
เมื่อความกตัญญู กลายเป็นเหตุถูกตัดสิทธิ
เมื่อความกตัญญู กลายเป็นเหตุถูกตัดสิทธิ : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...กาแฟขม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,208
KEY
POINTS
- รัฐบาลกำหนดเกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยจะตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีในหมวดค่าอุปการะเลี้ยงดู
- เกณฑ์ดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่า เป็นการลงโทษ "ลูกกตัญญู" และบีบบังคับให้ประชาชนต้องเลือก ระหว่างสิทธิลดหย่อนภาษีของตนกับสวัสดิการของพ่อแม่
- การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่ได้รับประกันว่า พ่อแม่มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และอาจทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งในครอบครัว
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,208 ระหว่างวันที่ 11-13 มิ.ย.2569 โดย...กาแฟขม
*** อนุทิน ชาญวีระกูล นายกฯหนู เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ประกาศดีเดย์ “โครงการไทยช่วยไทย” และให้หลังมาเปิดรีวิวการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ หวังจะล้างไพ่จัดระเบียบฐานข้อมูลคนจนเมืองไทยให้เป็นปัจจุบัน แน่นอนเป็นความปรารถนาดี ที่รัฐบาลอยากจะยื่นมือมาโอบอุ้มผู้มีรายได้น้อย ท่ามกลางมรสุมค่าครองชีพ อันเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลาง ดันราคานํ้ามันที่ทำให้ต้นทุนชีวิตสูงขึ้น
*** ภาพที่ปรากฏตามหัวเมืองต่างจังหวัดในห้วงนี้ เป็นภาพสะท้อนความเหลื่อมลํ้าที่ชัดเจนที่สุด ยิ่งกว่าตัวเลขสถิติใดๆ ภาพผู้เฒ่าผู้แก่ คนพิการ และชาวบ้านตาสีตาสา ต้องตื่นลากสังขารกันมาตั้งแต่ตี 4 ตี 5 หอบลูกจูงหลานมานั่งยิ้มแห้งรอธนาคารเปิด เพื่อเข้าคิวลงทะเบียน เป็นภาพที่ชวนสลดหดหู่ไม่น้อย ระบบราชการไทยยังคงเสพติดการให้ประชาชน “มาศิโรราบต่อแถว” ราวกับเป็นผู้ขอรับส่วนบุญ ทั้งที่เงินเหล่านั้นก็มาจากภาษีอากร กระทั่งเงินกู้ที่ลูกหลานพวกเขา ต้องร่วมกันชดใช้ในอนาคต
*** การบังคับใช้เทคโนโลยีแบบ “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” รัฐบาลประกาศ เป็นยุคดิจิทัล ทุกอย่างต้องผ่านแอปพลิเคชันและสมาร์ทโฟน แต่กลับมองข้ามความจริงที่ว่า “คนจนจริงๆ” ในประเทศนี้ จำนวนไม่น้อย ยังไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือที่รองรับอินเทอร์เน็ต หรือบางคนมีก็เข้าไม่ถึงสัญญาณในพื้นที่ห่างไกล การผลักภาระให้พวกเขาต้องเดินทางเข้าเมือง เสียค่ารถค่านํ้ามันที่พุ่งสูงถึง 30-40% เพื่อมาแย่งคิวลงทะเบียนที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน หรือ ธ.ก.ส. เป็นการซํ้าเติมปัญหาปากท้องที่โหดร้ายหรือไม่
*** ส่องไปที่การทบทวนบัตรสวัสดิการรอบนี้ ว่ากันตรงๆ ถ้าไม่ผูกติดหรือสร้างเงื่อนไขพัวพันกับภาษีลูกยื่นลดหย่อนเลี้ยงดูพ่อแม่ ก็คงดีไม่น้อย ห้วงนี้จังหวะแรก ในคัดกรองบัตรคนจน มีการตั้งป้อมว่า หากบุตรคนใดนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้ ในหมวดค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา รัฐบาลจะถือว่าพ่อแม่มีคนชุบเลี้ยงแล้ว และทำการ “ตัดสิทธิ” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที อืม!!คิดได้
*** ลูกเอาชื่อไปลดหย่อน 30,000 บาทต่อปี แปลว่ามีเงินเลี้ยงดูพ่อแม่เฉลี่ยเดือนละ 2,500 บาท รึ! สูงกว่าเงินอนาถา 300 บาท ที่รัฐแจกหลายเท่า ในโลกความเป็นจริง ลูกคนชั้นกลางค่อนไปทางล่างที่ทำงานงันงกเสียภาษีถูกต้อง เขาแอบใช้สิทธิลดหย่อนตามกฎหมาย เพื่อเอาเงินภาษีคืนมาจุนเจือค่านมลูก ค่าผ่อนบ้าน แต่เงินสดที่จะเจียดส่งกลับไปให้บุพการีที่ต่างจังหวัดกลับแทบไม่พอยาไส้ด้วยซํ้า เกณฑ์แบบนี้กลายเป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้ประชาชนต้องเลือกระหว่าง “ความกตัญญู” หรือ “สิทธิคนจนของพ่อแม่” จนเดือดร้อนบ้านแตกทะเลาะกันนัวเนียไปหลายครัวเรือน
*** รัฐ “คัดคนจนออก” หรือคัดคนจนไม่จริงออก ก็ถูกต้อง แต่ดูที่ข้อมูลและเงื่อนไขอื่นที่ชัดเจนกว่ามิได้หรือ การทำโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ลงโทษ “ลูกกตัญญู” และการตัดท่อนํ้าเลี้ยงสุดท้ายของผู้สูงอายุตาสีตาสา แม้ตอนหลังนายกฯ อนุทินจะสั่งเบรกให้ทบทวนรื้อทิ้ง เพราะทนกระแสต้านไม่ไหว แต่สะท้อนวิธีคิดของรัฐที่มองประชาชนในเบื้องแรกหรือไม่
*** แน่นอนเกณฑ์การคัดกรองที่ผ่านมามัน “ตาข่ายห่างเกินไป” จนจับคนจนจริงไม่ได้ การตั้งเกณฑ์รายได้ต่อหัว หรือเกณฑ์การถือครองที่ดินอสังหาริมทรัพย์แบบเหมารวมทั้งประเทศ โดยไม่นำ “ดัชนีค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่” มาคำนวณ อาจเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยว คนที่มีรายได้เท่ากันในกรุงเทพฯ กับในหมู่บ้านตะเข็บชายแดน มีคุณภาพชีวิตและแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน
*** เงินไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือนในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มันไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปาก หรือสร้างเนื้อสร้างตัวได้เลย มันเป็นเพียงแค่ “ยาพาราเซตามอล” ที่เอาไว้บรรเทาอาการไข้ชั่วครั้งชั่วคราว ถ้ารัฐบาลจะขยับขยายแก้ไขนโยบายนี้ให้กินได้ และตรงจุดจริงๆ ลองสั่งการให้กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์เป็นไปอย่างละเมียดละไมกว่านี้ ขยายเวลาการลงทะเบียน ยืดหยุ่นเกณฑ์คัดกรองให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ และอาจลองเปลี่ยนจาก “การแจกเงินสด” มาเป็นการ “ลดค่าครองชีพเชิงโครงสร้าง” หั่นราคานํ้ามัน กระชากค่าไฟ และ ควบคุมราคาวัตถุดิบหน้าแผงให้ได้จริง อาจเป็นการคืนสวัสดิการที่แท้จริงให้ประชาชนได้มากกว่าก็ได้
*** ความสำเร็จของนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขจำนวนผู้ลงทะเบียนกี่สิบล้านคน หรือวัดกันที่ความสะดวกรวดเร็ว ในการสแกนใบหน้าบนแอปพลิเคชัน แต่วัดกันที่ภาพผู้เฒ่าผู้แก่ในต่างจังหวัด ไม่ต้องลากสังขารมาต่อคิวตั้งแต่เช้ามืด และลูกหลานไม่ต้องมานั่งกุมขมับว่า จะหักลดหย่อนภาษีดีหรือไม่ การคิด การช่วยเหลือ มนุษยธรรมต้องมาก่อนหรือไม่ ระมัดระวังกัน เตือนกันตรงนี้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่อาจเป็น “ตั๋วรถไฟเที่ยวสุดท้าย” ที่รัฐบาลใช้พยุงคะแนนนิยมของตัวเอง ท่ามกลางซากปรักหักพังของเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังจะระเบิดคามือในไม่ช้า...







