
ศิลปะคำคม
ศิลปะคำคม คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ
KEY
POINTS
- บทความอธิบายลักษณะของ "คำคม" ว่ามีความหมายลึกซึ้งและคมคาย ทั้งยังชี้ให้เห็นว่าคำคมหรือสุภาษิตไทยบางครั้งอาจมีความหมายขัดแย้งกันเอง เช่น "ช้าๆได้พร้าเล่มงาม" กับ "น้ำขึ้นให้รีบตัก"
- นำเสนอตัวอย่างการใช้คำคมในบริบทต่างๆ ตั้งแต่การทูตระหว่างประเทศ เช่น นิยามของนักการทูต ไปจนถึงการปกครองในประวัติศาสตร์ล้านนาที่ใช้ "ลิ้นทอง" สร้างความสงบสุข
ศิลปะฝ่ายคำคมนี้ พอมานึกใคร่ครวญดูให้ดีๆก็ไม่รู้ว่าท่านผู้ใดเป็นผู้เรียกขานหรือบัญญัติไอ้คำชนิดที่เรียกกันว่าคม คมในที่นี้อาจจะแปลว่าคม_บาด หมายความว่าคมจนบาดได้หรืออาจแปลว่ามันคมคายก็เป็นได้ทั้งคู่ ซึ่งคำคมที่ดีจริงๆมันจะไม่บาดธรรมดา มันจะบาด_ลึก 55
ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไรเสียก็ตามมันก็คมจริงๆนั่นแหละจะบาดขูดแค่พอระคาย หรือ จะบาดทะลุเนื้อไปถึงหัวใจ_ก็ต้นทางมาจากความคมคือกัน อันงานศิลปะคำคมนี้นั้นเป็นเรื่องค่อนข้างประหลาดคือไม่สามารถใช้ในทุกสถานการณ์กันได้เสมอไปแถม ปราชญ์ภาษาไทยเรายังแยกออกอีกเป็นคำพังเพย, เป็นภาษิต เป็นคติพจน์ เป็นคำสอนใจ ซึ่งวุ่นวายขายขนม_ (อ่าอันนี้ก็นับเป็นคำคมได้หรือเปล่าไม่แน่ใจหรือว่าเป็นคำพังเพย_ ปวดหัว)
คำคมเชิงพังเพยที่พูดแล้วตลกกันมากก็คือว่าคำคมมันมักขัดกันเองเช่นคำว่า -ช้าๆได้พร้าเล่มงาม- มันไปตรงกันข้ามกับคำว่า-น้ำขึ้นให้รีบตัก- หรือกรณีว่าตีเหล็กต้องตีตอนร้อนๆ อันนี้ก็จะสร้างความสับสนในหมู่ผู้เริ่มใช้งานภาษาไทยซึ่งชาวต่างชาติในยุคนี้นิยมมาศึกษากันมากโดยเฉพาะฝ่ายเวียดนามและฝรั่งเศส แม้กระทั่งจีนซึ่งมีหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นภาษาไทยในระดับมหาวิทยาลัยมานานแต่เพิ่งจะเป็นที่นิยม
ขณะนี้ (มี.ค.2569) สถานการณ์สงครามเกิดขึ้นแล้วในระหว่างสหรัฐอเมริกามุ่งเป้าที่จะฟาดฟันกับอิหร่านความสัมพันธ์ที่มีมากับทั้งสองประเทศนั้น บ้านเมืองของเราก็อยู่ในฐานะมิตรสหายมาเนิ่นนาน การเมืองภายในของแต่ละฝ่ายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเราก็ยืนยันมั่นคงในความเป็นมิตรของเราและมักจะหาทางแก้ไขสถานการณ์ต่างๆโดยละมุนละม่อมซึ่งก็ต้องพึ่งพาอาศัยนักการทูต ทำการแต่งทำการตั้งกันออกไปเจรจาความเมืองปรับทุกข์ผูกมิตรแล้วก็เจริญสัมพันธไมตรี
ซึ่งถ้าหากว่าไม่มีทูตแล้วไซร้ ก็เดี๋ยวก็เกิดสงครามยิงกันโป้งป้าง ใครจะรับผิดชอบ? นักการทูตนี่คืออะไร? คำคมของฝรั่งอังกฤษ โดยเซอร์ เฮนรี่ วัตตันเขาก็มีคำคมนิยามเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า นักการทูตก็คือสุภาพบุรุษซื่อสัตย์ที่ถูกส่งออกไปโกหก เพื่อประโยชน์ของประเทศ..!
…egatus est vir bonus peregremissus ad mentiendum reipublicae causa…“An ambassador is an honestman sent to lie abroad for thegood of his country”, เอ้า!
อย่างนี้เค้าก็รู้ไต๋นักการทูตกันหมดสิท่านเซอร์ ดังนี้แล้วเขาถึงว่ากันว่าเป็นคำพังเพยเทียบว่าจะเป็นทูตไปเจรจาได้จะต้องมีลิ้นทองคือไม่ใช่ลิ้นธรรมดาแต่เป็นลิ้นพิเศษที่มีค่าควรเมือง
ทางเมืองเหนือของล้านนาในยุคราชวงศ์โบราณก็ยังมีเจ้าหลวงเมืองแพร่ที่ชื่อว่าพระเจ้าลิ้นทองเพราะว่าท่านเจรจาอะไรหวานหู เป็นวงศ์พิริยะเทพวงศ์ที่สืบตระกูลต่อมาเป็นนักการเมืองผู้ใหญ่ในแถวนั้นปัจจุบัน ชื่อเต็มว่าเจ้าหลวงเทพวงศ์ลิ้นตองเป็นโอรสของเจ้าฟ้าชายสามแห่งนครเชียงตุงไทยเขินพระเจ้ากาวิละเจ้าหลวงลำปางรับมาเลี้ยงอยู่ที่เมืองลำปางในฐานะเป็นญาติ
ข้างทางเชียงใหม่ร่วมสมัยใกล้กัน ก็มีคำพังเพยว่ามีพระเจ้าแผ่นดินเย็นปกครองเมืองเชียงใหม่เพราะว่าเวลานั้นท่านไม่ปรารถนาสงครามใครใครก็อยากอยู่กันสงบสุข ชื่อเดิมว่าพระยาพุทธวงส์ชื่อเป็นทางการว่าพระยากากะวรรณทิปราชวชิรปราการเป็นโอรสองค์โตหลานชายคนใหญ่ฝ่ายลุงของเจ้าฟ้าสิงหาราชธานีฟ้าร้องชัยแก้ว นัดดาของเจ้าทิพย์ช้าง
การปราศจากศึกสงครามร่มเย็นนี้ทำให้ บ้านเมืองมีความเจริญทางเศรษฐกิจสูงกำลังการผลิตโดยเฉพาะภาคการเพาะปลูกขยายตัวกว้างขวางข้าวของเครื่องใช้ทำได้สวยงามละเมียดละไมข้าวปลาอาหารที่เคยผลิตจัดหาเพื่อความอยู่รอดก็มีมากขึ้นจนเหลือเฟือเริ่มเป็นตลาดทำการค้าได้
ซึ่งในสมัยนั้นเส้นทางมีทั้งทางบกไปมะระเเหม่งไปรัฐฉานไปยูนนานส่วนเส้นทางทางเรือเคยเล่าไว้แล้วว่าล่องน้ำปิงมาทางกรุงเทพ ชนชาติอื่นก็เข้ามามีความสัมพันธ์กับทางเชียงใหม่มากขึ้นรู้จักกับพวกอังกฤษรู้จักกับพวกฝรั่งเศสต่างๆนานารู้จักการบริหารที่ไม่ใช้กำลังในการทำสงคราม
ประเด็นอันนี้จะเชื่อมโยงให้ท่านเห็นว่าความแผ่นดินเย็นนั้นมันดีอย่างไร ส่วนว่านักการทูตลิ้นทองก็เป็นผู้หนึ่งที่จะต้องมีบทบาทในการทำให้บังเกิดความเย็นขึ้นในแผ่นดินนอกเหนือไปจากดุลอำนาจ ที่ฝ่ายทหารและกำลังบ้านเมืองจะต้องสร้างสมไว้คู่เคียงกันพอพูดถึงไอ้เรื่องความเย็นแล้วก็ดันปรากฏว่ามีคำคมอีกคำนึงเขากล่าวเอาไว้ว่า “ใจเย็นไม่พอ_ต้องเลือดเย็น”
ก็คงหมายความว่าการจะทำงานใหญ่ใดใดนั้นซึ่งจะรวมไปถึงการทำสงครามด้วยหรือเปล่าก็ไม่แน่ จะต้องมีความใจเย็นเป็นเบื้องต้นหมายความว่าสุขุมรอบคอบคิดอะไรให้รอบด้านแต่เมื่อคิดแล้วมันจำเป็นจะต้องพิฆาตฆ่าฟันกันก็อย่ามาใจอ่อนจะต้องมีความเลือดเย็นไปพร้อมกันด้วย
ส่วนวิธีปลอบใจคนที่ออกไปรบราฆ่าฟันซึ่งเวลานี้ฝ่ายประชาชนอเมริกันยุให้ประธานาธิบดีดอนัลด์ ทรัมป์ ส่งลูกชายผู้สะโอดสะองน่าหมั่น..ออกไปเป็นทหารเพราะตัวเองเป็นคนจุดชนวนสงครามจะเที่ยวเกณฑ์เอาลูกคนอื่นไปรบมันก็ไม่เหมาะสมคำคมเกี่ยวกับการนี้มีคำกล่าวว่า “ทหารจากสนามรบย่อมใช้บาดแผลเป็นเครื่องประดับ”
ก็หมายความว่าการตีความความสวยงามของคนในแต่ละอาชีพนั้นมันต่างกันถ้าเป็นนางแบบนายแบบก็ต้องสวมเครื่องประดับที่มันหรูหราแต่ถ้าว่าพอเป็นทหารแล้วเครื่องประดับวิบวับแวววาวมันไม่มีความหมายบาดแผลจากราชการสงครามต่างหากที่ใช้เป็นเครื่องบ่งบอกแก่บุคคลภายนอกว่าตนเองนั้นมีค่าอย่างไร
คราวนี้ใครจะไปบอกลูกชายประธานาธิบดีให้กล้าออกไปรบก็อาจจะต้องยุยงด้วยคำคมลักษณะประมาณนี้ซึ่งถ้าจังหวะว่าหากคนเรามุ่งหวังว่าออกไปรบแล้วจะเกิดปาฏิหาริย์ คำคมเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ก็มีที่เขาอธิบายจากหลายพวกพวกเยอรมันว่า “จงเชื่อในเรื่องปาฏิหาริย์ถ้าหากว่าแน่ใจว่ามันมีอยู่จริง”
ส่วนนักปราชญ์อเมริกาบอกว่า ปาฏิหาริย์นั้นถูกนิยามว่าเป็นความบังเอิญที่เดินเข้ามาหาคนซึ่งเตรียมพร้อมเอาไว้เสมอตะหาก! คมบาด!!
ส่วนในสถานการณ์ลักษณะประมาณว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายพวกชาวเรือมีคำพูดกันว่า “คลื่นลูกเดียวกันดูใหญ่สำหรับเรือเล็ก แต่ดูเล็กสำหรับเรือใหญ่ ขึ้นอยู่กับหัวใจกัปตัน”_คม_
ส่วนความกลัวที่มันบังเกิดขึ้นในจิตใจไม่ว่าจะตอนไหนของเราก็ตามสัปเหร่อวัดดอนเขาร้องตะโกนบอกมาว่าไอ้ที่พวกแกกลัวผีกลัวผีกันนั้น “ผู้อยู่แถวป่าช้ามีหรือว่าจะกลัวผี”
บ่งนิยามความหมายว่า ถ้าได้ทำในสิ่งที่กลัวจนคุ้นเคยคุ้นชินจนเป็นประจำความหวาดกลัวก็ย่อมหายไปและการจากเที่ยวหลอกผีกับใคร
ก็ทำไปเถอะแต่ไม่สามารถหลอกกับคนที่อยู่แถวป่าช้าได้ _ไม่กลัว
มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็มีสุภาษิตคำคมขณะที่เขาตั้งวงเล่นหมากฮอร์สกันนั้นได้ยินเสียงคนพูดกันโป๊กเป๊กว่า “เดินหมากฮอร์สยังต้องคิด เดินหมากชีวิตไม่ต้องพูดถึง” เอ้อ!
ส่วนไอ้งานที่เราทำนั้นเวลาบ่นว่างานมันหนักงานใดใดที่ดาหน้าเข้ามาหาเราเขาชวนให้คิดว่าเรามีทักษะความชำนาญแล้วหรือยัง ถ้าเรามีทักษะความชำนาญเสียแล้ว คำคมบอกว่า“ที่คนอื่นว่าหนักเหมือนแบกภูเขามันจะเบาเหมือนเป่าขนนก”
ซึ่งควรนำมาใช้เป็นวิธีวัดว่าเราชำนาญหรือยัง โดยต้องดูว่างานที่เข้ามามันกินแรงเราแบบการแบกหรือแบบการเป่า ส่วนในเรื่องการคิดทำการใหญ่นั้นผางจู่เจ้าซึ่งเป็นชาวจีนในยุคก่อนแกบอกคำคมเอาไว้ว่า “คิดจะทำการใหญ่แต่ทำไม่ได้หาใช่ไร้ฝีมือแต่เพราะกลัวการตัดสินใจ” นี่คมเลยบาดเลย 55
ส่วนการตั้งคำถามของเจนแซด Z ที่มีอยู่ในยุคนี้ว่ามันเรื่องอะไรที่คนเราจะต้องขยันทำงาน? คนในยุคเอ็กซ์ และ วายให้เหตุผลว่าเป็นคำคมว่า “ถ้าไม่ขี้เกียจใช้เงิน_ก็ต้องขยันทำงาน”และการจะทำให้อะไรสำเร็จเป้าหมายที่อยากจะสำเร็จเราอย่าไปเรียกมันว่างาน 55
อันนี้เป็นทริคชนิดหนึ่งของฝ่ายคนรุ่นเก่า ส่วนวัยรุ่นยุคใหม่เค้าก็หาว่าฝ่ายเราเป็นมนุษย์ป้า หรือคาร์เรน แกก็มีคำคมมากล่าวว่าเป็นพวกที่ค่อนทุกสิ่ง_ติงทุกคน_บ่นทุกเวลา_ด่าทุกที่ 55
ในขณะที่บรู๊ช ลี ซึ่งเป็นเจ้าตำรับวิชามวยหย่งชุนมาจากอาจารย์ยิปมันก็นำคำบอกกล่าวของอาจารย์มาถ่ายทอดว่า“คนโง่สอนไม่เป็นคนอวดฉลาดสอนไม่ได้คนไม่ทำมาหากินไม่สอน ”
มันก็เลยเกิดเป็นช่องว่างระหว่างวัยขึ้นซึ่งก็ควรจะมีคำคมเป็นตัวเชื่อมให้สองฝ่ายเขาพอจะทำความเข้าใจกันได้ หลินหูอี้แกก็ว่าใช้เงินอย่างเดียวนั้น “มันสุขสบายเกินไปเส้นสายก็หย่อนยานจิตใจก็พลอยจะขลาดกลัว”
ทีนี้ในบางคราวคนที่เขาทันสมัยแล้วคิดว่าประสบความสำเร็จขึ้นมาก็ไปหาทำการใหญ่ เวลาผิดพลาดมาแทนที่เราจะช่วยเราก็ไปแซะเขา ว่า“เป็นเพียงคนตกปลา ดันหาญกล้าไปยิงช้าง !” อะไรประมาณนี้ หรือในเวลาที่เขาออกไปหางานหาเงินด้วยความอดทนแต่ไม่ได้อะไรกลับมาเราก็บอกว่าลองคุยกับชาวประมงสิ เขายังคงออกเรือแม้ว่าจะไม่ได้ปลา
ซึ่งวัยรุ่นเขาก็บอกว่ามันเลยยุคโซน่ามาแล้วใช้ดาวเทียมตรวจสอบได้หมดว่าตรงไหนมีปลาจะออกเรือไปทำไมทั้งที่รู้ว่ามันไม่มี?
ก็อีทีนี้ก็ให้ไปจ่ายเงินกับดาวเทียมสตาร์แทรคเขาก่อนถึงจะได้ข้อมูลมาก็พอกันกับค่าน้ำมันออกเรือนั่นแหละสตาร์แทรคเขาคิดมาให้แล้ว 55
ส่วนการเที่ยวทำอะไรๆโดยการขอยืมเงินชาวบ้านนั้นผู้คิดคำคมซึ่งเป็นนักปราชญ์ผ่านกาลเวลามามากเค้าบอกว่าอย่าทำเลย ถ้าเริ่มต้นด้วยการขอยืมแล้วต่อไปจะกลายเป็นขอทาน“First you borrow, then you beg.”
ส่วนในการสงครามอิหร่านกับสหรัฐนั้นก็ไม่ต้องคิดวิเคราะห์อะไรกันให้วุ่นวายยังไงยังไงก็จะต้องดำเนินการให้มันรวดเร็วตามคำคมที่ว่า GUN or BUTTER ไม่ปืนก็เนย ให้เนยไปทาขนมปังกินแล้วไม่พอใจ ก็ต้องใช้ปืนกันล่ะ !!
ส่วนในมุมมองของความทรงจำต่อเรื่องโรแมนติกและความรัก ของเหล่าสุภาพบุรุษ รัดยาร์ด คิปลิ้ง ยอดนักเขียนจะมีคำคมที่น่าประทับใจว่าA man remembers three women; the first, the last and the only. บร้ะ!!
ส่วนฝ่ายไทยนั้นศิลปินแห่งชาติระดับ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ให้นิยามความหมายในแง่มุมของความรักว่ายิ่งใหญ่เพียงไหนว่า You are nobody
till somebody loves you!
ส่วนที่ตั้งป้อมกันว่าใครเป็นชาติพันธมิตรหรือใครเป็นมิตรเป็นศัตรูนั้น การกระทำต่อมิตรมีตัวชี้วัดจากคาริล ยิบราน ว่า Friendship is always a sweet responsibilities never be an opportunity. ป้องกันไอ้พวกฉวยโอกาสจากเพื่อน!
ส่วนอับราฮัม ลินคอร์นประธานาธิบดีสหรัฐ 100 ปีก่อน ให้แนวทางเอาไว้ด้วยคำคมว่า
“Destroy your enemy, by making him, your friend.”
ข้างท่านชีค อาหะหมัดบิน รอชิต เอามัคทูม ซึ่งเป็นเจ้าของคอกม้าทะเลทรายอาหรับและเป็นนักกีฬาแข่งม้าตัวยงคำคมของท่านค่อนข้างยาวแต่กล่าวสั้นๆได้ว่า
“สิ่งสำคัญที่สุดของการขี่ม้าคือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับมันคนขี่ต้องเข้าใจม้าของเรารู้จะบังคับให้วิ่งเต็มกำลังได้แค่ไหนและมองออกว่ามันกำลังเหนื่อยล้าตอนใด การสักแต่ให้รางวัลไม่ใช่ประเด็น”
ส่วนท่านที่ชอบเข้าสังคมสังสรรค์กินไวน์สุภาษิตลาตินท่านว่า “อิน วีโน่ เวริตัส” = ในเมรัย_ย่อมรู้ความจริง
หมายความว่าคนเราเมาเข้าแล้วก็จะเผลอหลุดปากเพราะฤทธิ์สุรามึนเมา พวกตั้งวงสังคมลึกลับคอยชวนกินเหล้ากินข้าว เราต้องระวังว่าเค้ากะจะมอมเหล้าล้วงความจริง!







