
เศรษฐศาสตร์ในวันพืชมงคล : จากพิธีแรกนาขวัญสู่อธิปไตยทางอาหาร
เศรษฐศาสตร์ในวันพืชมงคล : จากพิธีแรกนาขวัญสู่อธิปไตยทางอาหาร …คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...ผศ.ดร.วัชรพงศ์ รติสุขพิมล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศราษฐกิจ ฉบับ 4202
KEY
POINTS
- พระราชพิธีพืชมงคลเป็นเครื่องเตือนใจให้คนยุคใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของอาหารและภาคการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานของสังคม แม้ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้า
- พิธีกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบอาหารที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งจากภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตที่มนุษย์สร้างขึ้น
- บทความเสนอให้มองวันพืชมงคลในมิติที่เชื่อมโยงกับแนวคิดเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่คือ "ความมั่นคงทางอาหาร" (Food Security) และ "อธิปไตยทางอาหาร" (Food Sovereignty) ซึ่งคือสิทธิของประเทศในการกำหนดและควบคุมระบบอาหารของตนเอง
ในสายตาของคนรุ่นใหม่บางคน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในวันพืชมงคล อาจเป็นพิธีกรรมโบราณที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ไกลจากชีวิตประจำวันของสังคมเมือง หลายคนอาจจะรู้จักวันพืชมงคลเพียงในฐานะวันหยุดราชการในเดือนพฤษภาคม หรือ เห็นภาพพระราชพิธีแรกนาขวัญจากการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ หรือสื่อสังคมออนไลน์ปีละครั้ง หรือรอดูผลเสี่ยงทายว่าพระโคจะกินอะไร
โดยอาจไม่ได้ตั้งคำถามต่อว่า พิธีนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราได้อย่างไร ในยุคที่ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารได้ง่าย เราสามารถสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ หรือร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
แต่ถ้าเราพิจารณาให้ลึกลงไปแล้ว เราจะพบว่า วันพืชมงคลไม่ใช่เรื่องที่ล้าสมัยเลย ตรงกันข้าม พิธีนี้อาจมีความร่วมสมัยมากกว่าที่เราคิด เพราะมันย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงความจริงพื้นฐานข้อหนึ่งที่ว่า ไม่ว่าโลกจะก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงใด อาหารก็ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อยู่เสมอ มนุษย์ก็ยังต้องพึ่งพาอาหาร ดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์ ฤดูกาล แรงงาน และ ความรู้ของผู้ผลิตอาหารอยู่เสมอ
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีเก่าแก่ที่มีมาแต่โบราณ โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า พระราชพิธีนี้มีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี และเกี่ยวข้องกับการสร้างความเป็นสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหารและการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก
พิธีกรรมดังกล่าวจึงมิได้เป็นเพียงภาพแทนของอดีต แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างสังคมไทยกับการผลิตอาหาร
โดยคำถามสำคัญก็คือ ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวนในหลาย ๆ ด้าน วันพืชมงคลบอกอะไรกับเรา ซึ่งคำตอบหนึ่งก็คือ วันพืชมงคลเตือนให้เราตระหนักรู้ถึงความสำคัญของธรรมชาติ และสอนให้เราถ่อมตนต่อธรรมชาติ
การผลิตอาหารไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควบคุมได้ทั้งหมด ถึงแม้เราจะมีเครื่องจักรกลการเกษตร ระบบชลประทาน ปุ๋ยเคมี เทคโนโลยีชีวภาพ ดาวเทียม หรือข้อมูลพยากรณ์อากาศที่ทันสมัย แต่การผลิตอาหารยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ฝนอาจไม่ตกต้องตามฤดูกาล ปริมาณน้ำอาจมากเกินไปหรือน้อยเกินไป อุณหภูมิอาจสูงผิดปกติ โรคพืชและศัตรูพืชอาจระบาด และภัยธรรมชาติอาจทำลายผลผลิตที่เกษตรกรลงทุนลงแรงมาหลายเดือนภายในเวลาไม่กี่วัน
ในอดีต เกษตรกรอาจกังวลว่า ฝนจะตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่ แต่ในโลกปัจจุบัน ความไม่แน่นอนนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และ ฤดูกาลที่แปรปรวนมากขึ้น ความเปราะบางของระบบอาหารจึงไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว เพราะเมื่อการผลิตอาหารได้รับผลกระทบ ราคาสินค้าอาหาร รายได้ของเกษตรกร และค่าครองชีพของผู้บริโภคย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่แน่นอนของระบบอาหารไม่ได้มาจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการกระทำของมนุษย์อีกด้วย สงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตราคาพลังงาน การขาดแคลนปุ๋ย การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ล้วนสามารถทำให้ราคาของอาหารและต้นทุนการผลิตอาหารผันผวนได้
วิกฤตที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งของโลก อาจส่งผลถึงราคาอาหารในอีกซีกโลกหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น วันพืชมงคลจึงควรถูกมองใหม่ในฐานะวันที่ชวนให้เรานึกถึง “ความมั่นคงทางอาหาร” และ “อธิปไตยทางอาหาร”
ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) หมายถึง การที่ประชาชนมีอาหารเพียงพอ เข้าถึงได้ ปลอดภัย มีคุณภาพ และมีเสถียรภาพ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO อธิบายว่า ความมั่นคงทางอาหารเกิดขึ้น เมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อมีสุขภาพที่ดี พูดอย่างง่ายที่สุด ความมั่นคงทางอาหารถามว่า “เรามีอาหารพอกินหรือไม่ และคนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงอาหารนั้นได้หรือไม่”
แต่ในโลกปัจจุบัน คำถามเพียงเท่านี้อาจยังไม่เพียงพอ เพราะประเทศหนึ่งอาจมีอาหารวางขายจำนวนมากในตลาด แต่คนรายได้น้อยอาจซื้ออาหารที่ดีไม่ได้ หรือประเทศหนึ่งอาจนำเข้าอาหารได้มาก แต่เมื่อเกิดวิกฤตระหว่างประเทศ การขนส่งหยุดชะงัก หรือราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น ระบบอาหารภายในประเทศก็อาจเปราะบางทันที
ตรงนี้เองที่แนวคิด “อธิปไตยทางอาหาร” (Food Sovereignty) เริ่มสำคัญ อธิปไตยทางอาหารไม่ได้ถามเพียงว่า “เรามีอาหารพอกินหรือไม่” แต่ถามลึกไปกว่านั้นว่า “ใครเป็นผู้กำหนดระบบอาหารของเรา” แนวคิดนี้เน้นสิทธิของประชาชน ชุมชน และประเทศในการกำหนดระบบอาหารและการเกษตรของตนเอง รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงอาหารที่ดี เหมาะสมกับวัฒนธรรม และผลิตด้วยวิธีที่คำนึงถึงความยั่งยืน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความมั่นคงทางอาหารสนใจว่า เรามีอาหารเพียงพอหรือไม่ แต่อธิปไตยทางอาหารถามต่อว่า อาหารนั้นผลิตโดยใคร ผลิตอย่างไร ใครควบคุมเมล็ดพันธุ์ ที่ดิน น้ำ ตลาด และ ความรู้ในการผลิตอาหาร เกษตรกรมีอำนาจต่อรองเพียงใด ผู้บริโภคมีทางเลือกเพียงใด และชุมชนยังสามารถรักษาอาหารท้องถิ่น พืชพื้นบ้าน และภูมิปัญญาของตนเองได้หรือไม่ ซึ่งในมุมนี้ วันพืชมงคลมีความหมายลึกซึ้งมาก เพราะพิธีแรกนาขวัญทำให้เราเห็นองค์ประกอบพื้นฐานของระบบอาหารอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์ โค แรงงาน ฤดูกาล และความหวังของการเพาะปลูก
สิ่งเหล่านี้ คือ รากฐานของอธิปไตยทางอาหารทั้งสิ้น ก่อนจะมีข้าวในจาน ต้องมีผืนดินที่ยังผลิตได้ มีน้ำที่เพียงพอ มีเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม มีเกษตรกรที่ยังอยู่ได้ และมีระบบสังคมที่ให้คุณค่ากับเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตอาหาร
ปัญหาคือ ในชีวิตประจำวันของคนเมือง เราอาจมองไม่เห็นความสัมพันธ์เหล่านี้ชัดเจนมากนัก เราเห็นอาหารที่ปรากฏต่อเราในรูปของสินค้าขั้นสุดท้ายพร้อมรับประทานแล้ว เราเห็นราคา เห็นส่วนลด เห็นเวลาในการจัดส่ง แต่อาจไม่เห็นดิน น้ำ แรงงาน ความเสี่ยง และระบบนิเวศที่อยู่เบื้องหลังการผลิตอาหารหนึ่งมื้อ
วันพืชมงคลจึงเป็นโอกาสที่ดีในการเตือนใจว่า อาหารไม่ใช่เพียงสินค้าในตลาด แต่เป็นรากฐานของชีวิต เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และ ความมั่นคงของสังคม หากระบบอาหารเปราะบาง สังคมก็เปราะบาง หากเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ผู้บริโภคก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าอาหารที่ดีและเป็นธรรมจะดำรงอยู่ได้ในระยะยาว หากดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพเสื่อมโทรม ความสามารถในการผลิตอาหารของประเทศก็ย่อมลดลง
สิ่งสำคัญคือ การให้คุณค่ากับวันพืชมงคลไม่ได้หมายความว่า เราต้องปฏิเสธวิทยาศาสตร์ หรือ หยุดตั้งคำถามต่อพิธีกรรม ในทางตรงกันข้าม คนรุ่นใหม่สามารถมองพิธีนี้ด้วยสายตาใหม่ เห็นทั้งคุณค่าทางวัฒนธรรมและบทเรียนเชิงเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ พิธีกรรมโบราณบางอย่างไม่ได้มีคุณค่าเพราะมันพาเรากลับไปสู่อดีต แต่เพราะมันช่วยให้เรามองเห็นอนาคตของสังคมด้วยความรอบคอบมากขึ้น
คนรุ่นใหม่จึงไม่จำเป็นต้องมองวันพืชมงคลด้วยความเชื่อแบบไร้คำถาม แต่ก็ไม่ควรรีบด่วนดูถูกว่า เป็นเรื่องล้าสมัย เพียงเพราะพิธีนี้มีรากมาจากอดีต สิ่งที่ควรทำ คือ การอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่ในพิธีดังกล่าว และนำความหมายนั้นมาเชื่อมกับโจทย์ของโลกปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนของราคาอาหาร ความเสี่ยงจากสงคราม การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลกมากเกินไป หรือความจำเป็นในการรักษาทรัพยากรการเกษตรของประเทศ
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ อธิปไตยทางอาหารไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศหรือปฏิเสธการค้าระหว่างประเทศ หากหมายถึงการรักษาความสามารถพื้นฐานของสังคมในการกำหนดอนาคตของระบบอาหารของตนเอง ประเทศยังสามารถค้าขายกับโลกได้ แต่ไม่ควรเปราะบางจนเกินไป ประเทศยังสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ แต่ไม่ควรละเลยภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศยังสามารถพัฒนาเศรษฐกิจเมืองและอุตสาหกรรมได้ แต่ไม่ควรลืมว่าพื้นที่เกษตร ดิน น้ำ และผู้ผลิตอาหารคือฐานสำคัญของความมั่นคงระยะยาว
ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความมั่นคงทางอาหารและอธิปไตยทางอาหาร จึงไม่ใช่เรื่องของเกษตรกรเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคน เพราะทุกคนล้วนเป็นผู้บริโภคอาหาร และทุกคนล้วนได้รับผลกระทบเมื่อระบบอาหารไม่มั่นคง เมื่อราคาอาหารสูงขึ้น ผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบก่อน เมื่อภัยแล้งหรือน้ำท่วมทำลายผลผลิต ผู้ผลิตอาหารได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อระบบอาหารพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป ทั้งประเทศก็อาจเผชิญความเสี่ยงร่วมกัน
วันพืชมงคลจึงมิใช่เพียงวันที่เราขอพรให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ รอฟังผลการเสี่ยงทายของพระยาแรกนาและพระโค แต่ควรเป็นวันที่เรากลับมาตั้งคำถามว่า สังคมไทยจะดูแลระบบอาหารของตนเองอย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอน
เราจะทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่ดี ทรัพยากรธรรมชาติไม่เสื่อมโทรม และชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของอาหาร พิธีนี้อาจมีรากมาจากอดีต แต่คำถามที่พิธีนี้ชวนให้เราคิดเป็นคำถามของอนาคต นั่นคือ เราจะสร้างระบบอาหารที่มั่นคง เป็นธรรม ยั่งยืน และประชาชนมีสิทธิร่วมกำหนดได้อย่างไร
ท้ายที่สุด วันพืชมงคลเตือนเราว่า เศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นที่ตลาดหุ้น ห้างสรรพสินค้า โรงงาน สถานที่ท่องเที่ยว หรือ แพลตฟอร์มดิจิทัลเท่านั้น หากยังเริ่มต้นจากผืนดิน เมล็ดพันธุ์ น้ำฝน แรงงาน และ ความหวังของผู้ผลิตอาหาร ในวันที่โลกผันผวนมากขึ้น การไม่ลืมรากฐานเหล่านี้อาจเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดของสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...ผศ.ดร.วัชรพงศ์ รติสุขพิมล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศราษฐกิจ ฉบับ 4202







