยักษ์ และอื่น ๆ อีกมากมายมาตลอดหลายสิบปี แต่ปัญหาด้านการระบายน้ำก็ยังคงกลับมาหลอกหลอนอยู่เสมอ งบประมาณปีละหลายหมื่นล้านบาทที่ใช้ดูแลฐานที่มั่นทางเศรษฐกิจกลับล้มเหลวในสงครามกับธรรมชาติที่ยังไม่ทันได้เริ่ม แสดงให้เห็นว่าระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ นั้น "สอบตก"

ขยะมูลฝอย

สิ่งที่เห็นได้ทั่วไประหว่างเกิดเหตุการณ์คือ ขยะที่ลอยออกมาตามปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงคราบน้ำมัน สิ่งปฏิกูลทุกประเภท และถังขยะของเทศบาลที่ลอยไปตามน้ำ ขยะเป็นส่วนสำคัญที่ขวางทางน้ำและการระบายน้ำ แต่ก็ไม่เคยได้รับการพัฒนาหรือมีแนวทางที่ทำให้การจัดการดีขึ้นอย่างจริงจัง

การบริหารการจราจร

ความเป็นอัมพาตในเส้นทางหลบภัยเป็นสิ่งที่แทบจะกลายเป็นการจลาจลในกรุงเทพฯ ทุกครั้งที่มีเหตุภัยพิบัติ เพราะไม่มีใครรู้ว่าควรไปทางไหน และเส้นทางไหนปลอดภัยจากเหตุใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหารถที่จอดค้างหรือลอยมาขวางทางซึ่งเห็นได้บ่อยครั้ง จนเป็นเหตุให้เกิดความสับสนอลหม่านและสร้างความอันตรายต่อสาธารณชน

 

การบริหารข้อมูลและอุตุนิยมวิทยา

"ข้อมูลมาช้า อุตุนิยมวิทยาไม่เคยตรง" คือปัญหาหลักของข้อมูลที่ส่งถึงประชาชน ข้อมูลไหนคือการพยากรณ์ ข้อมูลไหนคือคำเตือน และทำไมคนกรุงเทพฯ ต้องสนใจว่าคลื่นในอ่าวไทยจะสูง ๑ ถึง ๒ เมตร? แต่กลับไม่เคยรู้ว่าปริมาณน้ำฝนขนาดไหนที่จะทำให้บ้านของตนน้ำท่วม หรือพระอาทิตย์จะขึ้นและตกกี่โมง เพราะเน้นทำแบบเดิมมาต่อเนื่องหลายสิบปีโดยไม่มีการพัฒนา ข้อมูลและคำเตือนจึงไม่มีประโยชน์หากประชาชนไม่เข้าใจว่าต้องการสื่อสารอะไร

ปัญหาด้านการเตรียมตัวของประชาชนและชุมชนต่อภัยธรรมชาติ

หากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ประเทศไทยมักภูมิใจที่เป็นประเทศที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติมากที่สุดประเทศหนึ่ง แต่นั่นก็เป็นดาบสองคม เพราะทำให้ประชาชนขาดความพร้อม ไม่ได้มีการเตรียมตัวหรือได้รับการฝึกอบรมให้เข้าใจถึงหน้าที่และสิ่งที่ตนต้องทำเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ซึ่งต่างจากเมืองที่ต้องคอยระมัดระวังภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอที่ทุกภาคส่วนได้รับการฝึกซ้อมและรู้บทบาทหน้าที่

บางแห่งถูกจัดเป็นบทเรียนในโรงเรียนตั้งแต่อนุบาล ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงของครอบครัวผู้เขียนที่มีโอกาสไปอาศัยอยู่ในประเทศที่มีการฝึกซ้อมหลบภัยแผ่นดินไหวและพายุในทุก ๆ ปี ทำให้ได้เห็นการเตรียมความพร้อมของประชาชนและระบบของรัฐที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับภัยธรรมชาติ เริ่มตั้งแต่การเตรียมตัว การตรวจสอบข้อมูล การรับรู้วิธีการเตือนภัย และระดับการระวังตัวเพื่อให้ปฏิบัติตามได้อย่างเป็นระเบียบปราศจากการจลาจล ทั้งสัญญาณเตือน ข้อความแจ้งเตือน และการป้องกันตนเอง สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยรักษาชีวิตของประชาชนได้เป็นอย่างมาก

การออกแบบระบบและการฝึกอบรมสังคมให้เข้าใจถึงความท้าทาย

จากประสบการณ์การทำงานในภาครัฐมาหลายสิบปี สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำนอกเหนือจากการออกแบบและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับความท้าทายทางสภาพอากาศใหม่ ๆ แล้ว ประเทศไทยยังควรพัฒนาอีกสองด้านสำคัญ ได้แก่:

1. การออกแบบระบบการสื่อสารที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน

รัฐบาลไทยยังขาดทั้งสื่อกลางและมาตรฐานการสื่อสารที่จะทำให้สาธารณชนเข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่การเตรียมตัว การอพยพกลุ่มเสี่ยง การเตรียมพร้อมป้องกันภัย หรือแม้กระทั่งการอพยพฉุกเฉิน ซึ่งขาดการเชื่อมโยงระหว่างการสื่อสาร สื่อกลาง และหลักการปฏิบัติตนของประชาชน เช่น ผู้บัญชาการเหตุการณ์ตามระดับภัย ตั้งแต่นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรี จนถึงนายกรัฐมนตรี ใครมีหน้าที่รับผิดชอบเหตุการณ์ในรหัสไหน และต้องรายงานผ่านใครอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก และมีผู้รับผิดชอบหลักเพียงคนเดียวที่ประชาชนสามารถเฝ้าฟังและไว้วางใจในการให้ข้อมูลได้

2. การฝึกฝนและการปลูกฝังให้เป็นนิสัย

มาตรฐานต้องได้รับการฝึกฝนและทำความเข้าใจเพื่อให้สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเป็นอัตโนมัติเมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการปลูกฝังจนเป็นนิสัยและจำเป็นต้องฝึกตั้งแต่วัยเด็ก โดยควรบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคบังคับ ทั้งเรื่องการปฏิบัติตนในเหตุภัยพิบัติ (รวมถึงการป้องกันตนเองและครอบครัวจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์ หรือวินัยทางการเงิน) ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้รับความสำคัญในการบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐาน

นี่ไม่ใช่ประสบการณ์ครั้งแรกของผม แต่เป็นครั้งที่สามที่ต้องเผชิญกับเหตุภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อคนหมู่มาก ตั้งแต่วิกฤตสึนามิในปี 2547 ที่ผมได้ไปปฏิบัติหน้าที่บริหารงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อำเภอตะกั่วป่า จนถึงเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2554 (หรือ 2556) ที่ผมมีหน้าที่ในกระทรวงพลังงานในการประสานงานและสนับสนุนระบบไฟฟ้าและการขนส่งน้ำมัน และเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 ที่ผมมีหน้าที่ใน กสทช. บริหารจัดการโครงข่ายการสื่อสาร จนกระทั่งมาถึงครั้งปัจจุบันที่กลายมาเป็นผู้ประสบภัยเสียเอง

สิ่งที่เหมือนกันทุกครั้งคือ การขาดความพร้อมของระบบ แผนปฏิบัติการ และความสามารถในการเตรียมตัวของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกังวลและได้เคยให้ความเห็นไว้ในระหว่างที่รับหน้าที่พัฒนาให้เกิดระบบ Cell Broadcast ในฐานะผู้บริหาร กสทช. ตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งระบบนี้ต้องอาศัยการฝึกอบรมและการทำงานร่วมกันระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และกรมอุตุนิยมวิทยา โดยมีฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงร่วมกำหนดระเบียบแบบแผนในการดำเนินงาน ไม่ใช่ต้องมาแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า (Improvise) ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งยิ่งขึ้น

การบังคับบัญชา การสั่งการ และการสื่อสารต้องมีระบบที่ชัดเจน ไม่ใช่การประชาสัมพันธ์แบบต่างคนต่างทำเพื่อบอกให้สังคมรู้ว่า "ข้าทำงานแล้วนะ" ซึ่งเป็นการบั่นทอนระบบ สร้างความสับสน และไร้แบบแผน เพราะสาธารณชนต้องการผู้นำเพียงคนเดียวที่จะทำหน้าที่รับผิดชอบ สื่อสาร และให้แนวทางเพื่อสร้างความมั่นใจ พร้อมส่งสัญญาณในการดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เหตุการณ์ในสัปดาห์นี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า กรุงเทพฯ ยังสอบไม่ผ่านการทดสอบ Stress Test ของระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน