thansettakij
thansettakij
‘กำลังซื้อทรุด-ต้นทุนพุ่ง’ ส.อ.ท.ลุย 76 จังหวัด ดันทางออกช่วยอุตฯไทย

‘กำลังซื้อทรุด-ต้นทุนพุ่ง’ ส.อ.ท.ลุย 76 จังหวัด ดันทางออกช่วยอุตฯไทย

10 มิ.ย. 69 | 05:42 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มิ.ย. 69 | 05:42 น.

เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังยังเปราะบาง กำลังซื้อซบ ต้นทุนพุ่ง ส.อ.ท.ลุย 76 จังหวัดรวบปัญหาชงรัฐ เร่งอุ้ม SMEs-ฟื้นขีดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย

KEY

POINTS

  • ภาคอุตสาหกรรมไทยเผชิญวิกฤตซ้อนจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเปราะบางและไม่ทั่วถึง
  • สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตรียมลงพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรับฟังปัญหาจากสมาชิกและผู้ประกอบการโดยตรง
  • ข้อมูลที่รวบรวมได้จะนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ เพื่อผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เช่น การลดต้นทุนพลังงาน การเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs และการปรับปรุงกฎระเบียบ

ครึ่งแรกปี 2569  กำลังจะผ่านไป หลายสำนักต่างประเมินว่าครึ่งปีแรกแม้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ แต่ก็เป็นการฟื้นตัวที่เปราะบางและไม่ทั่วถึง เพราะยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งที่ยังเป็นภาระต่อผู้ประกอบการ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งหมดยังเป็นโจทย์ที่ท้าทาย

ล่าสุด นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงทิศทางครึ่งปีหลังไว้อย่างน่าสนใจ

กำลังซื้ออ่อนแรง-ต้นทุนการผลิตสูง

นายมนตรี เปิดเผยว่า แรงกดดันต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครึ่งปีแรกทำให้เริ่มเห็นลักษณะของ K-Shaped Recovery หรือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบแยกทางชัดเจนมากขึ้น ซึ่งบางอุตสาหกรรมยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดิจิทัล ขณะที่บางอุตสาหกรรมยังชะลอตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น อาทิ วัสดุก่อสร้าง เหล็ก เซรามิก แก้ว กระจก เป็นต้น

ทั้งนี้ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้น การแข่งขันจากสินค้านำเข้า และสภาพคล่องทางการเงินที่ตึงตัว ส่งผลให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นไปได้ยาก สะท้อนจากยอดสินเชื่อ SMEs ในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่หดตัว 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการหดตัวต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ปี ด้านสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของ SMEs ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 9.16% ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงและน่าเป็นห่วงต่อเสถียรภาพทางการเงินของ SMEs ไทย

 

แรงขับเคลื่อนจากการลงทุน-ส่งออก

เมื่อถามว่าแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกมาจากไหน  นายมนตรี อธิบายว่า  มาจากภาคส่งออกและการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี โดยมีมูลค่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัว 18.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการในตลาดโลก รวมทั้งการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ขยายตัวต่อเนื่อง

โดยเฉพาะ Data Center และ Cloud Services ที่มีมูลค่า 8.74 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 822% (YoY) ในไตรมาสแรกของปีนี้ ทำให้ความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับดิจิทัลขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ มาตรการจากเงินกู้ 400,000 ล้านบาทของภาครัฐยังช่วยพยุงกำลังซื้อในระยะสั้น และลดแรงกดดันต่อภาคธุรกิจบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ

‘กำลังซื้อทรุด-ต้นทุนพุ่ง’ ส.อ.ท.ลุย 76 จังหวัด ดันทางออกช่วยอุตฯไทย

ครึ่งปีหลังยังน่าห่วง

ส่วนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังปี 2569 ยังมีแนวโน้มเปราะบาง แม้ยังมีแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าบางกลุ่มและการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ภาพรวมยังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.2%–1.6% สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังเติบโตในระดับต่ำ และต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังวางใจไม่ได้หลังการเจรจาสันติภาพหยุดชะงัก ซึ่งอาจกระทบต่อราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในภาคธุรกิจ และอาจพัฒนาเป็นแรงกดดันระลอกใหม่ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย

อีกปัจจัยที่ต้องจับตา คือความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ หลัง USTR เสนอเก็บภาษีสินค้าจากไทยภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 12.5% ซึ่งอาจกระทบการส่งออกของไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และเพิ่มต้นทุนทางการค้าในช่วงที่การแข่งขันในตลาดโลกยังรุนแรง ซึ่งมาตรา 301 อ้างเหตุผลเรื่องการใช้แรงงานบังคับนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่เท่านั้น เพราะสหรัฐฯ ยังสามารถใช้มาตรการทางการค้าในหลายมิติ เช่น กำลังการผลิตส่วนเกิน ทรัพย์สินทางปัญญา และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

นำเข้าพุ่ง-ราคาแข่งรุนแรง

ขณะเดียวกัน การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นสูงยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อผู้ผลิตในประเทศ โดยช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการนำเข้าขยายตัว 35.7% (YoY) ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อดุลการค้า โดยไทยขาดดุลการค้าแล้ว 19,497 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1,748% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องเร่งติดตาม เพราะอาจกระทบฐานการผลิตในประเทศระยะต่อไป

ด้านภาคการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI เดือนเมษายน 2569 หดตัว 0.36% (YoY) สวนทางกับมูลค่าการส่งออก สะท้อนว่าการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมยังไม่ทั่วถึง และยังถูกกดดันจากต้นทุนสูง กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า

“ภาพรวมครึ่งปีหลัง 2569 ยังเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส.อ.ท. มองว่าภาครัฐควรเร่งดูแลต้นทุนพลังงาน สนับสนุนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ใช้มาตรการปกป้องผู้ผลิตในประเทศจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยต่อไป”

ต้องสร้างความร่วมมือเป็นระบบ

สำหรับทางออกในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเป็นระบบ เพราะไม่มีหน่วยงานใดสามารถขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง แต่ต้องบูรณาการการทำงานระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายผู้ประกอบการทุกระดับ

“ในช่วง 100 วันแรกคุณพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการวางระบบความร่วมมือ โดยให้ ส.อ.ท. เป็นกลไกกลางเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันนโยบาย “5I” สู่การปฏิบัติจริง ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ยกระดับผลิตภาพ พัฒนากำลังคน ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs”

ภารกิจเร่งด่วนคือการทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางยกระดับภาคการผลิต ลดต้นทุนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ พร้อมผลักดันการรื้อฟื้นกลไก กรอ. ส่วนกลาง ให้เป็นเวทีความร่วมมือรัฐ-เอกชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. จะเร่งลงพื้นที่รับฟังปัญหาสมาชิกทั้ง 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำข้อมูลมาจัดลำดับความสำคัญและพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยเน้นประเด็นเร่งด่วน ได้แก่ การลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ การเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs การสนับสนุนเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยุคใหม่ต้องไม่เป็นเพียงเวทีสะท้อนปัญหา แต่ต้องเป็นกลไกขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเชิงรุกที่รวดเร็วและเชื่อมโยงทุกภาคส่วน โดยทำให้ข้อเสนอของภาคเอกชนเกิดผลในทางปฏิบัติ มีหน่วยงานรับผิดชอบและกรอบเวลาชัดเจน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างฐานเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งในระยะยาว