

KEY
POINTS
ฉบับนี้ได้เวลาชวนเชิญท่านผู้อ่านมาทัศนาชื่นชมศิลปะอันสวยงามของพระแก้วขาวองค์สำคัญของโลกซึ่งก็คือพระพุทธบุษยรัตน์จักพรรดิพิมลมณีมัย ส่วนที่ว่าจะต้องใช้คำสำคัญคำนี้ก็เพราะว่าพระแก้วขาวนั้นมีอยู่หลายองค์ทำจากหินชนิดที่เป็นหินแก้วใส บางทีเรียกแก้วผลึก บางทีเรียกแก้วน้ำค้าง บางทีเรียกแก้วสีหมอกมีขนาดเล็กใหญ่และเนื้อหาศิลปะแตกต่างกันไป
อีทีนี้ดังที่เรียนไว้ในตอนพระแก้วเขียวกับท่านผู้อ่านแล้วว่าโอกาสที่จะเจอแก้วมณีซึ่งมีขนาดใหญ่มากพอนั้นแม้จะไม่ยากนัก แต่โอกาสที่จะเจอแก้วมณีที่มีขนาดใหญ่มากพอแล้วไม่มีตำหนิร่องรอยในธรรมชาติฝากเอาไว้อันนี้ยากจริงๆ
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วการสลักเสลาให้บังเกิดเป็นงานศิลปะชนิดพระพุทธรูปก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ในพื้นพิภพโลกาจะหาศิลปะวัตถุซึ่งสร้างจากของหายากเอาไว้ ด้วยกำลังสร้างสรรค์งามพิสุทธิ์ หยุดเวลา คงจะหาได้ยากยิ่ง จึงควรนับเป็นของสำคัญจึงควรนับเป็นของสำคัญระดับโลกด้วยเหตุนี้
อย่างไรก็ดีเรื่องพระแก้วขาวที่มีอยู่หลายองค์นั้นได้กล่าวถึงองค์ขนาดเล็กที่เชียงมั่นเชียงใหม่เอาไว้แล้วในเวลาเดียวกันองค์ขนาดเล็กอื่นๆซึ่งประดิษฐานอยู่ในกรุงเทพมหานครก็มีที่ประจำวัดต่างๆ เช่น ที่วัดนางนอง กับ วัดอนงค์ฯ ซึ่งเก็บรักษากันเอาไว้เป็นอย่างดีนานทีปีหนเฉพาะเทศกาลถึงจะมีโอกาสได้รับเชิญออกมาให้ประชาชนรดน้ำสักการะกราบไหว้
โดยองค์พระแก้วขาวของที่วัดอนงคารามมีที่มาน่าแปลกใจแล้วก็เกี่ยวข้องกับชีปะขาวอีกแล้วเช่นกันกล่าวคือเมื่อครั้งวัดอนงคารามมีสมเด็จเป็นเจ้าอาวาสสมภาร ท่านสมเด็จพระพุฒาจารย์(นวม) องค์นั้นมีชื่อเสียงกิตติคุณและสมณคุณเป็นที่นิยมบูชาทั่วไป มาวันหนึ่งสมเด็จได้รับกิจนิมนต์ออกไปจากวัด เหล่าพระหนุ่มเณรน้อยที่ดูแลอุปฐากท่านพบว่ามีชายชรานุ่งขาวห่มขาวนำพระปูนปั้นมาให้องค์หนึ่ง บอกว่าขอฝากไว้ให้สมเด็จฯ พระเณรก็รับไว้
เมื่อสมเด็จฯกลับวัดแล้วได้ทราบข่าว ท่านก็พิจารณาตรึงตรองนึกดูถึงเหตุการณ์ดู ก็นึกไม่ออกว่าชีปะขาวคือท่านผู้ใหญ่ผู้ใด มาจากไหนแล้วก็ทำไมเอามาให้ พระเณรเล็กๆ รับหน้าที่เก็บพระไว้ แต่รักษาไม่ดีนักจนกระทั่งปูนกระเทาะออกเห็นเนื้อแก้วขาวใสข้างในจึงได้ฮือฮากันขึ้นมาว่านี่คือพระแก้วขาวซึ่งน่าจะเป็นของคู่บารมีของสมเด็จมาแต่ชาติเก่าก่อน (กล่าวคือว่าถ้าเชื่อทางนี้ก็ต้องอธิบายแบบนี้)
องค์พระมีความใสแต่เนื้อโทนมีความทึบอยู่บ้างศิลปะเชิงช่างตรงไปตรงมาแบบชาวบ้าน และต่อมาได้สร้างเครื่องทรงทั้งบุษบกทั้งพระมหามงกุฎเป็นทองประดับสีสวยงาม ส่วนสถานที่เก็บรักษาก็ยังคงอยู่อยู่ที่กุฎิเดิม เปิดให้เข้าสักการะเป็นครั้งคราวมาจนบัดนี้
อีกองค์หนึ่งคือที่วัดนางนอง ก็เช่นกันมีขนาดไม่ใหญ่นักและเชิญออกมาให้พุทธศาสนิกชนสักการะเป็นครั้งคราวตามเทศกาลศิลปะมีความทันสมัยขึ้นและทรงเครื่องอย่างผุดผ่อง กลับมาพูดถึงกรณีพระแก้วขาวใหญ่หรือพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย กันบ้างว่า เดิมทีนั้นท่านไม่ได้วรกายใสปิ๊งอย่างนี้เพราะเป็นแก้วผลึกหมอกผิวขุ่น ที่มาที่ไปคือว่าเมื่อครั้งอาณาจักรล้านช้างใต้ฝ่ายจำปาสัก (จัมปาศักดิ์) ตกอยู่ในอำนาจความคุ้มครองของสยามประเทศ
พระเจ้าล้านช้างจำปาสักผู้ซึ่งได้พระพุทธรูปแก้วมณีขาวนี้ไว้ในครอบครองมาช้านานก็ทำการสมโภชตามวาระประเพณี ข้างข้าหลวงสยามขึ้นไปจำปาสัก ต่างพระเนตรพระกรรณในราชการปลงศพ เจ้าใหญ่นายโตบ้านเมืองจำปาสักท่านหนึ่ง
เกิดไปพบเห็นในงานสมโภชนั้นเข้า ก็พรลึกชัดเจนได้ถึงความเป็นของล้ำค่าทั้งทางศิลปะและความเป็นมหาสมบัติแก้ว จึงปรึกษาหารือ
ทีมคณะฝ่ายพระเจ้าล้านช้างใต้ว่าสมควรนำขึ้นถวายแด่องค์พระมหากษัตริย์สยาม ผู้บัดนี้ทรงผ่านพิภพ ให้ความอารักขาคุ้มครองแดนจำปาสักทั้งหมด คนจำปาสักทั้งมวลอยู่น่าจะเหมาะสมกว่าหรือไม่ อย่างไร
โดยนัยยะหนึ่งน่าจะเหมาะสมอย่างยิ่งเพราะพระเจ้ากรุงสยามจักได้เป็นผู้ปกป้องคุ้มภัยมิให้องค์พระพุทธรูปซึ่งไร้ราคิน องค์นี้ต้องตกอยู่ในมือของคนต่างศาสนาที่หาเรื่องบุกเข้ามารุกรานจำปาสักอยู่เป็นระยะ กรมการเมืองทั้งนั้นก็เห็นพ้องด้วยจึงพร้อมใจกันอัญเชิญเข้ามาที่ยัง กรุงเทพพระมหานคร
โดยคณะกรรมการประวัติศาสตร์ในยุคนั้นตั้งข้อสอบถามถึงที่มาว่าก่อนที่พระพุทธรูปแก้วมณีขาวองค์นี้จะมาสู่บารมีท้าวพญาจำปาสัก มีที่มาอย่างไร ก็ทำให้ได้ทราบว่าในอดีตประการนานมานั้นมีผู้นำพระแก้วขาวองค์นี้ไปซ่อนไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งในป่า โดยก็ไม่รู้ว่าเป็นใครซ่อน แล้วก็มีพวกพรานป่าซึ่งล่าสัตว์เป็นอาหารอยู่สองคนพี่น้องมาพบเข้า
นายพรานทั้งสองนี้ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาอะไรแต่อย่างใดเห็นเป็นพระแก้วรูปคนนั่งขัดสมาธิก็คิดว่าเป็นเทวรูปชนิดหนึ่ง แถมมีความสวยงามเกินความสามารถพวกตนจะทำสร้างก็ขึ้นมาเองได้ ก็มั่นใจว่าจะต้องมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในระดับหนึ่งแน่แท้จึงได้เข้าไปเซ่นวักตั้กแตน เมื่อไหร่ก็ตามที่ล่าสัตว์ได้มาก็เห็นว่าเป็นอัศจรรย์ที่เทวรูปแก้วผลึกช่วยเหลือก็จึงนำเลือดสัตว์ไปแต้มสังเวยที่ริมฝีปากของรูป ในทำนองว่าได้ของมาแล้วก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ตามประสาแนวคิดของคนในไร่ป่าราวดง
ในเวลาต่อมาสองนายพรานเห็นว่าท่านให้ลาภดีก็หวงเกรงว่าจะมีคนมาพบแล้วพาท่านหาย จึงพากันคิดเอากลับไปบ้านโดยใช้วิธีอุ้มพระมาผูกไว้กับคันหน้าไม้ซึ่งตนเอาไว้ใช้ลั่นไกยิงสัตว์ คอนหามกลับบ้านก็ให้เกิดการกวัดแกว่งไปมาระหว่างเดินทางติ่งหูของพระพุทธรูปด้านขวาไปกระแทกเข้า กับของแข็งไม้อย่างหนึ่งทำให้ติ่งหูท่านแตกลิออกไป เกิดมีมลทินขึ้น แต่ก็ไม่ได้นำพา สองนายพรานยังคงบังเกิดโชคลาภโภคทรัพย์เนืองนองขึ้นมาหลังจากพาพระแก้วขาวเข้าบ้าน
บรรดาผู้ที่เป็นพ่อค้าคนกลางเที่ยวหาของป่าไปขายต่อในเมืองจำปาสักมาติดต่อซื้อของกับสองพรานเป็นระยะก็พบว่าที่บ้านนั้นมีพระพุทธรูปแก้วขาวงดงามมากตั้งอยู่ นายพรานก็คงจะโม้ไปเรื่อยถึงอิทธิคุณของท่าน พ่อค้าได้ข่าวชัดแจ้งอย่างนี้ก็เลยพูดข่าวให้เลื่องลือกันจนไปเข้าหูของผู้ถืออำนาจรัฐในนครจำปาสัก จนได้อาราธนาเอาพระมาแล้วสร้างมณฑปให้ประดิษฐานท่านไว้กลางเมืองได้
จนกระทั่งเกิดเหตุข้าหลวงสยามไปพบเข้าดังกล่าว พระแก้วขาวองค์นี้ถึงเมืองไทยในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สอง โดยมีข้าหลวงออกไปรับและตั้งเครื่องสมโภชรายทางเรื่อยมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงชื่นชมโสมนัสยิ่งนัก ทรงพระกรุณาโปรดให้นายช่างหาทางซ่อมแซมหูส่วนติ่งที่ หักหายไปด้วยแก้วเนื้อชนิดใกล้เคียงกัน แล้วโปรดเกล้าให้ขัดพระวรกาย ที่หม่นหมอกก็ ปรากฏเป็นแก้วใสวาววับขึ้นมีพระราชศรัทธาสูงขึ้นอีกมากน้อมเกล้าถวายเครื่องทรงจักรพรรดิต่างๆ ประดับทองคำเพชรนิลจินดาพร้อมทั้งทำฐานทองคำด้วย
มีรายงานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสักการะพระพุทธรูปแก้วผลึกองค์นี้ทุกเช้าค่ำโดยอาราธนาให้ประดิษฐานที่หอพระสุลาไลยพิมาน พระบาทสมเด็จพระโอรสเมื่อเสด็จขึ้นทรงราชย์ เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สี่ ทรงสั่งสมภูมิความรู้เกี่ยวกับการศาสนาไว้มากเพราะทรงอยู่ในเพศบรรพชิตมานานก่อนหน้านี้นานปีมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าพระแก้วผลึกหมอกองค์นี้มีความสวยงามล้ำค่ามากแม้ว่าแก้วที่อื่นในประเทศอื่น ก็ไม่อาจจะมีเนื้อใสสวยงามได้เท่านี้จึงมีพระราชศรัทธาทำ เครื่องทรงประดับด้วยอัญมณีที่มีค่ามากกว่าเดิม ถวายเป็นพุทธบูชา และเฉลิมนามพระพุทธรูปแก้วผลึกหมอกนี้ใหม่ว่า พระพุทธบุษยรัตน์จักรพรรดิพิมลมณีมัย
แล้วทรงสร้างหอพระพุทธรัตนสถานในพระบรมราชวังเป็นที่ประดิษฐานองค์พระ เป็นอันว่าพระแก้วเขียวและพระแก้วขาวในห้วงเวลาหนึ่งประดิษฐานอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวังทั้งคู่พร้อมกัน
แวะพักบรรทัดนี้เพื่ออนุสรณ์คำนึงถึงว่าคำว่าพระแก้วมรกตนั้นที่บุคคลพากันเรียกโดยลำลองว่าพระแก้วเขียวแล้วถูกค่อนขอดว่าหินมณีที่นำมาสร้างพระมิได้เป็นมรกตแต่อย่างไร ทำไมต้องเป็นการหาทางเรียกเพื่อเสริมสร้างมูลค่าขององค์พระมากกว่าความเป็นจริง
อันนี้ก็ต้องขอเรียนว่าอย่าไปด้อยค่าท่านเลย เพราะที่จริงแล้วเรื่องนี้มีคติความเป็นมาที่แตกต่างกัน กับความจริงทาวิทยาศาสตร์อยู่เพราะคำว่า พระแก้วมรกตนั้นไม่ใช่เป็นคำที่บอกว่าสร้างมาจากอัญมณีชนิดมรกต _emerald แต่มาจากคำว่า หินอมรโกฏ ต่างหาก ซึ่งที่มาที่ไปจะได้เล่าให้ฟังต่อไปนี้ว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความเป็นจักรพรรดิราชอีกส่วนหนึ่งด้วย
อันดับแรกคงต้องนิยามคำว่าจักรพรรดิราชหรือเอ็มเปอเรอเอาไว้ก่อน ว่าพูดโดยง่ายก็คือ King of King หรือว่ากษัตริย์ของกษัตริย์ จึงจะ
เรียกว่าพระจักรพรรดิ
ข้าวของหลายอย่างตามตำนานนั้นถ้าคนไม่ใช่พระจักรพรรดิแล้วจะใช้งานของนั้นไม่ได้เพราะบารมีไม่ถึง (อารมณ์ว่าเด็กเพิ่งขี่จักรยานคล่องจะไปขี่รถมอเตอร์ไซต์บิ๊กไบค์ทันทีไม่ได้)หากท่านผู้ใดชมภาพยนตร์ ของสหมงคลฟิล์มเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็จะเห็นตอนหนึ่งเมื่อตัวละครรับบทพระนเรศวรตอนเด็กผนวชเป็นรูปเณรท่านไปค้นเจอกล่องบรรจุเครื่องศาสตราวุธซึ่งบทละครระบุไว้ว่าเก็บรักษาไว้ในวัดของพระมหาเถรคันฉ่อง เครื่องศาสตราวุธนั้นมีทั้งจากทั้งตรีและจักร กับทั้งของพิสดารต่างๆมากมาย
เณรสมเด็จพระนเรศวรตามประสาเด็กท่านไปเปิดค้นดูและสัมผัสจับต้องเข้า ก็ถูกท่านสมภารซึ่งเป็นอาจารย์ตำหนิและลงโทษอย่างแรงว่าของเหล่านี้เมื่อบารมียังไม่ถึงที่จะจับต้องหรือนำไปใช้ไม่ได้ อันนี้คือคติเดียวกัน ของผู้ที่จะต้องเจียมตัวว่าบารมียังไม่ถึงอย่าเพิ่งคิดการณ์ใหญ่ในภาคต่อมาเมื่อสมเด็จพระนเรศวรจำเริญวัยขึ้นและทรงเทครัวพลเรือนทั้งหลายในเขตพม่ารามัญกลับเข้ากรุงศรีอยุธยา พระอาจารย์องค์เดิมก็กล่าวให้พรพร้อมทั้งมอบเครื่องจักรอาวุธในกล่องทั้งนั้นให้ท่านและเอ่ยว่าบัดนี้บารมีของพระองค์ถึงที่พระจักรพรรดิราชแล้ว
พระองค์ท่านก็รับกล่องเครื่องนั้นไว้กับตัวและได้เปิดขึ้นใช้งานพระแสงปืนต้นข้ามลำน้ำสะโตงยิงสุรกรรมาแม่ทัพพม่าถึงแก่ความตายในจังหวะไล่รุกตามประชิดพลเรือนเข้ามาที่ริมน้ำสะโตง
คติความเชื่อเรื่องการเจียมเนื้อเจียมตัวและวัดกันก่อนว่าบารมีถึงที่หรือไม่ ในทางบ้านเมืองฝ่ายเรายุคหนึ่งบอกว่าผู้เป็นจักรพรรดิราชนั้นจะต้องมีของสำคัญมาสู่พระบารมีเจ็ดประการหนึ่งก็คือมีช้างแก้ว หมายความว่าเป็นช้างสำคัญ มีม้าแก้ว, มีนางแก้ว, มีขุนพลแก้ว, มีขุนคลังแก้ว, มีจักรแก้ว และก็มีมณีแก้ว (มณีรัตนะ)
เมื่อของมีครบทั้งเจ็ดอย่างแล้วก็จะส่งเสริมให้พระจักรพรรดิสามารถปกครองโลกทั้งปวงให้ร่มเย็นเป็นสุขได้สำเร็จ
ทีนี้ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเราก็คือว่า มณีแก้วหรือ มณีรัตนะนั้น เชื่อกันว่าเป็นของศักดิ์ใหญ่กว่าแก้วมณีทั้งหลายจะถือกำเนิดขึ้นในมหาสมุทรจักรวาฬเท่านั้น พูดกันง่ายๆก็คือว่าเป็นรัตนะชนิดโคตรเพชร ซึ่งจะเกิดขึ้นมาก่อนและเมื่อโคตรเพชรเกิดขึ้นแล้วเขาก็จะนำพาบริวารเพชรของเขาซึ่งมีลำดับศักดิ์ รองๆลงไปเกิดขึ้นตามมา
เมื่อคราวที่จะมีการสร้างพระแก้วมรกตนั้น เทวดาผู้รักษาโคตรเพชร กล่าวว่าท่านผู้อยากสร้างพระบารมียังไม่ถึงที่จักรพรรดิราชไม่สามารถให้โคตรเพชรเอามาทำพระได้ เมื่อคิดสะระตะกันแล้ว ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันเทวดาจึงพาไปดูหินชื่อว่าอมรโกฏซึ่งมีลำดับศักดิ์รองลงมา และตกลงกันได้ว่าจะนำหินก้อนนี้ไปสร้างเป็นพระแก้วอมรโกฏ เมื่อเรียกเสียงกร่อนเข้ามากๆก็เลยกลายเป็นพระแก้วมรกต ดังนี้
ดังนั้นแล้วหากพิจารณาตามคติของที่จะควรแก่พระจักรพรรดิราชซึ่งพูดถึงกัน ท่านผู้สังเกตสังกาก็จะพบเบาะแสของคติความเชื่อนี้ปรากฏอยู่ในนามของพระพุทธรูปทั้งสององค์ พระแก้วเขียวพบว่าพระพุทธมหามณีรัตนะ-ซึ่งตรงกับคำว่ามณีรัตนะหรือมณีแก้ว หนึ่งในเจ็ดของมงคลของพระจักรพรรดิราชตามที่กล่าวมา
ในเวลาเดียวกันพระแก้วขาวองค์นั้นก็มีสร้อยคำว่าจักรพรรดิอยู่ในพระนามด้วย
ขอบคุณภาพสวยจากพระล้านนาและพิกุลศิลปาคาร