พระแก้วเขียว พระแก้วขาว (2)

21 ม.ค. 2569 | 20:00 น.

พระแก้วเขียว พระแก้วขาว (2) คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

ท่านผู้สร้างคงเสียดายถ้าจะต้องสกัดตัดทิ้ง จึงเหลือส่วนไม่ได้ใช้เป็นฐานคงไว้ หรือในทางกลับกัน อาจจะตั้งใจแต่แรกก็เป็นได้ ให้มีฐาน เพราะหากว่าถ้าฐานยาวเดือยอย่างคำกระซิบแล้วไซร้ คราวเมื่อแรกประดิษฐานสมัยรัชกาลที่ 1 ยังไม่มีบุษบกฐานสูงที่สูงพอจะรับเดือยยาว ท่านจะทำอย่างไงกัน? ไหนจะเวลาหอบย้ายองค์พระท่านไปมาอีกด้วยเล่า กี่กรุงกี่นครเข้าไปแล้ว ต้องหาแท่นที่มีฐานลึกพอจะมารองรับท่าน

นี่ยังไม่นับคราวจอมพล ป. หอบหนีไปรักษาไว้ยังเมืองเพชรบูรณ์หนียี่ปุ่น (สะกดด้วย ย. ยักษ์เพราะสามารถให้ความรู้สึกว่าเป็นฝ่ายผู้ร้ายได้ดีกว่า ญ.หญิง ผู้สวยงามรุ่มรวยวัฒนธรรม) ครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา ถ้าท่านมีเดือยยาวอย่างพระยอดธงจริงคงลำบากการเคลื่อนย้ายน่าดู

สรุปว่าข้อเท็จจริงคือท่านมีฐานหินเพชรเขียวติดรองอยู่จริงๆ เพราะแกะท่านออกมาจากก้อนเพชรเขียวมรกตดิบนั้น ผู้สร้างทำอย่างนี้ก็ดีไปอย่างเพราะเหลือฐานไว้ให้รู้ว่าท่านมาจากก้อนอัญหินขนาดใหญ่เพียงไหน โดยส่วนฐานนั้นมีความสูงหนาประมาณหนึ่งคืบเศษเท่านั้นเอง เป็นที่ทราบกันในแวดวงผู้เกี่ยวข้องรู้เห็นการบูรณะใหญ่วังหลวงในวงรอบคราวฉลองสองร้อยปีกรุงรัตนโกสินทร์

ส่วนรูปกราฟฟิกคอมพิวเตอร์ที่ว่ามีเดือยมรกตยาวๆ คนเขียนวาดเอาตามโปรแกรมเครื่อง เขาก็คิดเปนมโนกรรมมัง ว่าเดือยฐานท่านยาวบื๋อ แล้วส่งกระจายทั่วโซเชียลกันไป ซึ่งเห็นทีจะไม่ใช่ดังนั้น

ส่วนที่ส่งรูปกันต่อๆมาในระบบไลน์ ให้สาธุการบูชารูปพระแก้วมรกตท่านทรงเครื่องต่างๆแต่ละฤดูนั้น จะสังเกตว่าตัวพระไม่มีตา_พระเนตร เพราะว่าเปนหุ่น _หุ่นรูปพระแก้ว กรมธนารักษ์เขาทำจำลองไว้ลองเครื่องทรงชุดใหม่ที่จัดสร้างแทนของเก่าชำรุดต่างหาก

คำถามถัดไปเกี่ยวกับพระแก้วมรกตนั้นก็มี อยู่ว่าแล้วท่านมาประดิษฐานอย่างไรอยู่ในเจดีย์ร้างที่ป่าไผ่ (ป่าเยี้ยะ) เขตเวียงเชียงราย? มีความเป็นมาลึกลับไปกว่านั้นบ้างหรือไม่ อย่างไร?

มาถึงจุดนี้ก็คงจำเป็นจะต้องเปิดตำราซึ่งมีพระเถระรุ่นเดอะโบราณจารย์ท่านรจนาทิ้งไว้เป็นหนังสือทำนองคัมภีร์ฝ่ายล้านนาเรียกว่า รัตนพิมพาวงศ์ ซึ่งแต่งขึ้นในดินแดนล้านนาไทยเป็นภาษาบาลีมคธโดยพระเถระผู้แต่งนั้นท่านชื่อ พระพรหมราชปัญญา

ส่วนผู้แปลออกเป็นภาษาไทยมีการแปลครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๑ แล้วยังมีการแปลต่อในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นสำนวนแปลแตกต่างกันจนถึงรัชกาลที่ ๙ ท่านศาสตราจารย์ มหาแสง มนวิทูร แปลขึ้นใหม่อีกคราวหนึ่งแล้วเสร็จเมื่อกึ่งพุทธกาลได้ห้าปี

ส่วนการสืบประวัติท่านผู้แต่งหรือพระพรหมราชปัญญานั้น มีเค้าเงื่อนว่าท่านแต่งหนังสือนี้เมื่ออายุ 23 ปีมีพรรษา 2 เป็นพระอยู่วิหาร บนภูเขาชื่อเขามหาธรรมราช (ไม่รู้ชัดว่าปัจจุบันคือที่ใด) น่าเชื่อว่าจะบวชเป็นสามเณรมาแต่เด็กจึงสั่งสมความอุตสาหะเล่าเรียนภาษามคธบาลีจนมีความสามารถรจนาหนังสือได้แม้ว่าเพิ่งบวชเพียงสองพรรษา

ส่วนคำว่าพระพรหมราชปัญญาอาจเป็นชื่อพระราชทาน หรือ ผู้มีอำนาจตั้งให้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้รู้มีปัญญาสูง คัมภีร์ระบุไว้ว่าแต่งสำเร็จเมื่อเดือน ๕ ขึ้น 10 ค่ำปีระกา โดยท่านว่าเรื่องราวของพระแก้วมรกตมีอยู่ก่อนที่ท่านจะนำมารจนาให้เป็นภาษามคธแล้ว ท่านได้นำเอาเรื่องที่ฟังเค้าความบอกเล่ามาแต่งขึ้นเป็นหนังสือคัมภีร์

ความสรุปได้ว่าเมื่อราวพุทธศักราช 500 พระแก้วมรกตถูกสร้างขึ้นที่เมืองปาตะลีบุตรคือรัฐในประเทศอินเดีย ผู้สร้างเป็นเทวดาสร้างถวายแก่พระนาคเสนเถระ อยู่มาอีก 300 ปีบ้านเมืองตรงนั้นเกิดภัยสงครามผู้คนจึงอัญเชิญท่านหนีภัยไปประดิษฐานที่กรุงลังกา

จนพุทธศักราชประมาณ 1000 พระเจ้าอนุรุธมหาราชแห่งเมืองพุกามฝ่ายพม่าได้ส่งสมณทูตไปขอพระไตรปิฎกจากลังกาแล้วก็ขอพระแก้วมรกตมาด้วยโดยบรรทุกใส่เรือสำเภามา ระหว่างทางเกิดพายุพัดเรือหันเหเส้นทางไปสู่กัมโพชนคร (ซึ่งไม่แน่ใจนักว่าคือกัมพูชาหรือละโว้ลพบุรี หรือ ที่อื่นเนื่องจากเป็นคำศัพท์โบราณที่ใช้เรียกเป็นการทั่วไป และเมืองในสมัยนั้นสูญหายเปลี่ยนชื่อไปอย่างไรไม่มีใครรู้ชัด)

จนพุทธศักราช 1890 พระแก้วมรกตถูกอัญเชิญมายังอาณาจักรในอำนาจของกรุงศรีอยุธยาโดยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ประดิษฐานอยู่ที่เขตเมืองละโว้ลพบุรีและเมืองกำแพงเพชรตามลำดับ

ลุถึงพุทธศักราช 1929 เจ้ามหาพรหมกษัตริย์เชียงรายยกทัพไปเชียงใหม่เพื่อแย่งบัลลังก์จากพระเจ้ากือนาซึ่งเป็นอนุชาแต่สู้ไม่ได้จึงหนีไปอยู่กับเจ้านครกำแพงเพชรชื่อพญาญาณดิษฐ์ ในยามนั้นท่านได้ไปนมัสการพระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์ที่นครกำแพงเพชรโบราณ มีความประทับใจมากจึงอยากได้พุทธรูปทั้งสององค์มาไว้ชมบารมีบูชาใกล้ๆตัว

ต่อมาไม่นานเจ้ามหาพรหมบารมีถึงที่จึงออกปากขอยืมพระพุทธรูปทั้งสององค์จากคุณย่าจันทร์ มารดาพญากำแพงเพชร ซึ่งเป็นผู้ดูแลพระทั้งสองกลับไปยังอาณาจักรล้านนา ท่านมอบพระพุทธสิหิงค์ให้น้องคือพระเจ้ากือนาส่วนพระแก้วมรกตตนเองนำเข้าเมืองเชียงราย

เจ้ามหาพรหมถึงเชียงรายแล้วเอาพระพุทธสิหิงค์เดิมเป็นแบบหล่อพระพุทธสิหิงค์จำลองทำการอบรมสมโภชน์ที่เกาะดอนแท่นกลางแม่น้ำโขงแล้วก็นำมาประดิษฐานที่วัดพระสิงห์เชียงรายจนปัจจุบัน

ส่วนพระแก้วมรกตนั้นตัวท่านเมื่อชราภาพลงคิดว่าเป็นของมีค่าสูงถ้าบ้านเมืองเป็นอันตรายไปก็จะสูญไปตลอดกาลจึงคิดอุบายนำไปซ่อนไว้ในคอระฆังของเจดีย์วัดป่าเยี้ยะหรือป่าไผ่จนเวลาผ่านไปอีกซักไม่กี่มากน้อย 50 ปีจึงเกิดสายฟ้าฟาดขึ้นที่เจดีย์วัดป่าเยี้ยะแล้วทำให้เผยให้เห็นพระเป็นมรกตดังได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้ว

ทีนี้ว่าเมื่อคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีได้เกิดมีการบูรณะวัดพระแก้วครั้งใหญ่มีเจ้านายชั้นสูงทรงเป็นประธานการบูรณะครั้งนั้นได้มีมวลสารต่างๆเกิดขึ้นจากการซ่อมบูรณะเป็นอันมาก เช่น ผงที่เกิดจากการขัดแต่งเสาคันเศวตฉัตร โบราณ ผงจากการซ่อมแต่งองค์พระที่นั่งต่างๆ เศษกระเบื้อง มวลสารฯลฯ ผ่านกาลเวลามาร่วม 200 ปีและอยู่ในมณฑลพิธีอันศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอด

ผงเหล่านี้ทางผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะทางสำนักพระราชวังในยุคแผ่นดินก่อนได้เก็บรวบรวมไว้และนำมาบรรจุอยู่ในฐานขององค์พระแก้วมรกตจำลอง ซึ่งมีหลายขนาดหลายพิมพ์ตั้งแต่ขนาดเท่าฝ่ามือไปถึงขนาดองค์พระเท่านิ้วก้อย เปิดให้สาธุชนเช่าบูชาที่ศาลาข้าง นอกกำแพงแก้วพระอุโบสถ ฝั่งที่จะออกกระทรวงกลาโหม

เป็นงานฝีมือที่สวยงามมีน้ำหนักทั้งองค์พระซึ่งมีแบบครบสามฤดู ทำโดยปราณีตละเอียดอ่อนแล้วยังมีมวลสารซึ่งมีความหมายติดอยู่ประจำทุกองค์อีกด้วย ปัจจุบันนี้ไม่แน่ใจนักว่ายังเปิดให้บูชาอยู่อีกหรือไม่อย่างไร

สมควรได้หาทางไปกราบองค์พระแก้วมรกตแล้วแวะเยี่ยมชมศาลานั้นดูก็จะเป็นมงคลตั้งแต่ได้ไปกราบองค์ท่านแล้ว ข้างคาถาบูชาพระแก้วมรกตนั้นท่านว่าเป็นสองวรรคสั้นๆ คือ “วาละลุกัง สังวาตังวา” เชื่อว่ามีระบุผูกเป็นลวดลายอยู่หลังเหรียญพระแก้วมรกตที่ทางการจัดสร้างด้วย

ส่วนหากพิจารณาถึงทางความหมายของตัวคาถาแล้วนักปราชญ์ราชบัณฑิตว่า หากแกะรอยจากลายผูกให้ละเอียด น่าจะเป็นคำว่า “ทิ สัง วา กัง อา วา สะ สะ” โดยเปนตัวย่อ ของ มรรคมีองค์แปด คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสะติ สัมมาสมาธิ มากกว่า ก็แล้วแต่แต่ละสำนวนกันไป น่าสนใจทั้งคู่

ในวัน_เวลาแห่งการเดินทางของพระแก้วมรกตที่ต้องไปๆมาๆระหว่างเมืองต่างๆนั้นมีเรื่องที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง ว่าแต่โบราณนั้นท่านถือกันมาว่าเทพยดาผู้รักษาพระแก้วมรกตกับเทพยดาผู้รักษาพระบาง ซึ่งอยู่ที่เมืองหลวงพระบางนั้นท่านเป็นอริกัน

อยู่ด้วยกันใกล้กันไม่ได้ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วความไม่ปรองดองหรือเป็นอรินี้จะชักนำให้เกิดเหตุจลาจลวุ่นวาย เกิดแต่ความไม่เรียบร้อยเปนทุรยศขึ้นในที่นั้น

ยกตัวอย่างว่าเมื่อครั้งพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่เมืองเหนือเชียงใหม่ พระบางยังอยู่ที่กรุงศรีสัตนาคนหุต ทั้งสองนครนี้ก็มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองจนกระทั่งพระเจ้าชัยเชษโฐเจ้านครเชียงใหม่จำเป็นต้องกลับเมืองหลวงพระบางเพื่อนั่งเมืองแทนพระราชบิดา ก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปไว้ที่เมืองหลวงพระบางกรุงศรีสัตนาคนหุตร่วมกันกับพระบางแห่งเมืองหลวง

ทันใดนั้นเชียงใหม่ก็เกิดกบฏ พระไชยเชษโฐ จะต้องมาทำศึกสงครามกับพวกเชียงใหม่อยู่เป็นเวลานานวุ่นวายขายปลาช่อน จนต้องย้ายราชธานีลงมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ จนลุถึงนครเวียงจันทน์ทั้งพระแก้วทั้งพระบางถูกอัญเชิญลงมาทั้งคู่ร่วมเมือง

เมืองนี้ก็ไม่มีความสุขต้องทำศึกสงครามร่ำไปจนพ่ายแพ้แก่พม่ารามัญ และพระเจ้าชัยเชษโฐเองก็สิ้นพระชนม์ลงในราชการสงคราม แต่นั้นมากรุงศรีสัตนาคนหุตก็วุ่นวายไม่มีความเรียบร้อยเกิดการแย่งชิงราชสมบัติและรบพุ่งกันเองจนราชอาณาจักรล้านช้างต้องแยกออกเป็นฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ แตกเมืองกันในที่สุดแล้วยังคงเบียดเบียนกันเองต่อมา

จนกระทั่งลุถึงสมัยกรุงธนบุรี นครเวียงจันทน์เสียแก่ทางฝ่ายสยาม สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ทรงอัญเชิญทั้งพระแก้วทั้งพระบางลงมากรุงธนบุรี ก็เกิดจลาจลในรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นที่วุ่นวาย

จนสมเด็จเจ้าพระยาฯ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกน่าจะทรงระลึกถึงคติที่ถือกันในเรื่องพระแก้วพระบางห้ามอยู่ร่วมกัน ได้พระราชทานพระบางคืนกลับไปไว้ที่เมืองเวียงจันทน์ ผ่านเจ้านันทเสนราชบุตร ซึ่งถือตราตั้งพระราชทานขึ้นไปครองเมืองหลวงพระบางสืบแทนเจ้าบิดา

บ้านเมืองก็สงบราบคาบลง จนลุถึงแผ่นดินที่สามรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุเวียงจันทน์เกิดเป็นกบฏขึ้นมา จึงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าพระยาบดินทร์เดชานำทัพขึ้นไปชำระความ จนปราบกบฏตีเมืองเวียงจันทน์ไว้ได้แล้ว

เจ้าพระยาก็เชิญพระบางลงมาถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯอีกก็เปนไปได้ว่าทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงเรื่องเดิมที่เขาถือกันว่าพระบางกับพระแก้วไม่ให้อยู่ในเมืองเดียวกันเพราะเทวดาเป็นอริต่อกันจึงไม่ทรงรับไว้

โปรดให้เจ้าพระยาบดินทร์เดชาเชิญพระบางไปประดิษฐานไว้ที่วัดจักรวรรดิราชาวาสซึ่งเป็นวัดที่เจ้าพระยาเองปฏิสังขรณ์เอาไว้อยู่ จนถึงปีขาลจุลศักราช 1127 เกิดฝนแล้งข้าวยากหมากแพงติดต่อกันสามปี

ในรัชสมัยรัชกาลที่สี่ผู้คนคิดสาเหตุไปต่างๆนานาผู้ที่ถือลัทธิเก่าตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นเหตุพระบางกับพระแก้วมรกตเข้าอยู่ในเมืองเดียวกันจึงเป็นอาเพศดังนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สี่ไม่ทรงโปรดให้คนคิดไปต่างๆ เพื่อตัดปัญหาจึงพระราชทานพระบางกลับคืนไปยังเมืองลาวไว้ที่หลวงพระบาง ส่วนพระบางนั้นท่านชื่อเป็นทางการว่าพระพุทธลาวัณย์ เป็นพระพุทธรูปยืน ปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 1.14 เมตร ศิลปะเขมรแบบบายนตอนปลาย ตามตำนานว่าพระเจ้าฟ้างุ้ม ปฐมบรมกษัตริย์ล้านช้าง ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเขมร

ปัจจุบันพระบางประดิษฐานที่หอพระบาง ในพระราชวังเจ้ามหาชีวิต (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลวงพระบางปัจจุบัน) ในประเทศ สปป.ลาว แต่ก็มีข่าวลือว่ากันว่า ที่ตั้งในหอให้สักการะนั้นเป็นของจำลองมา ไม่ใช่องค์จริง พระบางองค์จริงเก็บไว้ใน ธนาคารแห่งชาติ สปป. ลาว เพราะท่านเป็นพระเนื้อทองคำแท้ 90% รวม น้ำหนักกว่า 50 กิโลกรัม มีค่าไพศาล

อันว่าหลวงพระบางนี้เป็นเมืองโบราณ เก่าแก่นับพันสามร้อยปี มีชื่อเดิมว่า เมืองซัว ขุนลอ โอรสของ ขุนบูลม (บรม) วีรกษัตริย์ในตำนานของเผ่าไตได้ยึดเอาเมืองซัว แล้วสถาปนาขึ้นเป็นนครรัฐนามว่า เชียงทอง ปกครองสืบต่อมาราวสิบห้าชั่วคน ก่อนจะถูกอาณาจักรน่านเจ้ายึดครอง แล้วสลับเปลี่ยนมือมาถึงยุคขอมเรืองอำนาจ

จนกระทั่งพระเจ้าฟ้างุ้มประกาศเอกราชตั้งอาณาจักรล้านช้างสถาปนาเชียงทองเป็นนครหลวง และพระเจ้าโพธิสารราชอาราธนาพระบาง อันเป็นพระพุทธรูปสำคัญดังกล่าวมาประดิษฐาน จึงได้นามหลวงพระบางเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรลาวล้านช้างสืบต่อมา

ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่องการเป็นอริระหว่างพระแก้วและพระบางนั้น กล่าวกันว่าเมื่อพระเจ้าชัยเชษโฐเสด็จออกจากเชียงใหม่มานั่งเมือง ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาด้วยจริง แต่ทรงพิจารณาว่าหลวงพระบางเป็นเมืองในหุบเขายากที่จะขยายเมืองให้แผ่ไพศาลออกไป จึงได้ย้ายนครหลวงข้ามเขาไปที่เมืองซายฟอง ตั้งเป็นนครหลวงเวียงจันทน์ในปี ค.ศ. 1560

ทำให้หลวงพระบางเป็นเมืองใหญ่ทางเหนือแทน จนกระทั่งกลับมาเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างอีกครั้งในสมัยที่ลาว แตกเป็นสามอาณ