

KEY
POINTS
(ต่อจากตอน 3)
ทีนี้ก็ได้เวลาวกกลับที่เรื่องศิลปะวัตถุฝ่ายเมืองเหนือซึ่งเป็นข้าวของอันผู้ที่มีฝีมือสร้างสรรค์เอาไว้ตั้งแต่ยุคพันปีก่อนหรือถ้าจะให้พูดไปก็ว่าสร้างไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลก็มี ซึ่งตาม timeline จะเกินเลยไปกว่านั้นก็มีบ้างแต่ขออนุญาตยังไม่ก้าวล่วงไปกล่าวถึง
ข้าวของสวยสวยงามงามและทรงคุณค่าเหล่านี้ท่านผู้สร้างก็มักจะขุดกรุก่อเจดีย์เป็นที่หมาย (mark) เพื่อบรรจุเอาไว้ ให้ศาสนสถานต่างๆหามิเช่นนั้นแล้วก็เชิญมาวางในฐานะเป็นที่น่านับถือ น่าชื่นชม น่าสักการะอยู่ในสถานที่เปิดเผยไม่ได้ปกปิด
บรรดาโจรทั้งหลายก็พากันไปคัดเลือกคัดลัก เอามาขายให้กับผู้นิยมความสวยงามทางศิลปะซึ่งไม่ได้สนใจว่าของอันเหล่านั้นเขาทำมาเพื่อสาธารณะได้ชื่นชมโสมนัสมีความยินดีในการเสพย์งานศิลปะเพื่อการพระศาสนาอันงามงด ก็มีไปความคิดว่าของสวยงามอย่างนี้เราก็ถือศาสนาเดียวกันกับเขาเช่นกัน ก็น่าจะเก็บเอาไว้ชื่นชมไว้บูชาและครอบครองแต่เพียงผู้เดียวเพื่อเสพย์ความงามอันล้ำค่าอุตสาหะนั้นอันมีโบนัสเสริมประกอบไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์วิทยะพลังซึ่งควรจะเป็นมงคลแต่ผู้ครอบครองเพียงคนเดียวคนอื่นอย่าไปได้ชมชื่นเลยว่างั้น
อันนี้ก็ทำให้กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการซื้อขายในทางเศรษฐกิจขึ้นมาซึ่งงานศิลปะทางพระพุทธศาสนาที่นอกจากตัววัตถุหรือชิ้นงานมีความงามในตัวของมันเองแล้วยังประกอบกับปัจจัยความเชื่อตามศาสนาปัจจัยความนับถือความศรัทธาในคุณวิเศษของของนั้นเข้ามาอีกด้วย อันนี้ก็ทำให้เกิดเป็นแรงผลักดันให้มีการซื้อขายในทางเศรษฐกิจโดยมูลค่ายิ่งทบทวีขึ้นไปใหญ่ คุ้มค่าต้นทุนการหาลักหาขโมย
อย่างไรก็ดี ก็ขนาดผู้ที่เขาไม่ได้นับถือศาสนาฝ่ายพุทธมองอยู่ในลักษณะที่ว่าความงามอันนั้นไม่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์ใดใดก็ยังเล็งเห็นในความสวยงามของศิลปะอันบริสุทธิ์แล้วก็เห็นว่าเป็นความล้ำค่าในทางศิลปะก็มีใบสั่งหรือออเดอร์มาเพื่อให้เหล่าโจรไปแสวงหาคัดสรรเอามาให้ได้ครอบครองชื่นชมเช่นกัน
ในอดีตย้อนกลับไปสัก 40 ปีก่อนพระพุทธรูปที่ถูกตัดมาเฉพาะพระเศียรนั้นวางโชว์อยู่ในห้องรับแขกของฝรั่งผู้ดีมีสกุลโดยเฉพาะในฝั่งอเมริกาอยู่มากหลาย_ในฐานะของตกแต่งบ้าน และเวลาพวกมาที่บ้านก็ได้ชี้ชวนกันให้ชื่นชม ว่าดูเถอะพวกมนุษย์ตัวเล็กๆฝั่งมองโกลอยด์สามารถรังสรรค์งานศิลปะหน้าคนซึ่งพวกเขาเคารพนับถือได้สวยงามขนาดนี้ พูดไปด้วยก็เปิดค็อกเทลชิมกันไปด้วย กินเหล้าต่อหน้าพระซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรในมุมของเขาเพราะว่าเหล้าเป็นเครื่องประทังชีวิตจากความหนาวที่หฤโหด กินเพื่อร่างกายอบอุ่นมากกว่ากินเพื่อให้เมาหยำเป (ซึ่งในความเป็นจริงก็เมาอยู่เหมือนกันล่ะ)
คำถามมีอยู่ว่าบรรดาศิลปะวัตถุเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของคนเหล่านั้นในนามนักสะสมได้อย่างไรกัน?
มาถึงบรรทัดนี้ก็ต้องย้อนกลับไปว่าขบวนการขุดกรุลักพระนั้นมีมานานนมกาเล ถ้าในปรากฏการณ์ร่วมสมัยเอาแบบว่าไม่เกินกึ่งพุทธกาลคือปี 2500 นั้นฝ่ายเชียงใหม่ผู้ที่รู้เห็นสถานการณ์ลักขโมยเหล่านี้ต้องยกให้พันตำรวจเอก ประสงค์ คำทิพย์ ตำรวจสืบสวนที่โรงพักแม่ริม ซึ่งอยู่ในวงการพระเครื่องพระกรุยุคนั้นมีเส้นสายการข่าวมากเมื่อไหร่ก็ตามที่กรมตำรวจมีคดีศิลปะวัตถุมาให้ปวดหัว พันตำรวจเอกประสงค์จะเป็นบุคคลแรกๆที่ผู้ใหญ่จะเรียกหาให้ลงมือสืบคดี
พันตำรวจเอกนี่เป็นยศที่สุดท้ายตอนท่านเกษียณอายุราชการมาและบัดนี้ท่านคงมีอายุสูงเข้าวัยเลข 8 นำหน้า ก็เล่าว่ากลุ่มขุดพระแยกออกเป็นสามกลุ่มใหญ่
กลุ่มแรกนั้นเป็นทหารอเมริกันที่มาได้เมีย เป็นคนเชียงใหม่ ทหารอเมริกันซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มนี้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้เครื่องตรวจระเบิดมาเที่ยวสำรวจหาพระที่มีส่วนผสมของโลหะซึ่งตกอยู่ตามพื้นดินตามป่าเขาหรือว่าบริเวณที่เป็นศาสนสถาน
ซึ่งอาจมีผู้ฝังเอาไว้หรือจะอาจร่วงหล่นก็ตามโดยเครื่องตรวจระเบิดใช้ตรวจค้นหาพระพุทธรูปที่มีส่วนผสมของโลหะที่ตกค้างอยู่ในพื้นดินตามป่าตามเขาได้ดี ซึ่งหลายทีก็เป็นธรรมเนียมอยู่เองที่ถ้าฝังก็พระพุทธรูปที่ไม่ใช่เนื้อโลหะเป็นเนื้อแก้วต่างๆแล้วพวกข้าวของบริวารแวดล้อมซึ่งแสดงถึง กกุธภัณฑ์ ประกอบบารมีพระ ที่ทำด้วยโลหะก็มีอยู่เยอะไปที่จะต้องลงกรุไปพร้อมๆกัน ทั้งเงินทั้งทอง
ช่วงนั้นวัดท่ากาน ซึ่งเป็นวัดร้างมีชาวบ้านไปขุดเจอกรุพระเป็นพระเครื่องศิลปะครั้งสมัยยุคหริภุญไชยมากมาย มีความสวยงามแปลกตาลักษณะเป็นสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ทำด้วยดิน ที่มีชื่อเสียงมากก็คือพระสาม หรือพระตรีกาย
เนื่องจากเป็นรูปพระพุทธขนาบด้วยอัครสาวกซ้ายขวารวมเป็นสามองค์ แล้วยังมีพระดินเผารูปทรงอื่นอีกที่ยาวเป็นคืบพิมพ์ลวดลายพระแล้วยังไม่พอมีสัตว์มงคลต่างๆอีกกรมศิลปากร ให้ความเข้าใจว่าบริเวณนั้นเป็นเมืองเก่าที่เรียกว่าเวียงท่ากานซึ่งตอนหลังนี้เมื่อเข้าระบบเขตการปกครองใหม่ไปขึ้นอยู่กับอำเภอสันป่าตอง
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วกระบวนการตรวจหาสมบัติก็เริ่มทำงานอย่าจริงจังเพราะเป็นที่แน่ชัดว่ามีกรุพระอยู่ในเมืองเก่านั้นจริงของบริวารทั้งหลายก็จะต้องมีมากตามไปด้วย เรียกว่าแก๊งค์จี้หาพระ
ต่อมายุคปี พ.ศ.๒๕๒๕ เริ่มมีเหตุคนร้ายมาลักพระพุทธรูปตามวัดต่างๆทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน คดีหนึ่งคือที่วัดร้องขี้เหล็ก อยู่บ้านทุ่งเสี้ยว ต.บ้านกลาง (ชื่อวัดมีซ้ำกันหลายที่หลายอำเภอ) คนร้ายลักพระได้พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนหน้าตัก ๓๒ นิ้วที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ไป ศิลปะเชียงแสนสิงห์ ๓ ยุคต้น
อันว่าบ้านทุ่งเสี้ยว นี่ก็เป็นชุมชนตลาด เป็นชุมชนโบราณในแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน พื้นที่โดยรอบเป็นแหล่งปลูกข้าว จึงเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญมาแต่โบราณ นับแต่สมัยหริภุญไชยจนมาถึงสมัยพญามังราย ซึ่งมีระบบเหมืองฝายที่ได้ใช้ต่อๆกันมาตั้งแต่ยุคนั้น ลักษณะภูมิประเทศของมีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบดินเหนียว ดินเหนียวร่วนปนทราย และดินทราย มีลำน้ำขานไหลผ่านเขตชุมชนจากเหนือไปใต้เป็นที่ราบ มีชุมชนใหญ่ ตั้งอยู่ริมน้ำแม่บาน
ไอ้ความอุดมสมบูรณ์อย่างนี้เองที่ทำให้ว่าเมื่อชาวบ้านอิ่มท้องอิ่มใจแล้วก็สามารถผลิตผลงานทางศิลปะที่มีมีคุณค่ามีความงดงามขึ้นมาได้
เมื่อพระในวัดถูกลักเอาไป ส.จ.(สมาชิกสภาจังหวัด) เชียงใหม่เขตสันป่าตอง อดรนทนไม่ไหวนำชาวบ้าน ที่โกรธแค้นเดินขบวนกดดัน สารวัตรใหญ่โรงพักในพื้นที่ให้เร่งติดตามพระกลับคืนมาให้ชาวบ้าน ให้ได้ภายใน ๑๕ วัน พ.ต.อ. ประสงค์ ในเวลานั้นได้รับคำสั่งให้ออกสืบเรื่องนี้
“ผมขอเวลา ๑๐ วัน ของดเข้าเวรในราชการปกติ ไปตรวจที่เกิดเหตุที่วัดร้องขี้เหล็ก พบว่าวัดนี้มีเจ้าอาวาสอยู่องค์เดียว อายุมากแล้ว สอบถามท่านเจ้าอาวาสเล่าว่าว่าก่อนเกิดเหตุมีชาย ๒คนแวะมาที่วัด หลังจากนั้นพากันไปใช้เครื่องมือตรวจระเบิดจี้ค้นหาพระที่วัดร้างกลางทุ่งนาห่างจากวัดร้องขี้เหล็กประมาณ ๕๐๐ เมตร”
สอบถามรูปร่างหน้าตาก็พอรู้ว่าคนหนึ่งชื่อ แจ๋ เป็นกลุ่มของโจรใหญ่ที่รู้กันในแวดวง จึงไปว่ากล่าวว่า ว่าลูกน้องไปลักพระสำคัญที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ขอให้คืนพระ โดยให้สารวัตรใหญ่ช่วยพูดอีกแรงสดดันจนยอมตกลงกันให้นำพระไปไว้ริมถนนสายคันคลองชลประทาน นัดหมายเวลากัน
เมื่อได้พระก็นำไปมอบให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ติดต่อให้ชาวบ้านมารับกลับคืนชาวบ้านต่างดีใจแห่กลับวัดร้องขี้เหล็กจนสำเร็จ
ต่อข้อถามถึงคติ ที่ว่าเป็นพระต้องสวดเป็นตำรวจต้องจับ ก็แล้วทำไม ทำไมตำรวจทั้งสามถึงไม่ลงมือจับกุมผู้ก่อเหตุลักพระ ทั้งที่รู้ชื่อแซ่รู้สังกัดและวิธีการลักขโมย?
พันตำรวจเอกประสงค์อธิบายอย่างน่าสนใจว่า “คดีลักษณะนี้หากใช้กฎหมายจะไม่ได้พระพุทธรูปกลับคืนครับ”
กล่าวคือว่าหมายจับจะไปจับผู้ต้องหามันออกได้แต่ในเมื่อว่าขาดของกลางซึ่งผู้ต้องหามักนำไปซ่อนหรือย้ายออกนอกพื้นที่ส่งไปขายต่อไกลมากแล้ว เวลาไปส่งฟ้องหรือดำเนินการต่อหลักฐานมันไม่เพียงพอก็จะหลุดทั้งคน หลุดทั้งพระ
แนวทางผู้บังคับบัญชาจึงขอให้เน้นด้านมวลชนหาข่าวแล้วใช้วิธีประสานงานกดดันเน้นให้นำพระกลับคืนมาให้ได้ ก่อนส่วนคดีค่อยว่ากันภายหลัง ซึ่งคนเมืองเหนือมักมีจิตใจโอบอ้อมมารีย์ได้ของคืนมาแล้วก็ไม่มีใครว่าอะไรเรื่องก็ค่อยค่อยเงียบไป
ต่อมามีแก๊งค์ที่สอง มาจากอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐมมาอาละวาดลักพระแถบจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน เชียงราย เข้าลักพระที่วัดสบปะ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ได้พระศิลปะเชียงแสนองค์ใหญ่
ต่อมาลักพระที่วัดฮอดหลวง อำเภอฮอด อีกวิธีการของคนร้ายกลุ่มนี้คือ ซื้อไก่สดมาผสมยาเบื่อมาโยนให้หมาที่วัดกินตอนค่ำ พอหมาโดนยาเมาเบื่อโลกได้ที่ก็ตายม่องเท่ง
ทีมแก๊งค์บางเลนจึงค่อยๆย่องเงียบเข้าวัดตอนตี ๒ นำเหล็กที่ทำเป็นรูปตัว U คว่ำ ไป คล้องที่ประตูกุฏิพระไว้เพื่อไม่ให้พระออกมาได้ หลังจากนั้นจึงงัดทำลายสิ่งกีดขวางที่บานประตูพระวิหารและช่วยกันยกพระขึ้นรถปิคอัพหนีไป
พันตำรวจเอกประสงค์บอกว่า “ภายหลังผมเคยไปยึดของกลางจากกลุ่มนี้เป็นพระแก้ว พระไม้ขนาดเล็กนับ ๑๐๐ องค์ สมัยนั้นพระไม้สักที่แกะเป็นพระลงรักปิดทองอายุหลายร้อยปีที่มีอยู่ตามวัดถูกลักไปขายให้นักสะสม เป็นที่นิยมกันมาก”
“แก๊งค์บางเลนนี้ต่อมาออกหมายจับคนร้ายและไปตามจับกัน ก็ จับได้ ๑ คนศาลตัดสินจำคุก ๕ ปีรับสารภาพลดเหลือ ๓ ปีทราบว่าเสียชีวิตในคุก”
ต่อข้อถามว่าก็แล้วคนในวัดมีบ้างไหมล่ะที่ลักเอาพระออกมาขายเองไม่ต้องเป็นพวก ต่างถิ่นเข้าไปเอา?!?
คำตอบที่ได้ก็น่าสลดใจมากเพราะคุณประสงค์บอกว่ามีและที่สำคัญว่าโจรในวัดนั้นไม่ใช่คนเป็นพระสงฆ์นี่เองที่ประกอบกรรมลักพระออกมาขาย !!
แก๊งค์ที่สามเรียกกันว่า แก๊งค์ตุ๊เหน่ (ตุ๊_มาจากคำว่าสาตุ๊ หรือ สาธุ สำเนียงคนเหนือออกเสียงด้วยตอเต่าถนัดปากกว่า ธ.ธง เวลาเรียกย่อก็เรียกว่าตุ๊แปลว่าพระตรงกับพวกฝรั่งเรียกบาทหลวงว่าสาธุคุณ) แก๊งค์ตุ๊เหน่ นี่ก็คือพระชื่อเสน่ห์ กลางวันเป็นพระกลางคืนเป็นคนร้าย!
ขณะนั้นตุ๊เหน่เปนสมภารเจ้าอาวาสวัดหนองก้นครุ ตำบล เมืองเล็น ในอำเภอสันทราย ร่วมกับพระโจรวัดหนองงู อำเภอดอยสะเก็ดและนายอ้อ เป็นช่างนาฬิกา มีแผงพระอยู่หน้าตลาดต้นพะยอม ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ อีกคนชื่อนายอ่อด
“แก๊งตุ๊เหน่ลักพระตามวัดต่างๆ มาก ได้พระไปนับ ๑๐๐ องค์ กว่าจะสืบจับได้ก็ใช้เวลาหลายปี วิธีการคล้ายกับแก๊งค์บางเลน เคยก่อเหตุลักพระพุทธรูปที่วัดโป้งดิน อำเภอดอยสะเก็ด มีการลักพระใหญ่ไปหลายองค์ ที่วัดฮอดหลวง อำเภอฮอดถูกลักไป ๓ องค์ มีองค์ที่เป็นพระสำคัญศิลปะสุโขทัยตุ๊นำมาซ่อนไว้ที่บริเวณวัดหนองก้นครุ ภายหลังด้วย ภาษิตคำว่าสัจจะไม่มีในหมู่โจรเป็นเรื่องจริงเมื่อคนในแก๊งค์ตุ๊เหน่แตกกันเองก็มีคนคาบข่าวมาบอก ตำรวจจึงไปค้นได้พระพุทธรูปของกลางกลับคืนสู่วัดบางองค์ถูกเซียนพระตลาดทิพย์เนตรนำไปขายที่กรงเทพฯ ก็ติดตามกลับคืนมาได้ แก๊งค์ตุ๊เหน่ ตามจับกุมตัวได้ทั้งแก๊งค์ประมาณ ๖ คน ถูกจับดำเนินคดี รวมทั้งนายอ่อดด้วย
“นายอ่อดนี้เก่ง พูดจาดี ช่างเอาอกเอาใจเคยถูกจับเรื่องลักพระ ระหว่างอยู่ในเรือนจำเอาใจผู้คมดีคงประพฤติดีทำให้มีช่องทางหลบหนีจากเรือนจำเชียงใหม่ได้มาก่อคดีอีกที่อำเภอแม่แจ่ม”
โดยลักพระแล้วหนีไปอยู่ภายใต้บารมีนักการเมืองผู้ใหญ่ในจังหวัดสุโขทัยส่วนพระนั้นถูกจำหน่ายออก ด้วยกรรมวิธีไปจำนำกับเซียนพระในจังหวัด คดีนี้สุดท้ายสามารถติดตามเอาพระคืนได้สามองค์ แต่ว่าแก๊งค์ของตุ๊เหน่ก็ยังไม่ได้สิ้นฤทธิ์ออกจากคุกมาได้ก็ปฏิบัติการลักพระเหมือนเดิมคราวนี้มีฐานในการรับซื้ออยู่ที่ห้างแอร์พอร์ตเน้นการลักพระที่ทำจากไม้สักปิดทองส่งไปขายต่อในจังหวัดเชียงราย
คดีเจ้าอาวาสลักพระไปขายไม่ได้มีแค่ตุ๊เหน่พระเจ้าอาวาสในเชียงใหม่เอาพระในวัดตัวเองไปขายที่ตลาดคำเที่ยงก็มีพระของกลางนั้นเดินทางออกจากเชียงใหม่ไปอยู่เมืองตากจากเมืองตากไปลพบุรี
ความมาแตกเพราะว่าคนขับรถเจ้าอาวาสโจรมาเล่าให้ตำรวจฟัง!ก็ดีไปอย่างที่พระไม่สามารถขับรถเองได้ทำอะไรก็เลยมีคนรู้เห็น บางวัดเจอว่าสมภารติดการพนัน ลักพระงามงามไปขาย 10 กว่าองค์เอาเงินไปเล่นพนันต่อตัวเองหนีไปอยู่จังหวัดโคราช
อันนี้ก็ตามจับได้ ที่น่าสลดใจก็เป็นเรื่องคนในวงการตำรวจด้วยกันเองยศจ่าสิบตำรวจกลางคืนหลบเข้าไปในงานบูชาเสาร์อินทขิลกลางเมืองผู้คนกลับหมดแล้วก็ยกพระออกทางหน้าต่าง
เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงอดรนทนไม่ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรซึ่งเป็นคนเชียงใหม่เหมือนกันให้ติดตามพระมาคืนเมือง
บทบาทของสื่อมวลชนและนักหนังสือพิมพ์ในกรณีนี้มีมากเนื่องจากว่าได้ออกข่าวประโคมกดดันทำให้ผู้ร้ายรู้สึกว่าไปไม่รอดจะไปขายใครก็คงไม่มีคนเอาจึงนำใส่ถุงขยะมาวางทิ้งไว้ข้างกองขยะในอำเภอสันทรายแล้วคนเก็บขยะไปพบเข้าจึงเป็นอันว่าสามารถปิดคดีได้พระคืนเมือง (ต่อตอน 5)