
เปิดตำนานไวน์ขาว 2
เปิดตำนานไวน์ขาว 2 คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ
ในเมื่องานเปิดตำนานไวน์ขาวเมื่อตอนที่แล้วได้กล่าวมาถึงคำว่าชาบรีส์ ชาบรีส์ อันเป็นชื่อชนิดไวน์ขาวที่ผู้คนนิยมรู้จักนับถือนั้นก็ให้ นึกถึงว่าคนทำงานชาวฝรั่งเศสในยุคนี้ กลุ่มที่ เขาอารมณ์ดีและออกจะทะเล้นหน่อยเขาบอกว่า ชาบรีส์นี่ มันเป็นวิตามินเชียวนะร่างกายขาดไม่ได้เลย ขาดแล้วจะเจ็บป่วยเรียกกันว่าวิตามินซี
(C- Chablis) 55 ก็ที่ในทางการแพทย์บอกว่ามนุษย์ขาดไม่ได้ จะเจ็บป่วยกายใจน่ะตัวเดียวกัน แล้วก็เลยปล่อยมุกให้มันตลกต่อไป ว่าวิตามินซี สำหรับชาวฝรั่งเศสนั้นประกอบไปด้วย C แรกก็คือ ชาบรีส์ - ไวน์ขาวตัวนี้ C ต่อมาก็คือคาเวียร์ - ไข่ปลาดำทองดองเกลือ จากนั้นค่อยว่าด้วย C กงฟี เดอ กานาร์ด หรือว่าน่องเป็ดรสเค็มตุ๋นในน้ำมันเครื่องเทศ
ขาดไม่ได้ก็คือ C-ครัวซองต์ แป้งงชั้นอบเนยรูปพระจันทร์เสี้ยวกินเติมสารแป้งให้ท้องกระเพาะ ส่วนขนมก็ขาดไม่ได้อีก C-คานาเล่ รึไม่ก็ C-Crape ที่สำคัญคือ กาแฟฝรั่งเศสใส่ครีม ที่เรียก คอฟฟี่ เเครม ของหวานก็ C-แครมบรูเล่ ซึ่งก็คือคัสตาร์ด สังขยาหน้าน้ำตาลไหม้ !!
อันนี้ก็พูดถึงว่าเมื่อเขา ร่าย มาเป็นชุดมันก็ น่าน้ำลายไหลและก็ทำให้เห็นว่าคนฝรั่งเศสนี้นิยมวิตามินซีแบบขาดไม่ได้กันจริงๆ แล้วก็เป็นภาพจำของชนชาติอื่นที่มองฝรั่งเศสเข้ามา จะมองเห็นว่าจะต้องมีสิ่งของเหล่านี้ในชีวิตประจำวันซึ่งจะหรูหราบ้าง ไม่หรูหราบ้างก็ตามอยู่เสมอจึงนำมาล้อเล่นกันเองในลักษณะดังกล่าวได้
เมื่อแกล้งถามต่อไปว่าแล้ววิตามินบี B ล่ะมีไหม? เพราะจังหวะว่าในเวลานี้เรื่องการขาดวิตามินนั้น เอาเข้าจริงๆแล้วเมื่อถึงอายุหนึ่งของชีวิต ร่างกายผลิตสารสำคัญในตัวเองไม่ได้จำเป็นจะต้องหาเติมเข้าไป อาการเหน็บชาที่มักเกิดขึ้นตามปลายมือปลายเท้าเมื่อคนถึงช่วงอายุหนึ่งมันเหน็ดเสียว
เมื่อไปพบแพทย์ปรึกษา หมอก็มักจ่ายวิตามินบำรุงปลายประสาทให้โดยเฉพาะวิตามินบีซึ่งอาจจะเป็นบีรวม 1/6/12 หรือจ่ายวิตามินบี 12 ล้วนที่มีคุณลักษณะเข้าไปในร่างกายแล้วช่วยแก้ปัญหาเหน็บชาได้ดี
กลุ่มนิยมไวน์ฝรั่งเศสได้ยินเข้าก็ ล้อกันขำๆ อีกว่าวิตามิน B ก็ คือ โบโจเล่ อันเปนไวน์แดงสดใส อีกประเภทหนึ่ง ต่อด้วยวิตามิน B บาแก็ต - ขนมปังฝรั่งเศสแท่งยาวๆ แล้วก็ B - บรีส์ เนยแข็งเปลือกขาวเนื้ออ่อน 55 จริงอยู่ว่าความนิยมการรับประทานไวน์ แกล้มไปกับเนยแข็งนั้นเป็นที่นิยมและทุกวันนี้ก็ต้องเอ่ยกันถึงชีสบอร์ดหรือว่าเนยแข็งหั่นชิ้นที่เสิร์ฟมาบนแผ่นไม้กระดานพร้อมผลไม้แห้งเปรี้ยวหวานนิดหน่อยรับประทานแกล้มไวน์ได้รสชาติให้มันคล่องปาก ยามไปร้านไวน์ บาร์ไวน์ ต้องมีให้บริการ
แม้กระทั่งตามสายการบินเมื่อเดินทางไปไหนมาไหนขึ้นเครื่องบินนั่งประจำการในที่นั่งเข้าแล้วก็มีชีสบอร์ด - กระดานเนยแข็งมาเสิร์ฟให้รับประทานแกล้มไวน์เป็นการทั่วไป ซึ่งไล่เรียงกันไปตั้งแต่เนยแข็งเนื้อนิ่ม เนยแข็งเนื้ออ่อน สายการบินบางเจ้าก็มีให้มากถึงสี่ชนิดเนย ทั้งแบบสีเหลือง แบบสีส้ม แบบสีขาว และขาวเจือน้ำเงิน โดยอาจจะหาวางลูกองุ่นสีม่วงเข้มมาให้สักครึ่งพวง บางทีก็เป็นลูกมะเดื่อเชื่อมแห้งด้วยน้ำหวานของตัวมันเองหรือไม่ก็แยมลูกมะเดื่อ เคียงมา
ทีนี้ก็คือว่า เดิมทีนั้นแบบธรรมเนียมการกินเนยแข็งกับผลไม้แห้งโดยเฉพาะพวกลูกแอปริคอต ลูกเกดนั้นก็เจตนากินเพื่อให้ตัวเนยแข็งซึ่งมีเชื้อจุลินทรีย์สูง เข้าตัวไปทำหน้าที่ในการช่วยย่อยอาหารหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ใหญ่ ถือเป็นการเติมสารจุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกายรับประทานกันทีหลังมื้ออาหารซึ่งอาจจะใช้วิธีโรยน้ำผึ้งหรือของหวานอื่นอะไรก็ตามเสริมรสชาติและวิตามินกันเข้าไป
ส่วนเนยแข็งแบบมีจุลินทรีย์สูงนั้นมีลักษณะร่วนแข็ง เหม็นบ้างก็แล้วแต่จมูกคนดม แต่ก็เป็นที่นิยมเพราะว่าน้ำผึ้งมันตัดรสกันได้ และยอมรับว่า มีปริมาณจุลินทรีย์มากช่วยย่อยอาหารได้ดี การกินอะไรในลักษณะนี้บางทีเห็นเขาเรียกเภสัชโภชนาหมายความว่ากินเป็นยามากกว่ากินเอาอิ่ม
แต่จะทำอย่างไรให้ยาที่กินนั้นอร่อยด้วยก็นับเป็นศิลปะทางอาหารอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งฝ่ายเจ้าพ่อไวน์ขาวนั้นเขาส่ายหัวกันเลยทีเดียวว่าการรับประทานไวน์แดงกับเนยแข็งมันไปด้วยกันไม่ได้ ! ที่เป็นอย่างนี้นั้น ท่านให้คำอธิบายว่าไวน์แดงนั้นที่เรารับประทานแล้วมีความฝาดเคลือบติดอยู่ที่ฟันแล้วก็ลำคอกระพุ้งลิ้นนั้น ไอ้ความฝาดอมขมชนิดนี้เรียกกันอย่างเป็นทางการว่าแทนนินซึ่งที่มามาจากเปลือกของผลองุ่นแดง
หากเรารับประทานองุ่นสดทั้งเปลือกก็จะได้รสนี้ติดอยู่ในปากเคลือบอยู่ที่ฟันไอ้เจ้าแทนนินนี้เองมันมีปัญหาในการเดินร่วมทางกับเนยแข็งในปากคนกิน เพราะอันว่าเนยแข็งหรือว่าชีสนั้น ท่านทำมาจากนม โปรตีนนมกับแทนนิน ไปกันไม่ได้ในทางศิลปะรสชาติ
เจ้าพ่อท่านขอให้รับประทานกับไวน์ขาว จะเข้ากัน ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเพราะอันว่าไวน์ขาวนั้นไม่ใช่ว่าทำจากองุ่นขาวหรือทำจากองุ่นเขียวแต่เพียง อย่างเดียว แล้วไม่มีแทนนิน ที่ว่าทำจากองุ่นแดงก็มีแต่เขาเอาเปลือกองุ่นแดงออกเสียก่อนนำไปบีบคั้นหมักบ่ม ดังนั้นแทนนินจึงไม่มีให้อยู่ในไวน์ขาว พอเอามารับประทาน กับเนยแข็งแล้วไปด้วยกันดีมาก
ต่อข้อถามถึงว่าเราจะเอาเนยประเภทไหนเล่ามากินกับไวน์ขาวประเภทไหน เจ้าพ่อก็แนะนำว่าพวกฝรั่งเศสเชื่อกันว่าไวน์มาจากแคว้นไหนก็ให้กินกับเนยแข็งประจำแคว้นนั้นมันจะเข้ากันโดยไม่มีเหตุผล เช่น ที่ Jura ซึ่งเป็นชายแดนระหว่างฝรั่งเศสเบอร์กันดีต่อกับสวิตเซอร์แลนด์มี Comte coms เนยแข็งขึ้นชื่อ ก็ให้กินกับไวน์ขาว จากเมือง Jura_ จะอร่อย จะอร่อย
ส่วนเจ้าพ่อไวน์แดงท่านก็ทนไม่ไหวยิบๆ แต่เมื่อฟังคำอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วท่านยอมรับ พลางบอกว่าถ้าจะไม่เอาแทนนินไปตีกับโปรตีนนมอย่างว่านั้น ไวน์แดงก็มีเหมือนกันที่ไม่มีเทนนิน แค่นำเอาไปทำเป็นเหล้าแอลกอฮอล์ดีกรีสูงที่เรียกกันว่า เหล้าพอร์ต
ซึ่งคนไทยก็บอกว่ารสชาติหอมหอมหวานหวานเหมือนกินยาธาตุสี่ตรากิเลนแบบดีกรีสูง ลองให้เจ้าพ่อไวน์ขาวลองกินเหล้าพอร์ตรสหวานกับเนยแข็งดู คราวนี้แทนที่พวกไวน์ขาวจะส่ายหัวก็กลับพยักหน้าหงึกหงักนักชกไวน์แดงก็ได้แต้มไปอีกหนึ่ง !
อันว่ารสหวานของไวน์นี้หลายท่านรับไม่ได้ชอบกินแต่ของที่ฝาดและขมก็ขอประธานกราบเรียนว่าอย่ารังเกียจมันเลยไอ้ความหวานเพราะความหวานนี้ถ้ามันมีอยู่ในไวน์ขาวแล้วไซร้ จะเป็นของที่มีมูลค่าสูงที่กล่าวเช่นนี้ก็เป็นด้วยเหตุที่ว่าไวน์ขาวนั้นเป็นของที่เขาไม่ค่อยเก็บกัน การหมักบ่มในตัวของมันเองเมื่อบรรจุขวดแล้วไม่เหมือนกับไวน์แดงที่ยิ่งนานไปแล้วการพัฒนาการของรสชาติให้นุ่มนวลจะทวีขึ้นเป็นลำดับไวน์ขาวเป็นของรับประทานตามอายุ หมายความว่าแก่เกินไปก็เสีย_เสียซึ่งรสชาติ
แต่ไวน์ขาวที่หวานได้รับข้อยกเว้น คือการเก็บไวน์ขาวชนิดหวานเป็นเวลานานข้าม 10 ปีรสชาติกลับทวีความรวยรุ่มทรงเสน่ห์มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นไวน์ขาวชนิดโซนแตร์นหรือบาซัค ที่หลายท่านรับประทานกับตับห่านฟัวร์กรา เจ้าพ่อไวน์ขาวแกเอามาทานกับเนยแข็งสีน้ำเงินหรือว่าบลูชีสซึ่งรสชาติฉุนกึกอบอวลแต่ปรากฏว่าเข้ากันอย่างลึกลับหน้าประหลาด_บาดใจไปสวรรค์!
แต่จะต้องเป็นการรับประทานในอุณหภูมิที่เย็นเจี๊ยบเหมาะสมซึ่งเขาจะมีตำรากำหนดไว้ จากประสบการณ์ผู้อิ่มเอมรสชาติอีกทีนึง ซึ่งอาจจะต้องพึ่งพาไกด์บุ๊คหรือหนังสือแนะนำของไวน์อีกที ส่วนปัญหาแทนนินนั้นยังไม่จบเพราะผู้คนที่รับประทานไวน์เพื่อเติมเต็มอารมณ์นั้นไม่ได้รับประทานกับมื้ออาหารแต่เพียงอย่างเดียวการ Get into The Mood นั้นบางทีแล้วรับประทานกับขนมโดยเฉพาะช็อกโกแลต
เจ้าพ่อไวน์ขาวมีความอึดอัดใจเมื่อเห็นฝ่ายไวน์แดงรับประทานช็อกโกแลตกับไวน์แดงประจำตัว เลยพยายามชี้ให้ความเห็นว่าอย่าลืมว่าในโกโก้ที่นำมาทำช็อกโกแลตนั้นเมล็ดของมันมีแทนนิน มีความฝาดของแทนนินอยู่ไม่เชื่อลองกินช็อกโกแลตแบบเข้มที่เรียกว่าดาร์คช็อกโกแลตแล้วไม่มีน้ำตาลอยู่เลยดูดิ ฝาดปากฝาดฟันเลยไหมล่ะ
คราวนี้เมื่อมาเจอกับไวน์แดงชนิดว่ามีแทนนินฝาด มันจะอิหลักอิเหลื่อเบื่อขมกันเข้าไปใหญ่ ฝ่ายเจ้าพ่อไวน์แดงรับฟังด้วยวิจารณญาณตรึกตรองแล้วคำนึงไปถึงประสบการณ์ในอดีตของตนเองก็ร้องว่า เป็นไปได้_เป็นไปได้ เจ้าพ่อไวน์ขาวเสนอขยี้ต่อว่าตามหลักการแล้วก็ควรจะกินไวน์ขาวที่มีรสหวานอย่างไวน์โตกาย โตเก ของจักรพรรดิดินีฮังการีกับช็อกโกแลต ภายใต้กติกาที่รู้กันอยู่ว่าเมื่อแทนนินของโกโก้มาเจอกับแทนนินขององุ่นแล้วมันทวีความขมไอ้ความขมชนิดนี้ไปตัดรสชาติหันหน้าอภิรมย์ของสองฝ่ายออกไปอย่างไม่น่าเชื่อ เสียตังค์เปล่าเปล่าอุตส่าห์ซื้อของดีมากินแต่ 1 + 1 กลายเป็นศูนย์ไม่ได้กลายเป็นสองเป็นสาม
ดังนั้นแล้วทั้งสองฝ่ายก็คิดหาทางว่าจะค้นสูตรอะไรมากินกับช็อกโกแลตให้ได้ดีจึงได้แนวทางว่าความหวานนั้นมีผลตัวช็อกโกแลตจะต้องหวานน้อยกว่าตัวไวน์ส่วนตัวไวน์แดงนั้นต้องหวานหน่อยแล้วก็ต้องมีแทนนินที่ต่ำ
ซึ่งอาจจะเลือกตัวที่มีกลิ่นรสของผลไม้เปรี้ยวหวานแรงกว่าแล้วก็มีแอลกอฮอล์ค่อนไปทางสูงหน่อยจึงจะไปได้ดี ถ้าไม่อย่างนั้นจะต้องแพ้พ่ายแก่พวกไวน์ขาว โดยจะต้องเอาเหล้าพอร์ตเข้าไปสู้ ซึ่งมันจะตกอีหรอบเดียวกับการกินเนยแข็งในรอบที่แล้วบนสังเวียนครั้งก่อนคิดไปคิดมาหวยก็ไปออกที่เหล้าองุ่นแทนนินต่ำอย่างซินฟันเดลซึ่งให้รสชาติแบบลูกเกดมากกว่าแบบองุ่นกินกับช็อกโกแลตผงโกโก้แล้วใช้ได้ๆ
สรุปถ้ายืนยันว่าจะต้องเป็นไวน์แดง ดีกรีไม่แรงต้องจบตัวนี้งานนี้สองเจ้าพ่อถือว่าเสมอกันไม่มีใครได้แต้มใครเหนือใคร ! อันว่าปัญหาเรื่องแทนนิน พูดกันอย่างลึกลับแบบว่ากระซิบกระซาบ ระหว่างสองเจ้าพ่อโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันก็คือมันเป็นตัวทำให้ซึมเซา
ว่าเมื่อกระดกไวน์เข้าไปแล้วรู้สึกว่าน้ำไวน์ซึมซาบเข้าไปตามเส้นเลือดแล้วเกิดอาการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อมีสภาวะทิ้งตัว น่าสบายนั้นไอ้กล้ามเนื้อบางอย่างที่มันควรจะแข็งในเวลาการใช้งานเมื่อเจอแทนนิน ตัวนี้เข้าไปมากๆเข้า มันจะผ่อนคลายหายตึงแข็ง ไอ้ความซึมเซาของร่างกายในอวัยวะอื่นนั้นทำให้บังเกิดความสุขความสบายขึ้นจริง แต่ความซึมคลายของอวัยวะที่ไม่ถูกไม่ควรจะกลายเป็นความทุกข์!
แวะพักบรรทัดนี้เพื่อคำนึงถึง อะไรๆในชีวิตว่าอัน คนกินเหล้ามันมีปัญหาอยู่ว่า มีความสุขแล้วกิน หรือ มีความทุกข์แล้วกิน?ดังกล่าวไว้แล้วในตอนก่อนๆว่า ผู้ที่ติดยาจนต้องบำบัด หรือโดนพิษยาพิษสุราเข้าเส้นจนเรื้อรังนั้น ร้อยทั้งร้อย กินเหล้าเสพยาตอนมีความทุกข์ทั้งนั้น
อีทีนี้ชีวิตคนเรา มันมีสัดส่วนที่ไหนเล่าความทุกข์จะน้อยกว่าความสุข 55 มันมักจะมีมากกว่าเสมอไป ทุกข์ใจทุกข์กายทุกข์เงินกับแฟนทุกข์เข้าก็คว้าหมับ_จับกรอก กินเอาให้คลายใจ ลืมข้างไอ้คนมีสุขมักหาคว้ามาละเลียด กินเอาให้ชื่นใจ_ใจชื่นฝ่ายนักการศาสนาแนะนำว่าทุกข์นั้นมีและรู้รฤกเสมอ แต่ขอให้วางไว้ ขอให้ใจชื่นสุขก็พอ
อีทีนี้เจ้าพ่อไวน์แดงและไวน์ขาวรวมทั้งเจ้าพ่อสุราเมรัยชนิดอื่น เขาจับประเด็นได้ แต่ตรงคำว่า ขอให้ใจชื่นสุขสักนิดก่อน ดังนั้นแล้วตามผับตามบาร์ริมหาดและสระโรงแรมก็ถึงมี คำว่า happy hour ปรากฏขึ้นในยุทธจักร_ปัดถ่อ ! ความรู้สนุกๆเหล่านี้ พวก fundamentalist เขาไม่ชอบให้เอามา บอกกล่าว อยากให้หนักแน่นอยู่แต่ในข้างศีลธรรมที่ตัวเองคิดสร้างเอาเอง โดยตนเองก็กระมิดกระเมี้ยน ทั้งจิบทั้งดื่ม_ชื่นใจ เวรกรรม
ส่วนประดาผู้เขียนไกด์บุ้คนั้น ก็แน่ล่ะบางคนเขาใช้เวลาครึ่งชีวิตตรวจสอบเลือกหาว่าของใดดีเทียบกับอะไร ใช้โพยส่วนตัวให้คะแนน แล้วเรียงไว้มาแลกเปลี่ยนกันในความ comfort food นั้นไวน์จะขาวจะแดง กินกับพิซซ่าอร่อยที่สุด โดยจำเพาะพิซซ่าที่เผ็ดหัวหอม และเค็มคาวปลาแองโชวีบางคนเขาว่า ไวน์ขาวกินทำไม๊ ไม่เมาที สู้กินไวน์แดงถองหนักๆเต็มปากเต็มคำกว่า 55 ตอนนี้เจ้าพ่อไวน์แดงเค้าออกมาแก้แทนให้แล้วว่า
ไวน์แดงมันมีแทนนินกินแล้วซึมเซา ไวน์ขาวเราสิไม่มีกินแล้วระริกระรื้ จะปรี้จะเปร่า ปลุกขวัญที่ซึมสงบเชาให้สดใสแข็งแรงแวววาว! ในความเสียใจของบรรดาผู้ดื่มผู้จิบคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำขวดสุราเมรัยหล่นแตก! เสียดายหนักหนาคืนหนึ่งที่สุโขทัยเอาไวน์ไปแช่ไว้ในตู้โรงแรม ยามหยิบแล้วมือสั่น ขวดตกแตกหมด อดกินไม่พอยังอดสู ทั้งที่เขาสู้อุตส่าห์ไปหาพิชช่าปลาเค็มหัวหอมมาเตรียมไว้ให้แล้ว
เพื่อให้จบลงได้สวยงามสำหรับตำนานไวน์ขาวในภาคสอง การไม่กล่าวไปถึงไวน์ขาวในสกุลเยอรมันคงไม่ได้ที่แคว้น Alsace ซึ่งเป็นแคว้นชายแดนของฝรั่งเศสต่อแดนกับเยอรมันมันจะมีแม่น้ำที่ไหลมาจากเมืองสตาร์ทบวกในลักษณะเป็นแม่น้ำพรมแดน องุ่นที่ปลูกไปบริเวณแถบลุ่มน้ำนี้ว่ากันว่าพอปลูกในเขตเยอรมันจะหวานแต่ถ้าปลูกในฟากฝรั่งเศสแม้จะเป็นริมน้ำเดียวกัน กลับให้รสฝาดเขาบอกว่าแม่น้ำกับทิศทางพระอาทิตย์นั้นมีผลเพราะในตอนกลางวันแม่น้ำทำตัวเหมือนแผ่นกระจกสะท้อนแล้วก็ส่งแสงแดดอันอบอุ่นนั้นไปให้ที่ต้นองุ่นซึ่งปลูกกันคนละโลเคชั่นในยามค่ำคืนที่หนาวอุณหภูมิอบอุ่นสะสมนี้ยังอยู่ทำให้เมล็ดผลองุ่นมีความอุดมสมบูรณ์ นิยมปลูกองุ่นพันธุ์รีสลิ่งและเกวุสตรามิแนร์ ซึ่งในพันธุ์ที่สองนี้ขอเรียกด้วยตัวเองว่าไวน์องุ่นกลิ่นลิ้นจี่
ทางเยอรมันและออสเตรียบอกว่าผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของเขา เช่นวาเคา นั้นรสนุ่มรับประทานกับอาหารพื้นบ้านอย่างขาหมู ลิ้นหมูต้ม ที่ชื่อดังมีเช่น กุ๊บวิลเลอร์, รูฟฟาค, ไดช์เชอแบรคขวดไวน์ขาวของฝ่ายลุ่มน้ำฝรั่งเศสและเยอรมันนี้แปลกไปเพราะมันจะชะลูดและไม่มีคอ ส่วนเวลาเรารับประทานไวน์แล้วเหลือไม่ว่าจะขาวแบบมีฟองหรือขาวไม่มีฟองพวกยุโรปหาเรื่องกำจัดโดยการหยอดเหล้า crème de cassis เข้าไปจะได้เป็นเครื่องดื่มชนิดใหม่ชื่อว่า KIR Royal
แต่ถ้าไม่ใช่ค้างขวดคือเปิดมาใหม่ใหม่แล้วตั้งใจพลิกแพลงจะทำ ก็ให้เติมเหล้ารสกาแฟชนิดคาลัวร์หรือครีมเดโกโก้สี่หยดเข้าไปอันนี้จะได้เครื่องดื่มชนิดใหม่ในนาม แบ็ลค รัสเซียน มฤตยูปูตินดำ 55 ก็เขาบอกแล้วว่าโกโก้กับไวน์ขาวมันเข้ากันได้ดี๊ดี!!







