thansettakij
พระแก้วขาว กับยาหมากหาญปองแสนยา

พระแก้วขาว กับยาหมากหาญปองแสนยา

28 ม.ค. 2569 | 00:30 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ม.ค. 2569 | 02:33 น.

พระแก้วขาว กับยาหมากหาญปองแสนยา คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • พระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) เป็นตัวแทนความเชื่อฝ่ายล้านนาว่า พระพุทธรูปที่สร้างจากแก้วอัญมณีมีอานิสงส์สูงกว่าทองคำ และมักอธิบายที่มาว่าเป็นผลงานของเทวดาหรือครูจากภพอื่น ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา สะท้อนการยกคุณค่าศิลปะ–ศรัทธาเหนือเทคโนโลยีมนุษย์
  • วิชาไม่ใช่แค่เทคนิค แต่ต้องมี “เคล็ด” ที่ถ่ายทอดผ่านพิธี ครอบมือ และประสบการณ์ตรง การลักจำโดยไม่รับอนุญาตถือว่าผิดครู มีโทษทางอาถรรพ์หรือธรณีสาร เปรียบได้กับทรัพย์สินทางปัญญาในโลกสมัยใหม่ แต่ผูกพันกับศีลและความเชื่อ
  • ฝ่ายไทใหญ่ให้ความสำคัญกับ “ยา” ในฐานะมวลสารศักดิ์สิทธิ์ ใช้แก้คุณไสย ปัดเป่าอันตราย และเสริมพลังชีวิต ยาหมากหาญปองแสน (ส้มป่อยแสนฤทธิ์) สะท้อนความเชื่อว่ายา เมื่อปรุงถูกครู ถูกฤกษ์ จะมีอานุภาพเทียบเท่าน้ำมนต์ และต้องใช้พร้อมเคล็ด มิใช่แค่มีของอย่างเดียว

เรื่องพระแก้วขาวในตอนนี้ ถ้าว่านับเล่นๆก็คร่าวๆว่าได้เขียนบริการรับใช้คุณผู้อ่านมาเป็นตอนที่ 345 ของคอลัมน์ Cat out of the Box กันแล้ว กับแพลทฟอร์มของฐานเศรษฐกิจ ทั้งแบบกระดาษสี่สี แบบเว็บไซต์ แบบ Facebook แบบ Instagram แบบ LINE โอเอ ฯลฯ ฯลฯ

อีทีนี้เมื่อต่อเนื่องมาจากตอนพระแก้วเขียวฯ ก็อาจกลายๆว่าเป็นบทที่สาม ซึ่งคงจะต้องขออนุญาตบอกกล่าวท้าวความกันสักนิดหนึ่งถึง กรณี อานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปที่ฝ่ายล้านนายึดมั่นในคัมภีร์ที่ศึกษาสืบกันมาว่าการสร้างพระพุทธรูปโดยวัสดุต่างกันให้อานิสงส์ที่ไม่เท่ากัน และข้อสรุปที่จำได้และค้นมาเพิ่ม จนนำมาเรียนคุณผู้อ่านได้ก็คือว่าการสร้างด้วยแก้วอัญมณีให้อานิสงส์สูงกว่าการสร้างด้วยทองคำมากนัก

ซึ่งอีกแง่หนึ่งของงานศิลปะนั้นงานศิลปะจำหลักจากแก้วหรืออัญมณีก็ทำยากเย็นแล้วก็ลำบากกว่าการทำงานหลอมโลหะ/งานตีขึ้นรูปอยู่ในทีไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ธรรมชาตินั้นให้ก้อนแก้วก้อนแสงหินสุกใสมาแล้วแม้ภายนอกจะดูดีแต่ข้างในนั้นมักจะปรากฏร่องรอยตำหนิผดผงความร้าวรานตามธรรมชาติแฝงอยู่

เหมือนอย่างกรณีที่เพชรเม็ดงามงามของโลกเมื่อตอนขุดค้นพบจากเหมือง ได้ก้อนโตเท่าไข่ไก่ แต่มองเข้าไปแล้วข้างในมีตำหนิมากมายจำเป็นจะต้องตัดออกแบ่งจากไข่ไก่ให้เป็นไข่นกกระทาสองใบ เก็บไว้ใบหนึ่งที่ตำหนิต่ำที่สุด แล้วไข่นกกระทาใบที่สองนั้นต้องหั่นย่อยลงไปอีกเพื่อหลบตำหนิแล้วจึงเจียระไนขัดทิ้ง (loss) ให้ได้เพชรเม็ดไม่ใหญ่นักแต่วิบวับๆจับเหลี่ยมเกสรสวย

ข้างฝ่ายเมืองเหนือนั้นพระแก้วขาวที่เป็นชื่อเสียงโด่งดังก็คือพระเสตังคมณี โดยคำว่า มณี ก็คือ ว่า แก้ว | เสตะ ก็แปลว่าขาว รวมความก็คือตรงตัวว่าพระแก้วขาวนั่นเอง ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วเชียงมั่น ในตัวเมืองเชียงใหม่จนปัจจุบันนี้

 

พระแก้วขาว กับยาหมากหาญปองแสนยา

 

ผู้คนนิยมไปอธิษฐานขอความมั่นคงในชีวิตทรัพย์สินจากท่านก็เพราะว่า เชียงนั้น_มั่น เวลากระทำสัตยาธิษฐานอ้างอิงความมั่นแล้วจิตถึงได้ง่ายเพราะมีบันไดเปนชื่อสื่อว่ามั่น

พระแก้วขาวเสตังคมณีนี้ที่มาการสร้างของท่านก็ตามสูตรตำนานโบราณคือ ของวิเศษล้ำเหลือเช่นนี้ มนุษย์สร้างเองไม่ได้หรอกต้องเป็นเทวดาผู้ใหญ่มาสร้างรังสรรค์ ซึ่งหากคิดวิเคราะห์ดูตามตำนานเปรียบเทียบกับความทันสมัยในยุคใหม่ เทวดาท่านก็อาจจะมีจริง คืออาจจะจำแลงมาจริงก็ได้

โดยเทวดาจำแลงเหล่านี้ท่านมักนิยมมาในรูปของชีปะขาว ซึ่งหมายความว่า ชี คือ เป็นรูปชีคือเป็นนักบวช | ปะก็คือผ้า | ขาวก็คือขาว รวมความก็คือมักจะมาในรูปของนักบวชซึ่งไม่แน่ใจว่าศาสนาใด นุ่งห่มผ้าสีขาวมา (ชีผ้าขาว) และเมื่อไม่แน่ใจมากๆเข้าก็เรียกว่าตาผ้าขาวหรือตาปะขาว แทนคำว่าชี เพราะชีนั้นนุ่งขาวอยู่ตลอดไปไม่ว่าจะกลับที่พักหรือเวลาทำงานแต่ว่าตาผ้าขาวแกมักจะนุ่งขาวเฉพาะตอนมาเข้าพิธีมาทำงานแกะสลัก โดยเมื่อทำการลงมือสร้างศิลปะวัตถุอันทำได้ยากเกินมือมนุษย์จนสำเร็จแล้วก็ คุณตาชีท่านมักจะหายตัวไปดื้อๆหรือหายตัวไปเฉยเฉย ครั้นตามจะให้มาช่วยสร้างเพิ่มก็ไม่เจอแล้วก็ไม่รู้ว่าหายไปตรงไหน สถานการณ์เช่นนี้คนในอดีตชี้พิกัดจุดที่แกหายตัว เวลาเจ้าใหญ่นายโตถามว่า_อ้าวแล้วช่างชีเค้าหายไปไหน? ว่าหายไปตรงนั้นแหละครับ_ฝ่าบาท แล้วชี้

ทุกวันนี้ก็เลยมีชื่อหมู่บ้านชีปะขาวหาย อยู่แถวตำบลหัวรอในเขตเมืองพิษณุโลกปัจจุบัน ก็ตรงจุดละแวกนั้นลือว่าเปนย่านที่เขาสร้างพระพุทธชินราช อันเป็นศิลปะงามงดน่าตื่นตะลึงมาจนบัดนี้

 

พระแก้วขาว กับยาหมากหาญปองแสนยา

 

อีทีนี้ทว่าท่านผู้เป็นศิลปินลือนามมาแต่ชั้นสวรรค์วิมานสรวง เกิดท่าน มาเปนตัวตนรูปคนไม่ได้เพราะเป็นที่เปิดเผยเกินไป มันจะหายลึกลับ ท่านก็จะมาลงทรงแทน โดยลงในตัวคนที่จะเป็นช่าง! การลงทรงอันนี้ถ้าผู้ใหญ่ระดับอดีตนายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ท่านใช้คำว่า ผีครูมาลง

โดยเป็นกรณีเฉพาะอย่างเช่นเวลาท่านจะต้องนั่งเขียนตำรากฎหมายซึ่งความสามารถของท่านนั้นก็เป็นที่รับรู้กันทั่วไปเพราะว่าเป็นเนติบัณฑิต จากอังกฤษ แต่ว่าท่านเขียนรวดเดียวได้เล่มหนาปึ้ก โดยนั่งทำทั้งวันทั้งคืนไม่พักใช้ปากกาหมึกซึมเขียน รวดเดียวจบ คนถามท่านว่าทำได้อย่างไร

ท่านก็บอกว่าปกติทำไม่ได้แต่ สงสัยผีครูมาลงแล้วทำได้ อันปรากฎการณ์อย่างที่เขาว่ากันว่าการ “ลง” มันก็มีแบบลงเต็มอัตรากับลงบางส่วนการลงบางส่วนนี้ภาษาภาคกลางว่า_แฝงส่วนภาษาปักษ์ใต้เห็นเขาเรียก_คลอคลอเหมือนน้ำตาคลอเบ้า(ตา) คนใต้ว่าครูมาคลอ คือครูที่เปนผีเปนเทพมาคอยจับมือให้ทำงานทั้งงานวาดงานเขียนงานแกะ ฯลฯ

ซึ่งในประดาวงการสร้างสรรค์ งานศิลปะศิลกรรมทั้งหลายนั้นครูเขาจะต่อวิชาให้เก่งอย่างตัวเขาได้ก็จะต้องมีการพิธีครอบมือ เพราะว่ามือนี่น่ะนำไปใช้ในการ รังสรรค์ งานศิลปะต่างๆต่อไป ครูซึ่งมีฝีมือขั้นเทพจะส่งต่อความสามารถของตนเองให้ใครก็จะต้องครอบมือให้ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่รู้กันว่าผู้ใดไม่ได้รับการครอบมือจากครู แปลว่าครูไม่อนุญาตให้ใช้วิชาหรือความสามารถของครูไปทำมาหากิน ฝ่าฝืนไม่ได้

โดยครูนั้นก็ต้องยอมรับว่าท่านก็เก่งกว่าเราในแง่เส้นสายลายวิชาแน่นอน แม้ว่าเรื่องอื่นท่านจะไม่เก่งเท่าเช่นงานใช้เทคโนโลยีก็ตาม ครูเหล่านี้ท่านก็รู้ว่าลูกศิษย์ทั้งหลายจะ 10 คน 20 คน คนไหน จะมีความสามารถรับ “ของ” ของท่านได้ ท่านก็ใช้วิธีสังเกตสังกาทดลองให้ทำงานในลักษณะอย่างเดียวกัน แล้ววัดผล เทียบกันดู

ครูบางคนมีความสามารถเป็นร้อยอย่างเหมือนห่าฝน แต่ลูกศิษย์รับได้เพียงบางอย่างท่านก็จะเลือกว่าคนไหน ได้รับการครอบวิชาอะไร

 

พระแก้วขาว กับยาหมากหาญปองแสนยา

 

คนไหนพัฒนาตัวเองให้ได้เป็นตุ่มโอ่ง ท่านก็ให้วิชา 10 อย่างในร้อย อย่าง ใครทำตัวเป็นขันก็ได้ครอบสามอย่างจาก 100 บางคนไม่ได้ครอบเลยก็มี เพราะไม่เป็นโล้เป็นพายซึ่งครูก็ไม่ได้โหดร้ายหาทางให้หากินด้วยวิธีอื่นสามารถเลี้ยงชีพได้แม้ว่าจะไม่ได้ใช้วิชาครูโดยตรง เช่นให้ของของครูไปขาย ให้ไร่นาเอาไว้เก็บกิน เปนต้น จนกระทั่งลูกศิษย์คนใดทำตัวเป็นเขื่อนเป็นอ่างเก็บน้ำได้ท่านจึงให้วิชาหมดทั้งร้อย

ดังนั้นแล้วคำว่าครูพักลักจำ จึงเป็นคำหยาบในวงการครู เพราะเป็นเรื่องที่มีคนขโมยเอาซึ่งความรู้อันครู เขาไม่ได้ให้ไปทำกินและบางทีก็อ้างชื่อครูเขาว่าเป็นศิษย์ สำนักนี้ซึ่งครูเขาไม่ได้ยินยอมด้วย นับเป็นการผิดศีลในข้อสองซึ่งผู้ที่ลักจำเอาไปทำแล้วแม้จะนำไปใช้ได้แต่ว่ากันว่าไม่มีความเจริญรอดตลอดฝั่งกันสักคน

ถ้าสมัยนี้ก็ว่าทรัพย์สินทางปัญญาครูเขารับทอดมาจากบรมครูอีกทีนึง เขาได้รับมาจากการกราบไหว้ถูกต้องได้รับอนุญาตถูกต้องก็ไม่มีปัญหาส่วนผู้ที่ได้มาไม่ถูกหรือลักเอามาทำอันนี้ก็เปนอันตรายแก่ตัว พวกลักจำวิชาครูนั้น ท่านว่ามันเป็นการต้องธรณีสารชนิดหนึ่ง ที่เรียกกันว่าผิดครู

ซึ่งไอ่คำว่าธรณีสารอันนี้ ครั้นจะแปลโดยราชบัณฑิตเป็นอย่างไรไม่รู้ทราบ ทราบแต่ว่ามันเป็นลักษณะของคำสาปผสมกับความผิดบาปที่มีโทษ และโทษอันนั้นมีผลทางลบต่อการดำรงอยู่และดำเนินไปของชีวิต เป็นอาถรรพ์ว่าอย่างนั้นเถิด ซึ่งขึ้นชื่อว่าธรณีสารแล้วมีอยู่หลายจำพวก บางพวกถ้าโดนแล้วร้ายแรงถึงตาย บางพวกไม่ถึงตายแต่ก็ตายซะยังดีกว่าอยู่ 55

ฝ่ายภาคกลางถ้าว่าโดนธรณีสาร/ต้องธรณีสารเข้าแล้ว ก็จะต้องไปอาบน้ำมนต์ธรณีสารแล้วก็ทำการขอขมาล้างอาถรรพ์ซึ่งทุกวันนี้การจะอาบน้ำมนต์แบบนี้ก็ไม่ใช่ง่ายเพราะเงื่อนไขการอาบจำเป็นจะต้องอาบกลางแจ้งหมายความว่าอาบในที่ซึ่งไม่มี หลังคามาบัง แล้วน้ำที่ได้อาบลงไปแล้วจะต้องไม่ไหลไปในช่องทางรวมน้ำโสโครก ให้ลงดินไปเลยดื้อดื้อตรงตรงไม่ใช่ลงท่อน้ำทิ้ง

ซึ่งนั่นหมายความว่าหากว่าไปได้น้ำมนต์ธรณีสารแล้ว หอบน้ำนั้นมาอาบที่ห้องน้ำในบ้านก็จะไม่บังเกิดผลการล้างอาถรรพ์แต่อย่างใด เพราะห้องน้ำอยู่ในบ้านมีหลังคาบังและถึงไม่มีหลังคาบังท่อน้ำทิ้งที่ต่อเอาไว้มันก็รวมไปลงแหล่งโสโครกอยู่ดี ก็อย่าไปโกรธไปเคืองคนคิดค้นสูตรยาและกรรมวิธีเลยเพราะว่าเราไปทำผิดครูเขาไว้จะแก้ด้วยวิธีง่ายๆเดี๋ยวก็ทำผิดอีกซ้ำๆซากๆ 55

มันจะไม่เป็นธรรมตามท้องเรื่องก็ควรจะต้องสร้างห้องน้ำเปิดโล่งในสไตล์บาหลีเพิ่มเอาไว้สักห้องหนึ่ง เพื่อการนี้โดยเฉพาะที่ข้างบ้าน ส่วนท่านที่อยู่คอนโดมิเนียมก็เป็นอันหมดสิทธิ์ เพราะแม้จะมีระเบียงแต่ที่ระเบียงก็มีชายคายื่นมาบังฝนบังแดด เกมส์ไปอีก จำจะต้องขอกุญแจของนิติบุคคลไขขึ้นไปอาบบนดาดฟ้า แล้วก็จะต้องนุ่งผ้าหาชุดไปเปลี่ยนให้มันทุลักทุเลเป็นที่ขบขันของเพื่อนบ้าน เดินกลับมาตามทางมีน้ำหยดจากผ้าก็วุ่นวายแม่บ้านเขาอีก ไม่ฉะนั้นก็ควรจะกลั้นใจซื้อคอนโดริมทะเลสักห้องนึง มันจะแพง 10,000,000 ก็ต้องยอมจะได้ออกไปที่ชายหาดส่วนตัวหน้าคอนโดแล้วก็ลงมืออาบได้อย่างกระมิดกระเมี้ยน กลางแจ้ง!

อันฝ่ายทางเมืองเหนือนี้โดยวัฒนธรรมเฉพาะฝ่ายไทใหญ่ซึ่งเป็นอาณาจักรเก่าแก่ร่วมกันมาก่อน มั่นใจว่าในน้ำมนต์ธรณีสารนั้นจะต้องใส่ยาเอาไว้เพื่อให้มีฤทธิ์ แม้จะเป็นน้ำเปล่าไม่ใช่น้ำมนต์แต่เมื่อใส่ยาสำคัญของไทใหญ่เอาไว้น้ำนั้นก็จะกลายเป็นน้ำมนต์ธรณีสารได้เองด้วยฤทธิ์ยา

เพราะฝ่ายไทใหญ่ให้ความนับถือตัวยาเป็นอย่างมากยา ของเขาอาจกล่าวได้ว่ากรรมวิธีทำ เป็นอย่างเดียวกันกับเวลาสมเด็จพระพุฒาจารย์โตท่านทำพระสมเด็จแล้วก็ท่านรวบรวมมวลสารต่างๆมาทำพระ ตัวยาของฝ่ายไทใหญ่และพม่าก็เป็นมวลสารชนิดคล้ายคลึงกันในแง่ที่ว่าเปนของได้มายากบ้าง เป็นของวิเศษบ้าง เป็นของต้องปลุกต้องเสกต้องลงเลขใส่ยันต์หรือทำตามจังหวะมีฤกษ์ยามที่ยุ่งยากบ้าง

 

พระแก้วขาว กับยาหมากหาญปองแสนยา

 

เมื่อได้มาแล้วก็จะปั้นเป็นลูกบ้าง เปนรูปบ้างจะเป็นรูปยักษ์รูปเทวดาหรือรูปพระก็แล้วแต่บางที่ไม่ปั้นเป็นรูปปั้นเป็นแท่งใช้เลขยันต์อักระจารลงไว้พกใส่ย่ามติดตัวไปไหนมาไหน ยามเกิดเหตุเภทภัยก็ละลายกับน้ำฝนกินเป็นยาก็ได้อาบทาตัวก็ได้ใช้ปัดเป่าสถานการณ์อันตรายที่มาถึงตัว ประพรมสถานที่ไม่เหมาะสม แก้ไขความหวีดหวิว หลอนใจต่างๆ

มาถึงบรรทัดนี้ก็นึกขึ้นได้ว่าที่เทียบเคียงกันได้อย่างเหมาะเจาะก็คือศิลปะการทำยาวาสนาจินดามณีของฝ่ายไทยภาคกลางซึ่งนิยมกันแท้ ตามสำนักลุ่มน้ำทางท่าจีนและแม่กลองที่ขึ้นชื่อก็จะต้องทางฝ่ายวัดกลางบางแก้วแม่น้ำท่าจีนแยกไปนครชัยศรีทุกวันนี้สายวิชาที่ไหลมาตามลำน้ำนั้นพระสงฆ์องค์พระเจ้าผู้สืบทอดยังมีทางเพชรบุรีก็ยังมีผู้ที่สามารถทำยาวาสนาจินดามณีได้ ท่านที่ขึ้นชื่อเรื่องเม็ดยาวาสนาจินดามณีก็ต้องยกให้ท่านเจ้าคุณพระพุทธวิถีนายกหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ซึ่งมีการสร้างพระเครื่องจากเม็ดยาชนิดนี้ด้วยเช่นกัน

 

พระแก้วขาว กับยาหมากหาญปองแสนยา

 

กลับมาที่ฝ่ายไทใหญ่ของเราซึ่งได้เรียนไว้แล้วว่าคำว่าไทก็แปลว่าคนหรือแปลว่าชาว ชาวไต ก็มี ทั้งไตเขิน ไตลื้อ ต่างๆล้วนให้ความนับถือในยาวาสนาจินดามณีของพวกเขาที่เรียกกันว่า (ยา) หมากหาญปองแสน (ยา) ใส่วงเล็บก็เพราะว่าบางทีเวลาเขาเรียกกันบ้างแล้วก็ไม่เรียกบ้าง เรียกอยู่ข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้างแล้วแต่อารมณ์ผู้เรียกสายไทใหญ่

อันว่าหมากหาญหรือว่าหมากหั่นเวลาพูดสั้นๆกร่อนมาก็คือส้มป่อยซึ่งเมืองเหนือล้านนานับถือกันในอิทธิคุณของส้มป่อยว่าช่วยปลดปล่อยของที่จับมากุมสุมครอบไว้(แล้วไม่ใช่ของดี)จะได้ปล่อยไป

ปองแสน ก็คือคำว่าพองแสน เป็นคำเดียวกัน ซึ่งเรื่องที่ว่าแสนนั้น ก็ได้เรียนไว้แล้วอะไรๆฝ่ายนี้ก็แสนทั้งนั้นเป็นชื่อยศของคนด้วยในราชการทหาร เป็นจำนวนนับด้วยฉะนั้นแล้วเมื่อยาพองขึ้นมาเป็นแสนก็คือว่าแสนยานุภาพยามีอานุภาพมากมายหลากหลายเป็นแสนเลย

 

พระแก้วขาว กับยาหมากหาญปองแสนยา

 

ยานี้ปรุงมาแล้วอัดเป็นเม็ดแห้งก็มี อาจเป็นรูปหัวยักษ์ก็มี ดมแล้วแก้วิงเวียนได้เพราะมีความหอมของสมุนไพรส้มๆนวลๆสดชื่นใจส่วนที่ทำเป็นรูปหัวยักษ์นั้นเพราะเป็นศิลปะว่ายานี้มีอิทธิคุณมากพวกนักสิทธิ์วิทยาธรต่างๆเมื่อได้กลิ่นยา ชอบหาเรื่องเหาะมาขโมยฤทธิ์ยา เมื่อเห็นเป็นยักษ์เข้าก็จะได้เกรงใจหวั่นใจไม่กล้าเข้ามาขโมยบางทีเรียกกันว่า ยาส้มป่อยหัวยักษ์

เพื่อให้จบสมบูรณ์ก็จะใส่สรรพคุณของยานี้ไว้ในคอลัมน์เสียเลย ตามรูปที่ถ่ายมานี้ ซึ่งครูบาสุขเกษม คนหนุ่ม สมภารวัดบ้านเป้า แม่แตง สืบวิชาครูเขมรัฐเชียงตุงจัดทำไว้ ก่อนที่จะวกกลับไปเรื่องพระแก้วขาว ก็ขอจัดการเรื่องของเคล็ดวิชาครูให้เรียบร้อยกล่าวคือว่าตัววิชาอย่างเดียวมันไม่พอ

การจะใช้วิชานั้นจะต้องมีเคล็ดการใช้

ซึ่งเคล็ดตัวนี้เองที่ถ้าลักจำอย่างเดียวก็ได้ไปแต่ตัววิชา ตัวเคล็ดหรือตัวความลึกซึ้งไม่ได้ ภาษาอังกฤษควรใช้คำว่า hidden facts สำหรับเคล็ด คือมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถ่ายทอดได้ด้วยตำราตัวอักษรมันเป็นของแฝงอยู่จากการลงมือทำจนชำนาญซึ่งขาดมันแล้วก็ไม่สมบูรณ์ พวกปากะศิลป์ ชอบพูดกันถึงคำว่า รสมือ ก็นับ เป็นเคล็ดอย่างหนึ่งของวิชาทำอาหารที่ได้ตำรากับข้าวไปแล้วรสชาติออกมาก็ไม่ได้อย่างครูเขา ถ้าเขาไม่สอนไม่บอกสังเกตเองก็ไม่เจอ

ไทยใหญ่นี้มีข้อน่าสนใจอยู่ว่านับถือว่าแมวนั้นเป็นครูของเสือ ปวงเขาว่าครูแมวสอนวิธีกินคนให้เสือโดยสอนให้กินจากขาไปหัวเพราะคน/เหยื่อยังสามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ไม่ตายทันที ตัวเสือเองก็พอจะอิ่มคนถูกกินก็ไม่ถึงกับตาย ในขณะที่ตัวแมวเองเวลากินอะไรแล้วกินจากหัวไปหาง อันนี้เป็นเคล็ดของครู_ครูแมว 55

ไทใหญ่สรุปว่าแมวนั้นสอนทุกอย่างแก่เสือ เว้นแต่วิชาขึ้นต้นไม้ เสือจึงเก่งทุกอย่างบนดิน และแมวนั้นอย่างไรเสียก็ยังอยู่บนที่สูงกว่าเสืออยู่ร่ำไปด้วยสันดานเสือนั้น มันติดเขี้ยวเล็บเข้าก็กล้า วันหนึ่งจะย้อนมาล้างครูเข้าบ้างก็ง่าย ครูทั้งหลายจึงขยักเคล็ดวิชาสำคัญไว้มิได้แพร่งพราย ด้วยกันมิให้ศิษย์คิดล้างครูกระทำการอันเปนอนันตริยกรรมได้ฉะนี้ (ต่อตอน 4)