thansettakij
thansettakij
เครือคำแสนหวี 2 : ยุทธการหม้อทองคำ

เครือคำแสนหวี 2 : ยุทธการหม้อทองคำ

เครือคำแสนหวี 2 : ยุทธการหม้อทองคำ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • คำว่า “ไท/ไต” หมายถึง “คน” หรือ “ชาว” ที่ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง มีการแบ่งกลุ่มสำคัญ เช่น ไทใหญ่ (ไตโหลง), ไทเขิน, ไทยวน, ไทลื้อ และไตยอง โดยแต่ละกลุ่มมีถิ่นฐานและลักษณะทางภาษาที่แตกต่างกัน
  • กลุ่มไทหลายกลุ่มกระจายอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันของเมียนมา จีน และอินเดีย อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการขยายอำนาจในอดีต เช่น เชียงตุงและรัฐฉานอยู่ในเมียนมา ส่วนเชียงรุ่งอยู่ในมณฑลยูนนานของจีน
  • พงศาวดารไทใหญ่เล่าเหตุการณ์การขยายอำนาจของเสือข่านฟ้า ทั้งการได้เมืองอัสสัมด้วยกลยุทธ์สร้างความหวาดกลัว และการที่ฮ่องเต้จีนส่งคนเข้ามาชักจูงให้ย้ายเมืองหลวงด้วยอุบายเรื่องหม้อทองคำ ซึ่งนำไปสู่การเสื่อมอำนาจของอาณาจักรในเวลาต่อมา

มาถึงจุดนี้คุณผู้อ่านก็กรุณาความเห็นถามไถ่มาว่าตกลงไท/ไต ที่ว่านี้มีไทอะไรบ้างและเห็นไปเรียกปวงเขาว่าชาติพันธุ์แล้วคนไทยแบบมีย.ยักษ์เราเนี่ยเป็นชาติพันธุ์หรือเปล่า? อย่างไร?ก็ต้องขอประธานกราบเรียน (ธานใช้ ธ.ธงเพื่อจำลองบรรยากาศในสภาซึ่งเวลาพูด เขาให้ต้องพูดกับประธานเท่านั้นไม่พูดกันเอง ก็เดี๋ยวจะทะเลาะกัน 55)

อันคำว่า ไท แบบไม่มีย.ยักษ์ในที่นี้ ท่านหมายถึงว่า/แปลว่า “คน” หรือ “ชาว” โดยมีนัยยะว่าเป็นคนที่อยู่บ้าน (คามะ)ไม่ได้อยู่ป่า(อรัญ) พูดให้หนักเข้าก็คือมีความเออเบิ้น urban มีความเป็นเมือง แต่เมืองนั้นจะเจริญทางวัตถุหรือเปล่าอีกประเด็นหนึ่ง แต่เมืองนั้นมีหลักแหล่งถาวรแน่นอนไม่ใช่เลื่อนลอย ย้ายไปย้ายมา และมีอารยธรรมไม่ป่าเถื่อน แต่จะโหดร้ายบ้างก็ธรรมดา เสื้อผ้ามีใส่สวยๆไม่ชีเปลือย

คำว่าไท นี้เวลาออกเสียงอาจเพี้ยนเป็นต.เต่าบ้างว่าไต ไตหลวง เพี้ยนมาจาก คำว่า ไตโหลง คำว่าหลวง/โหลง อันนี้ก็คือแปลว่าใหญ่อย่างที่เราพูดกันเป็นสร้อยคำว่าใหญ่หลวง ไตหลวงก็เลยกลายเป็นไทหลวง กลายเปนไทใหญ่ด้วยประการฉะนี้

 

ส่วนไทเขินนั้นเขาทำเครื่องเขินหรือแล็กเกอร์แวร์คือข้าวของภาชนะไม้ไผ่สานเคลือบด้วยยางไม้อย่างที่เรียกว่าแล็กเกอร์ บ้านเขาอยู่เชียงตุงเค้าหน้าของชาวไทหลวงหรือไทใหญ่กับเองค้าใบหน้าของชาวเชียงตุงหรือไทเขินนั้นแลดูแล้วมีความต่างอยู่บ้างดังรูปที่เชิญมานี้คือรูปของเจ้าสายเมืองซึ่งท่านเป็นเจ้าฝ่ายเชียงตุงไทยเขิน เทียบกับสายไทใหญ่หรือเจ้าฟ้าไทใหญ่

ในเชิงภาษาศาสตร์นั้นทั้งภาษาเขินและภาษาไทยใหญ่จัดเป็นกลุ่มนอร์ธ เวสเทิร์นไตหรือ ฉานนิก (Shanic) มีความใกล้เคียงกันสูง ส่วนไทยวนกับไทลื้ออันนี้เป็นกลุ่มเซาท์เวสเทิร์นไทพวกไทลื้อเขาอยู่เชียงรุ่งปัจจุบัน จำต้องไปเปนฝักฝ่ายกับทางยูนนานของเมืองจีนส่วน พวกไทยวนนั้น ยวนก็มาจากคำว่าโยนก ชาวโยนก_ไทโยนกก็คือ นครชัยบุรีศรีช้างแล่นอยู่ริมน้ำโขงฝ่ายเชียงราย กลุ่มภาษาของไทยวนโยนกกับไทลื้อนี้นักภาษาศาสตร์แกบอกว่าเป็นภาษากลุ่มเชียงแสนไม่เหมือนเสียงกับกลุ่มฉานนิก

ซึ่งหลังมานี้จำต้องไปสังกัดกับสหภาพพม่า ในเวลาที่อังกฤษบุกมาช่วงเวลายุคล่าอาณานิคมนั้นอังกฤษได้เชียงตุงและไทใหญ่ไป แต่พอจีนบุกเข้ามาจีนได้เชียงรุ่งไปไปอยู่กับมณฑลยูนนานเชียงตุงกับฝ่ายไทใหญ่แสนหวีก็ไปอยู่ทางรัฐฉานของพม่าในปัจจุบันนอกจากนี้ยังมีชาวยองหรือไตยองเขาก็อยู่เมืองยอง เมืองพยาก

ส่วนไทใหญ่ที่ว่าอยู่แสนหวีนั้นอยู่สีป้อก็มีอยู่เชียงแสนก็มากอยู่เมืองมีด เมืองยองฮ่วยเมืองยาง เมืองกอง กษัตริย์พม่าองค์สุดท้ายที่ชื่อว่าพระเจ้าธีบอร์ที่จริงแล้วก็คือพระเจ้าสีป้อ ตัวท่านมีพระมารดาเป็นไทใหญ่แห่งเมืองสีป้อท่านก็เลยเป็นเจ้าฟ้าที่ได้นามตามนี้ฝรั่งออกเสียงว่า ธีบอร์ พม่าออกเสียงว่าสีป่อธงของฝ่ายไทใหญ่นี้เรียกกันว่าธงฉานเขาหนดให้มีองค์ประกอบเป็นสีเหลือง เขียว แดงและขาว

เครือคำแสนหวี 2 : ยุทธการหม้อทองคำ

โดยให้ความหมายว่าสีเหลืองนั้นหมายถึงพระศาสนาก็เนี่ยแหละคนไทใหญ่นั้นมักถูกคนกรุงหรือคนในเวียงเรียกด้วยคำที่โลนสักหน่อยว่าเงี้ยวสเตริโอไทป์คือ เป็นกลุ่มชนที่ชอบทำบุญทำทานเป็นหนักหนา เพราะงานทำบุญนั้นถ้าเทียบกับชนชาติอื่นแล้วของเขายิ่งใหญ่จริงๆแล้วทำถี่ทำบ่อยมีความสนุกรื่นเริงในการทำบุญมากๆจึงมีคำกล่าวที่พูดกันว่ากินอย่างม่านทานอย่างเงี้ยว

อันนี้ก็หมายความว่าเวลาฝ่ายม่านหรือฝ่ายพม่ากินข้าวนั้นข้าวของจะเต็มสำรับไปหมดทั้งของเรียกน้ำย่อยของออเดิร์ฟของรับประทานหลายเมนู มี ไปยันของล้างปากทั้งบุหรี่ทั้งยามวน ทั้งของหวานกินกันอย่างจัดเต็มว่าอย่างนั้น

ส่วนงานทำบุญทำทานของฝ่ายเงี้ยวหรือฝ่ายไทใหญ่นี้ยิ่งใหญ่อลังการหาชาติใดจะเหมือนตนเองมีน้อยกินน้อยไม่เป็นไรแต่ถ้าถึงคราวต้องทำบุญเข้าวัดแล้วทำอย่างยิ่งใหญ่ทำเต็มที่ใช้สตางค์หมดเปลืองเท่าไหร่ไม่มีกังวลทั้งนั้น

ส่วนสีเขียวของธงฉานนี้แสดงถึงความบริบูรณ์ทางการเกษตรในเขตอาณาจักรของเขาส่วนสีแดงก็แน่นอนว่าเป็นสีของกองทัพที่มีความกล้าหาญมีพระจันทร์ดวงหนึ่งเป็นสีขาวเพราะเป็นพระจันทร์แห่งสันติตรงกับลักษณะอุตรนิสัยใจคอของชาวไทใหญ่บรรทัดนี้แวะพรรคเพื่ออนุสรณ์คำนึงถึง ฯพณฯ ธงฉาน โชติกเสถียร อดีตเอกอัครราชทูตไทย ผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพเมียนมาร์ในยุคหนึ่ง คำว่าธงฉานนี้หายไปนานเป็นธงพิเศษชนิดหนึ่งซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าไม่ใช่ธงชาติแต่ว่าเป็นธงฉาน

คำว่า ฉาน แปลว่า ข้างหน้า เช่นในคำว่า หน้าฉาน หมายความว่า หน้าพระที่นั่ง หรือหน้าที่นั่ง เช่น ห้ามเดินตัดหน้าฉาน หมายความว่า ห้ามเดินตัดหน้าที่ประทับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในภาษาไทยโบราณ คำว่าธงฉานหมายถึง ธงนำกระบวนกลองชนะ มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ธงฉาน คือ ธงที่ชักขึ้นที่เสาหัวเรือ เสาหน้าเรือ (เสาเรือมีหลายเสา) ธงฉาน มีลักษณะเป็นธงไตรรงค์ แต่ตรงกลางมีรูปสมอสอดไว้กลางวงจักรภายใต้พระมหามงกุฎสมอจักร และพระมหามงกุฎ มีสีเหลือง

เครือคำแสนหวี 2 : ยุทธการหม้อทองคำ

ธงฉาน จะชักขึ้นที่เสาหน้าเรือพระที่นั่งหรือเรือที่ได้ขึ้นระวางประจำการเป็นเรือพระที่นั่งและเรือหลวง เรือรบในขณะประจำการเป็นเรือประจำยามประจำอ่าว จะชักธงฉานขึ้นที่ปลายพรวนขวาของเสาหน้า ถ้าเรือลำนั้นเป็นที่ตั้งของศาลทหารซึ่งกำลังดำเนินการพิจารณาคดีอยู่จะชักธงฉานขึ้นที่เสาก๊าฟ หรือที่ปลายพรวนของเสาหลัง (คำว่าพรวน คือ เสาที่ร้อยโซ่อยู่ตรงกราบเรือ เพื่อกันคนตกน้ำ)

นอกจากนี้ ธงฉานยังใช้เป็นธงประจำกองทหารเรือสำหรับเวลายกพลขึ้นบก เมื่อกองทหารเรือกองนั้นไม่มีธงประจำกองอีกด้วย บางท่านกล่าวว่าธงฉานนั้นเป็นของที่คู่กันกับธงไชย_ธงไชยเฉลิมพล แต่เรื่องนี้มีรายละเอียดอีกมากและลำดับศักดิ์ของแต่ละธงนั้นอาจเสมอกันหรือแตกต่างกันไปต้องว่าเป็นตอนเฉพาะอีกที

มาบัดนี้ก็จะกลับไปกล่าวถึงกรณีที่ว่าเมื่อครั้งสมัยเจ้าหลวงเสือข่านฟ้าขยายอาณาเขตไปถึงอัสสัมนั้นเป็นเรื่องที่ชาวไทใหญ่ก็ขบขันขมขื่นกันอยู่เป็นการทั่วไป เพราะเมื่อไปถึงเมืองอัสสัมแล้วกองทัพของฝ่ายเรามีน้อยกว่าฝ่ายอัสสัมมาก แต่จากการสนทนาถามไถ่แล้วชาวอัสสัมเกิดความกลัวขึ้นมาเองโดยไม่สมเหตุสมผลจึงทิ้งเมืองแล้วก็ยกสมบัติให้_เอ้อแปลก

ส่วนกรณีว่าฮ่องเต้เห็นว่าเสือข่านฟ้าชักมีฤทธิ์อำนาจมากเกินไปแล้วต้องบริหารจัดการตามหลักการของมหาอำนาจที่ใช้ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ในการปกครองชนกลุ่มที่ตัวเองคิดว่าเป็นกลุ่มเล็กกว่าเจ้าไทใหญ่เรียกตนเองว่าเจ้าหอคำ คือ มีห้องหอทองคำ ไว้อยู่พำนัก แต่ถ้าเป็นฮ่องเต้แล้วเรารู้สึกว่าเขาใหญ่กว่าตนจึงเรียกว่าเจ้าหอแสง มีห้องหอแสงวิบวับไว้อยู่

เรื่องนี้ได้เคยกล่าวไว้ในตอนก่อนๆว่าคำก็คือทองคำ แสงนั้นเป็นของที่มาจากแก้วมาจากเพชรบางทีเทียบกันแล้วรู้สึกว่าแสงนี้จะเป็นของที่แรงกว่าหรือมีค่าสูงกว่า อันฮ่องเต้ นั้นเป็นคนฉลาดซึ่งที่จริงแล้วอาจจะรวมถึงขบวนการอำมาตย์ของฮ่องเต้ด้วยที่ฉลาดมากเกิน

เมื่อรู้ว่าพวกไทใหญ่ ไตโหลงให้ความสนใจในกระบวนการเมจิก หรือศาสตร์เวทย์มนต์เรื่องอะไรที่สมัยนี้เค้าเรียกกันว่าเรื่องมูซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่มาคำว่า มู มันคืออะไรมันอาจจะมาจากคำว่าเมจิกหรือเปล่าไม่ทราบได้ เรื่องเมจิกหรือเวทมนตร์คาถา superstition นี้อยู่ในใจของฝ่ายเสือข่านฟ้าเสมอมา เพราะที่มาแห่งการได้บัลลังก์ของตนเองนั้นก็มาจากกรณีผีฟ้าผีบรรพชนมาบอกมาเข้าฝัน และเสือที่มาข่านหลังตนเองก็ไม่ใช่เสือธรรมดาเป็นเสือเสกเสือมนต์แปลง

การที่จะทำให้การที่จะทำให้ฤทธิ์เดชของเสือขาน่ฟ้าค่อยๆหายไปได้นั้นจำเป็นจะต้องดำเนินงานทางภูมิรัฐศาสตร์คือจะต้องจับให้แกย้ายสถานที่เมืองหลวงซึ่งอันนี้เป็นงานถนัดของฝ่ายจีนปัจจุบันนี้ก็ยังไม่หายถนัด ฮ่องเต้แกวางแผน ให้มีอำมาตย์คนหนึ่งทำทีเป็นรู้เห็นดินฟ้ามาฝังหม้อซึ่งเป็นหม้อทองคำทิ้งไว้ในบริเวณชัยภูมิที่ต้องฮ่องเต้ต้องการให้เสือขันธ์ฟ้าย้ายจากเมืองหลวงเดิมมาอยู่ที่ใหม่ตรงนี้

ว่ากันว่าเป็นพื้นที่ตรงข้ามกับเมืองเดิมบริเวณที่แม่น้ำเมาไหลผ่าน ตาสายลับซึ่งปลอมตัวมาในคราบของหมอไสยศาสตร์เซียนจีนนี้แสดงปาฏิหาริย์ในนู่นไอ้นี่ทำให้ เสือข่านฟ้ามีความนับถือศรัทธาอยู่มาวันนึงก็ไม่รู้ว่าเหตุอะไรเมื่อเข้าสบช่องตามตำราท่านอาจารย์จีนก็บอกว่าพื้นที่ที่ควรจะย้ายเมืองนั้นจะมีหม้อผุดขึ้นมาสมควรที่จะไปดู เมื่อไปดูแล้วพบว่าเรื่องนี้มีอยู่จริง เสือข่านฟ้าก็ตกลงใจย้ายเมืองที่อยู่ในชัยภูมิอันเข้มแข็งไปอยู่ในบริเวณพื้นที่หม้อทองคำ ซึ่งเป็นจุดเสียเปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ ฮ่องเต้ก็แฮปปี้โดยประการนี้

ส่วนในเรื่องยุทธการฝังหม้อทองคำนี้ในระยะหลังมาก็ยังมีคนใช้อยู่เป็นระยะๆ เพราะว่าเป็นกลเกมส์คลาสสิกของผู้ที่ต้องการปั่นหัวคนโดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์คาถาซึ่งมีอยู่จริงรึเปล่าก็ไม่รู้แต่รู้ว่าไม่น่าจะมีเพราะวางแผนกันเป็นขั้นเปนตอน

ยุคหนึ่งมีอาจารย์ดีเกิดขึ้นในบ้านเมืองทำทีเป็นว่าสามารถรู้เห็นผีสางนางไม้พาคนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งฝักใฝ่ในเรื่องดังนี้ไปดูปรากฏการณ์เมจิกมีผีเปรตเดินไปมาอยู่ริมทะเลบ้างบนภูเขาบ้างซึ่งก็จัดฉากใช้คนมาต่อขาแล้วก็นุ่งผ้ายาวยาวเดินในที่มืดผู้คนที่หลงงมงายก็เชื่อศรัทธาเอารถเบนซ์เอสคลาสไปให้ใช้

อาจารย์คนนี้ถึงเวลาวันหนึ่งก็หาทางเอาพระทองคำซึ่งก็ไม่รู้ทองคำจริงเปล่าแต่วัสดุดูแล้วมีค่าอย่างทองไปฝังไว้

บนที่ดินแปลงหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วก็ทำทีว่าปรากฏนิมิตรขึ้นในความฝันให้ไปขุดที่นั่นที่นี่ก็บังเอิญเจอพระทองคำแต่มันก็มาโป๊ะกันตรงที่ว่า ศิลปะของพระที่เอาไปฝังนั้นมันยังไม่ถึงยุคที่บอกว่ามีความเก่าแก่โบราณ

ส่วนพระหนุ่มเณรน้อยชนิดที่ว่าอยากจะดังขบวนการทั่วไป เขาจะต้องหาทางให้พระนั้นหน้าตาดี มีผิวสวย ตาคม เสียก่อน จัดทรงให้พระนั้นมีอิทธิฤทธิ์เสียก่อนคล้ายกับการปั้นดาราชนิดหนึ่ง

คราวนี้ก็ค่อยมีการเอาพระทองคำ ไปฝังไว้อีก เสร็จแล้วก็ต้องเข้าตามตำราคือมีนิมิตรฝันว่าเทวโดกเทวดามาหามาบอก พอไปขุดพระแล้วคราวนี้ก็จะมีชื่อเสียงโด่งดังได้สตางค์มาก็พากันไปเที่ยวเล่นเจ็ตสกีสนุกดีทิ้งคนที่หลงเชื่อโดยไม่ได้สนใจเรื่องสถิติของงานศิลปะและปรากฏการณ์หลอกลวงผู้คนให้หงายเงิบต่อไปเมื่อความจริงเฉลย

เครือคำแสนหวี 2 : ยุทธการหม้อทองคำ

กองทัพของเจ้าเสือข่านฟ้าในยุคที่ยกทัพไปตีรัฐอัสสัมของประเทศอินเดียนั้นรัฐอัสสัมยังเรียกกันว่าเมืองเวสาลีทัพนี้มีขุนสามหลวงน้องชายเป็นแม่ทัพหน้า มีท้าวเสือหันไก่เป็นรองมีท้าวผาหล่อไปด้วยเมื่อไปถึงเมืองเวสาลีได้พบกับเด็กเลี้ยงควายและชาวบ้านชาวเมืองมามุงดูเป็นจำนวนมากเหลือคณา ต่างพากันซักถามวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ว่ามาทำอะไรมาจากเมืองไหนพวกของเสือข่านฟ้าเรียกเมืองของตัวเองว่าโกสัมพีเล่าให้ฟังว่ามาจากเมืองสำคัญเป็นลูกน้องของเจ้าเสือข่านฟ้า เครือเสือผู้ใหญ่ มีราชโองการมาให้พวกข้าจับพวกสู กินเสีย!

ผู้คนทั้งหลายที่มานั้นมีจำนวนมากมากมายกว่ากองทัพมาก เสือสามเมื่อประกาศไปแล้วว่าจะมาจับกินก็ต้องสร้างเรื่องทำอุบายให้มันสอดคล้องกับคำขู่ เจ้าสามหลวงใช้วิธีการว่าตั้งแต่นี้ต่อไปกองทัพของเราจะต้องอำพรางห้ามให้คนเห็นขี้แต่ให้ทำขี้ปลอมโดยใช้เนื้อหนังกระดูกของคนสัตว์ทั้งหมาทั้งม้าวัวควายหมูไก่มนุษย์เอามาสับเป็นชิ้นเล็กๆแล้วทำเป็นขี้ปลอม เพื่อให้สมกับว่าไทใหญ่เป็นเผ่ากินคนมาจาก แสนหวีโกสัมพีนคร

เมื่อปล่อยข่าวไปแล้วว่าจะมากินคนเวสาลีทีมงานของพระเจ้าเวสาลีออกมาสืบข่าวไปเห็นขี้ปลอมเป็นกองกระดูกเศษซากอาหารเนื้อต่างๆเต็มไปหมดเด้งมากราบบังคมทูลว่าได้ไปเห็นซากขี้ของพวกเค้าไม่เหมือนเรามีทั้งเนื้อดิบหนังขนและกระดูกเป็นชิ้นเป็นท่อนกองเต็มไปหมดทุกที่ทุกฉาก

เจ้าหอคำแห่งเมืองเวสาลีได้ยินก็ปรึกษาเสนาอำมาตย์ คำนวณเมจิกก็ไปคิดเอาว่าขณะนี้เคราะห์กรรมบ้านเมืองมาถึงแล้วเกิดเหตุอาเพศเผ่ากินคนเข้ามายังเมืองการเกณฑ์จะเที่ยวหาเกณฑ์ผู้คนเป็นกองทัพไปรับภาระสู้ศึกคงจะสู้เขาไม่ได้คงจะถูกเขากินล้มตายไปเปล่าควรไปเจรจาเป็นไมตรีแต่เนิ่นๆจะได้พ้นจากความเดือดร้อน

พงศาวดารของไทใหญ่ระบุว่า ณจุดนี้ทั้งเจ้าและข้าก็พากันไปก้มค้อมน้อมหัวให้กับแม่ทัพใหญ่ฝ่ายเสือข่านฟ้าถวายเงินส่วยทองคำ ตกลงกันว่าตอนนี้ไปเมื่อหน้า หมื่นชั่วเจ้าขุนหาญ แสน ปานเมืองภายหน้าใครจะมาครครองเมืองก็แล้วแต่ สามปีสี่ปีต้องส่งส่วยเงินส่วยทองคำเป็นพันธมิตรทองคำ 100 เงิน 100 ผ้าแพรผ้าไหมมากกว่านี้ อย่าผิดคำสัญญาถ้าผิดแล้วบ้านเมืองจะพินาศชิบหาย

เจ้าเมืองอัสสัมเวสาลีก็ยินยอมหาผู้คนตัวแทนเดินทางติดตามกลับไปอ่อนน้อมค้อมหัวยังเจ้าเสือข่านฟ้า ระหว่างทางแม่ทัพนาสกองทั้งเท้าเสือเย็นและท้าวผาหล่อลำพึงกันว่าคนเมือง

เวสาลีนี้ใจเสาะใจสั้นผู้คนก็มากมายเพียงแค่เด็กเลี้ยงควาย ก็มากกว่าทหารของเราได้ข่าวแค่นี้ก็ไม่ยอมสู้ยอมค้อมหัวง่ายงๆช่างโง่เซอะเสียจริง

เจ้าสามหลวงได้ยินสองทหารเอกคุยกันจึงเตือนสติว่าอย่าเพิ่งพูดเสียงดังไปเพราะทางเวสาลีอัสสัมให้ผู้หลักผู้ใหญ่นำเครื่องส่วยสาอากรเดินทางมากับเราด้วยเมื่อเขาได้ยินเข้าจะเกิดเรื่องเสียหายเพียงเท่านี้อำมาตย์ก็แสดงความเป็นอำมาตย์เพราะรู้สึกว่าอับอายขายขี้หน้า ต้องหาทางแก้ไขโดยแอบส่งหนังสือลับให้คนเดินม้าเร็วล่วงหน้ามาถึงเมืองเมาหลวง กราบทูลเจ้าเสือข่านฟ้าบอกว่าเจ้าสามหลวงผู้เป็นน้องชายคิดคดทรยศวางแผนกับเมืองเวสาลีว่าเมื่อถึงเมืองเมาแล้วจะจับตัวท่านจำคุก แล้วยกพวกเวสาลีอัสสัมที่มีกำลังพลมากมาช่วยยกตนเป็นเจ้า

นาทีนี้เจ้าหลวงเสือข่านฟ้าได้ข่าวแบบนี้ก็ไม่คิดใคร่ครวญ ระแวงน้องชายวางแผนปรุงอาหารรสเลือดิศยาพิษให้คนไปจัดพิธีต้อนรับเจ้าฟ้าสามหลวงผู้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางซึ่งมาหยุดยั้งอยู่ที่เมืองกองบริเวณชายแดน เจ้าสามหลวงรู้ตัวแต่ก็ซื่อตรง ยอมกินยาพิษตายไปก่อนตายบอกให้พวกเวสาลีใจเสาะเดินทางกลับประเทศได้แล้วครั้งหน้าจะมาส่งบรรณาการก็ไม่ต้องเข้าไปถึงเมืองเมาหมอกขาว ให้หยุดที่เมืองกองนี้ก็พอ

คนไทใหญ่ทั้งหลายยังสักการะหอผีของเจ้าสามหลวงฟ้าที่บริเวณเมืองกองอยู่จนทุกวันนี้เพราะนับถือในความรักษาสัจจะและใจกล้า สามหลวงฟ้ามีลักษณะอย่างเป็นผีเสื้อพระเมืองของเขาดังได้เล่าแล้ว ว่าเสือข่านฟ้าได้ดินแดนพม่าของพระเจ้าม่านเป็นที่เรียบร้อยในเวลาถัดมาฮ่องเต้จีนยกทัพมารบกับเสือข่านฟ้าแต่พ่ายแพ้ จึงให้หมอโหราศาสตร์คนหนึ่งมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เวียง

โดยทำอุบายว่าถูกขับไล่หนีมาเจ้าหลวงเสือข่านฟ้าได้ข่าวว่ามีหมอดูดีเข้ามาถึงเมืองตนจึงเรียกให้มาตรวจชะตาบ้านเมืองหมอจีนซินแสคำนวณดูแล้วบอกว่าต้องย้ายเมืองใหม่จึงจะเหมาะสม โลเคชั่นอยู่ขึ้นไปทางเหนือแม่น้ำเมาจะมีหม้อทองคำผุดออกมากลางเมือง จะมีความเจริญรุ่งเรืองกว่าดินแดนปัจจุบัน พัน เท่าถึงเวลาแล้วก็พากันไปดูหม้อทองคำตามนิมิตรก็ปรากฏว่ามีอยู่จริงยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือในในตัวหมอจริงเข้าไปใหญ่

เมื่อสบสถานการณ์การย้ายเมืองภูมิรัฐศาสตร์ดังนี้แล้วอำนาจและบุญบารมีของเจ้าเสือข่านฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ นับแต่เมืองแสยุ้งโช อันมู่ ขวาง เมืองเข เมืองยวน เมืองหลวงผาเสือตองเมืองลำ พูนลำปางเชียงรุ่งเชียงรายเชียงแสนเชียงใหม่กาวิละ ล้านช้าว อังวะ จนถึงสะแกงจนถึงเมืองเวสาลีอัสสัมหลวงคอยอ่อนน้อมค้อมหัวส่งส่วยไม่ขาดก็ค่อยๆเสื่อมถอยลง ตัวท่านเองถึงแก่พิราลัยหลับตาลืมเมืองเมื่ออายุได้ 73 ปี