

KEY
POINTS
กรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีที่สถาปนาขึ้นแล้วมั่นคงอยู่ได้บนผืนพิภพทำเลนั้นเนิ่นนานกว่า 4 ศตวรรษ ภายใต้รัฐาธิปัตย์ของกษัตริย์กว่า 33 เจ้า เกิดขึ้น_ตั้งอยู่_จนดับไปและเกิดขึ้นใหม่เวียนวนตามวัฏสังสาร จนปัจจุบันอยุธยากลายเป็นจังหวัด ที่มีชื่ออำเภอเมืองไม่เหมือนใคร ว่า “อำเภอพระนครศรีอยุธยา” สังกัด จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ในขณะที่จังหวัดสุโขทัยมีอำเภอเมืองชื่อเหมือนคนอื่นๆว่าอำเภอเมืองสุโขทัย ทั้งที่เป็นราชธานีมาเก่ากว่า
พวกพม่ารามัญ ซึ่งเป็นคู่ปรับชาวอโยธยามาตั้งแต่ไหนแต่ไรเรียกพวกกรุงศรีอยุธยาว่าโยเดีย เหมือนตั้งใจย่อว่า ยุธยา ซึ่งได้ฟังดูแล้วก็ค่อนข้างจะขัดใจคนไทยในสมัยก่อน
ไม่ใช่ว่าไม่ชอบคำย่อแต่มันเป็นการตัดความหมายสำคัญออกไปเพราะคำว่าอยุธยานั้นแปลว่าเมืองที่รบไม่แพ้ ตรงกับคำที่ฝรั่งใช้ว่า undefeatable เพราะมีคำว่า อะ ว่า un อยู่ข้างหน้า อ_ยุธยา แปลว่า รบไม่แพ้ ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้ ถ้าตัด อะ ออกเสียแล้ว การณ์ก็ตรงกันข้าม กลายเป็นเมืองที่ถูกเอาชนะได้_defeatable และผู้ที่เอาชนะได้อย่างพม่านั้นพอนิยมมาเรียกเรากันแบบนี้บรรพชนก็หนักใจ!
ข้างเขมรเค้าก็ไม่พอใจที่เราเรียกอย่างนั้นอยากให้เรียกว่าคำพูเชีย แล้วก็เลยเรียกเรากลับว่าเสียม _ พอกัน
อดีตกาลนานมาครั้งหนึ่งกษัตริย์อยุธยามีชัยชนะเหนือกรุงเขมรคำพูเชีย ได้ค้นเอาศิลปะวัตถุโดยเฉพาะรูปหล่อสัมฤทธิ์ทั้งที่เป็นรูปคนรูปสิงห์เอามาไว้ในกรุงศรี ชื่นชมว่าสวยดีและเทคโนโลยีการหล่อไม่เลว ครั้นเมื่อเจ้าพม่าบุกมายึดบ้านเมือง_defeat ได้ ท่านก็ขนย้ายศิลปะวัตถุกลุ่มนี้ไปชื่นชมอยู่ที่กรุงมัณฑะเลย์เมืองหลวงบ้านเขา
จนทุกวันนี้ยังปรากฏหลักฐานชัดเจนทนโท่อยู่ที่วัดพระมหามัยมุนี กรุงมัณฑะเลย์ตรงบริเวณระเบียงมีรูปหล่อสำริดต่างๆของเขมรทำตั้งอยู่ ผู้คนเชื่อว่าถ้าเจ็บปวดตรงไหนไม่สบายตรงไหนให้อธิษฐานแล้วเอามือลูบตรงจุดนั้นของเทวรูปก็จะหายป่วยหายเจ็บ
ซึ่งก็น่าแปลกใจว่าจุดที่วาววาม จากการลูบจนเงามากที่สุดอยู่บริเวณหัวเหน่า pubic ของเทวรูป!
ศิลปะวัตถุสวยๆงามๆที่ในกรุงศรีอยุธยานั้นคงมีมากมายมหาศาลตามประสาการเป็นราชธานีที่ดำรงอยู่มายาวนานและร่ำรวยไปด้วยวัฒนธรรมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเงินตราชั่วแต่ว่าที่พอจะได้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้เป็นหลักเป็นฐานก็สูญสลายหายไปจากด้วยการลักลอบขุดขายกระจัดกระจายพรายพลัด
กลุ่มสมบัติต่างๆที่ชาวกรุงศรีอยุธยาตลอด 400 ปีได้สะสมไว้ได้ค่อยๆเปิดเผยตัวขึ้นมาเมื่อสักราว 70 ปีก่อน (กึ่งพุทธกาล) ซึ่งแยกออกเป็นกรุประเภทว่าของชาวบ้านขุดหลุมฝังดินไว้เพื่อหนีภัยจากพม่า เป็นกรุของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ใส่กรุซ่อนเอาไว้ด้วยเหตุผลอื่นๆนานาประการทั้งที่เป็นเครื่องบูชาในศาสนาเป็นเครื่องอย่างอื่นและเจตนาอื่นเยอะแยะมากมาย
กรุสำคัญๆต้องยกให้กรุวัราชบูรณะและกรุวัดมหาธาตุ ในเขตเมืองพระนครเวลานั้น ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากตัวศิลปะวัตถุแล้วเหตุผลที่ทำไมจะต้องมีการเอาของดีของงามไปฝังไว้ใต้พระเจดีย์ซึ่งมีห้องโถงโอ่อ่าอย่างนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าคิดและน่าชวนกันวิเคราะห์
นาทีนี้ขอเชิญชวนท่านดูรายการมหาสมบัติทองคำและแร่รัตนชาติอัญมณี ที่กรุวัดราชบูรณะซึ่ง โจรขุดกรุให้การไว้ว่า มีรายการดังต่อไปนี้
มีโต๊ะทำจากโลหะสำริด ๓ ตัวตั้งอยู่ทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศเหนือ ตรงกลางของกรุ ทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างราว ๑ วาเศษ บนแท่นศิลากลางกรุ มีถาดทองคำ ๓ ใบ บนถาดมีกระโถนทองคำ ๔ ใบ มีไข่มุกอยู่เต็มกระโถน และพบแหวนประมาณ ๒,๐๐๐ วง บนแท่นยังพบพระแสงทองคำปักไว้ข้างขอบ บนโต๊ะมีเสื้อทองคำ ๘ ตัว มหามงกุฎกว้าง ๑ ศอก สูง ๒ ศอกเศษ มีจอกทองคำประดับด้วยทับทิม และมงกุฎราชินี ๓ อัน ตลับทอง ๑๒ ใบ
ส่วนบนโต๊ะด้านทิศตะวันออก มีมหามงกุฎราชินี ๕ อัน วางไว้บนโต๊ะ เสื้อทองคำของพระมหากษัตริย์ เรือหงส์ทองคำ ๑ ลำ คนพายเรือทองคำ พระพุทธรูป ๒๐ องค์ กระบวยทองคำ ๘ อัน พร้อมม่านทองคำขึงท้องพระโรงก้อนใหญ่
โต๊ะทางทิศใต้ มีพระพุทธรูป ๒๕ องค์ ตลับพระแก้วมรกต ๔ องค์ พระพุทธทำด้วยทอง นาก เงิน มีผ้าพับ ไว้อย่างดี แต่เมื่อแตะมือถูกผ้า ผ้าก็สลายกลายเป็นผุยผง นอกจากนี้มีพระราชรถคันหนึ่งมีม้าเทียมคู่หนึ่งทำด้วยทองคำ มีขวด ๖ ลูก ทำด้วยสีขาว มีแหวนอยู่เต็มขวด และเศษทองอีก ๑๐ กระสอบ
ยัง ยังไม่พอ หลังจากจับโจรขุดกรุได้แล้ว ทางราชการได้พบอย่างเป็นทางการว่าห้องเก็บสมบัติมีมากถึงสี่ห้องข้างในนั้นรวมเรียก กันว่ามีถึง 4 กรุ พบพระทองคำ แมลงทับทองคำเปิดปิดได้ เบี้ยรูปสำเภาทองคำ จั่นหมากทองคำ พระเครื่องและอัฐิธาตุของท่านผู้ใดไม่ทราบชัด มีเจดีย์ทองคำฝังอัญมณีหลายชั้นด้วย
ขอเชิญท่านอ่านบันทึกคำให้การของรองอธิบดีกรมศิลปากรซึ่งรับหน้าที่เข้าไปตรวจในกรุ พร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจ ในเวลานั้น
“การดำเนินงานลงเก็บของในกรุครั้งนี้ได้ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าต่อสายและดวงโคมลงไปเมื่อลงไปถึงห้องนี้ได้เห็นแหวน เครื่องทองทองคำชิ้นเล็กๆ พลอยและทับทิมคลุกเคล้าอยู่กับฝุ่นทรายพื้นห้องแพรวพราวไปหมด”
“…ผมและเจ้าหน้าที่เลือกเก็บสิ่งของอยู่จนถึงตีหนึ่งของวันที่ 29 ส่งขึ้นมาให้ผู้กำกับการตำรวจประมาณหนึ่งกระป๋องตักน้ำหูหิ้วของก็ยัง
ไม่หมด จำต้องหยุดไว้ชั่วคราวเพื่อพักก่อน ผู้กำกับนำสิ่งของไปใส่กรงเหล็กรักษาไว้ที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดในคืนวันนั้นแล้ววางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธปืนร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรอยู่เฝ้าสอบปากคำผู้ต้องหาบอกว่ากรุนี้มีพุทธรูปทองคำอีกสามถึงสี่องค์ องค์ใหญ่ขนาดหน้าตักหนึ่งศอก
ส่วนห้องที่สองบรรจุทองคำมีแหวนกำไลข้อมือเศษทองรูปพรรณต่างๆพลอยและทับทิมเป็นจำนวนมาก ได้กวาดฝุ่นทรายก้นกรุทั้งหมดขึ้นมาใส่กระสอบไว้ เพื่อร่อนหาของด้วยเพราะมีเศษทองและพลอยต่างๆคลุกเคล้าอยู่กับฝุ่นทรายเหล่านั้นอีกมาก
ของที่นำขึ้นมาทั้งหมดนี้นำไปใส่กรงเหล็กไว้ที่สถานีตำรวจ”
“…วันรุ่งขึ้นเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อรายงานการปฏิบัติต่ออธิบดีกรมศิลปากร พักอยู่ในกรุงเทพคืนหนึ่งแล้วจึงออกไปอยุธยาสมทบกับผู้กำกับการตำรวจเพื่อตรวจกรุห้องที่สามต่อลงไปข้างล่างอีกเนื่องจากสัมผัสได้ว่ามีลมเย็นขึ้นมาจากเบื้องล่างจึงได้ให้เจ้าหน้าที่งัดพื้นห้องขึ้นก็พบว่ามีอีกห้องหนึ่งจริงเป็นห้องที่สามขนาดกว้าง 1.4 เมตรสูง 1.2 เมตรแบ่งออกเป็นสองส่วน
ส่วนในกรอบปูนเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กบรรจุพระเจดีย์ทองคำหนึ่งเจดีย์มีครอบเป็นรูปคล้ายครอบแก้วพุทธรูปครอบไว้สี่ชั้น ชั้นต้นเป็นเหล็กบุชิน ชั้นที่สองทองเหลือง ชั้นที่สามทองเหลือง ชั้นที่สี่เป็นเงินแล้วถึงเจดีย์ดังกล่าว ส่วนทองคำนั้นเปิดได้ภายในบรรจุพระพุทธรูปทองคำพระเจดีย์แก้วผลึกพระพุทธรูปแก้วผลึกกับเครื่องกระจุกกระจิกอื่นๆมีแผ่นใบลานทองคำจารึกอักษรขอมม้วนบรรจุอยู่ด้วยบริเวณรอบๆเจดีย์ทองคำมีพุทธรูปทองคำและเงินมีสัตว์ต่างๆทำด้วยทองคำและเงินพิมพ์เป็นแผ่นบรรจุเรียงรายอยู่โดยรอบ”
“ส่วนนอกห้องที่สามมีพระพุทธรูปสำริด พระพิมพ์ทำด้วยชิน กระปุกเคลือบเครื่องใช้ทำด้วยเงินสำริดและทองเหลืองบรรจุอยู่โดยมาก เมื่อร่อนดินทรายที่ขนขึ้นมาจากกรุพบเศษทองคำหนักมากถึง 60 บาท พลอยหัวแหวนและทับทิมหนัก 1.8 กิโลกรัมแก้วผลึกต่างๆหนัก 1 กิโลกรัมเศษลูกปัดเงินกับทับทิมปนกันหนัก 1/4 กิโลกรัม
ข้าวของต่างๆเก็บขึ้นได้รวม 2121 ชิ้น เฉพาะของที่ทำด้วยทองเงินหน้าและเพชรนิลจินดาชั่งน้ำหนักรวมได้ทั้งหมด10,919 กรัมครึ่งโดยยังไม่ได้ตีราคานอกนั้นเป็นรูปสำริดพระพิมพ์ชินเครื่องใช้โลหะและหินเครื่องสังคโลกเครื่องใช้ที่มีดินเคลือบ”
ส่วนสิ่งของที่จับได้จากผู้ร้าย เจ้าของร้านทองสะพานหัน พระนครได้เข้าร่วมพิจารณาตีราคาเฉพาะทองรูปพรรณและค่ากำเหน็จอย่างเข้าคร่าวๆปานกลางไว้เป็นเงิน 1,185,270 บาท ในปี 2499
ซึ่งรายการทั้งหมดนี้ผู้สันทัดกรณีเชื่อกันว่าเป็นเพียง 10% ของกลุ่มมหาสมบัติทั้งหมดที่ยังหลงเหลืออยู่ส่วนอีก 90% นั้นถูกเจาะกรุลักขโมยสูญหายไปนานแร้ว !!
ส่วนที่น่าประทับใจติดตรึงอยู่ในกรุนั้น เป็นภาพเขียนซึ่งพวกเราชาวศิลปะนิยมชมชื่น เมื่อได้ทราบแล้วก็จะต้องตื่นตาตื่นใจว่า ภาพเหล่านั้นเขียนลายปิดทองให้เป็นรูปเกี่ยวกับสุริยะจักรวาลโดยผูกเป็นลายกนกผนังทั้งสี่ด้านโบกปูนก่อหนาแต่ละด้านมีซุ้มวางโต๊ะสำริด สำหรับวางของอยู่ทุกซุ้มไปกลางห้องนั้นมี แท่น ศิลาเพื่อวางสมบัติต่างๆฝาผนังทั้งสี่ด้านที่มีภาพเขียนเรียกได้ว่าเป็นภาพผนังที่เก่าแก่และบริบูรณ์ที่สุดในประเทศณ เวลานั้น ควรที่จะได้รับการดูแลยิ่งกว่าสมบัติในทางโบราณคดีอื่นๆ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ศิลปินแห่งชาติ เคยบรรยายไว้ว่า ภาพเขียนตามผนังทั้งสี่ด้านนี้เข้าใจว่าเป็นเรื่องพระเจ้าห้าพระองค์โดยสังเกตจากภาพของกาแก้วและกาทองซึ่งตามตำนานว่ากันว่ากาวิเศษนี้ฟักไข่ห้าใบบังเกิดเป็นพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคม พระกัสสโป พระโคตะมะ พระเมตตรัยะ
ต่อจากนั้นก็เป็นรูปพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆรูปเทวดารูปฤาษีรูปมนุษย์ทั้งชายหญิงและรูปสัตว์
คุณชาย ท่านวิเคราะห์ว่าเป็นภาพที่เขียนอย่างวิถีฝรั่งเรียกว่าอิมเพรสชั่นนิสติก คือเขียนขึ้นด้วยความเร็วด้วยเส้นที่จำเป็นมากๆเท่านั้นเส้นที่ไม่จำเป็นตัดออกหมดเลย ฝีมือที่เขียนนั้นถึงจะหวัดแต่แสดงให้เห็นว่ารีบเขียนก็ยังถือเป็นฝีมือเชิงช่างที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก เพราะเส้นที่เขียนนั้นรวมทั้งแบบด้วยแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของเจ้าของมือไม่มีตรงไหนที่แสดงให้เห็นถึงความลังเลสงสัยของศิลปินผู้สร้างในการสะบัดปลายพู่กันกันเลยทีเดียว
ส่วนสีนั้นใช้สีแดงที่เรียกกันว่าหงสบาทเป็นพื้นสวยงามมากหาดูที่ไหนไม่ได้แล้วในสมัยนี้แบบภาพต่างๆเขียนด้วยเส้นสีดำใช้ทองปิดประดับในที่ที่ต้องการให้เป็นจุดเด่น
ภาพเหล่านี้นอกจากจะเป็นศิลปะอันมีค่าแล้วยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เป็นต้นว่าพระสงฆ์ซึ่งปรากฏในรูปนั้นครองจีวรสีแก่ค่อนไปทางแดงส่วนการนุ่งห่มของท่านเป็นการห่มดองคาดประคด ฯลฯ
ทีนี้ว่าจากการค้นพบเครื่องศิราภรณ์ทองคำที่อยู่ในกลุ่มสมบัติคราวนี้แลดูว่าน่าจะเป็นของผู้บุญหนักศักดิ์ใหญ่มากกว่าหนึ่งท่าน ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่มีการจำลองไว้ก็ทำสองชุด เครื่องต้นสองชุด มีข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้สูงว่าเป็นกรุที่ใช้เก็บอัฐิของท่านผู้มีบุญทั้งสอง นอกเหนือจากพระบรมธาตุ
กรณีที่หนึ่งถ้าเปิดค้นตามหลักฐานพงศาวดารก็น่าจะเป็นเจ้าอ้ายพระยา กับยี่พระยาซึ่งเป็นพี่น้องกัน เสด็จชนช้างกัน เพื่อที่จะชิงราชสมบัติแต่ไปไปมามาแล้วเกิดเหตุให้สิ้นพระชนม์กันทั้งคู่พร้อมกันในการต่อสู้ครั้งนั้นราชสมบัติทั้งหลายจึงตกแก่เจ้าสามพระยาผู้เป็นน้องคนที่สามโดยไม่ได้ทำอะไรลงแรง
ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วชนช้างกันสิ้นชีวิตตรงไหนก็จะทำการสร้างเจดีย์เอาไว้ที่ตรงนั้นเมื่อเผาศพแล้วก็เจ้าสามท่านจึงเชิญอัฐิธาตุของท่านมาประดิษฐานเอาไว้ข้างในพระเจดีย์หรือถ้ามิใช่ทั้งสองท่านนี้ก็อาจจะเป็น อัฐิสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับพระอินทราชาที่ 2 พระราชบุตร ที่เข้าเค้า
ส่วนกรณีเรื่องที่พบใบลานทองคำจารึกตัวอักษรไว้ที่ในกรุนั้นน่าจะบอกข้อมูลได้ เมื่อนักภาษาศาสตร์ได้เปิดอ่านดูปะติดปะต่อถ้อยคำได้ว่าเป็นชื่อของผู้ทำพิธีซึ่งมีลักษณะเป็นอย่างสมณะชีพราหมณ์ เหมือนกับท่านวางนามบัตรทองคำทิ้งเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าพิธีกรรมทั้งหมดนี้ฝีมือท่านทำนะ
โดยไม่ได้สนใจที่จะบอกกล่าวต่อไปว่า อัฐิที่เกิดขึ้นพบเจอในนั้นหรือเหตุผลที่ทำพิธีนี้หรือการบรรจุกรุต่างๆนี้ทำไปเพราะอะไร ถ้าอยากรู้ก็ให้ติดต่อท่านได้ตามชื่อที่ปรากฏในนามบัตรทองคำเท่านั้นเอง แกะคำจารึกทำให้ทราบว่า ท่านชื่อ ศรีจันทรภานุชัยวรรท์ โหราธิบดี!
คราวนี้เพื่อให้พื้นที่สำหรับตัวอย่างการขยายความของคำว่าบารมีถึงที่พระจักรพรรดิราช ซึ่งได้มีโอกาสกล่าวไว้ในตอนก่อน ประกอบกับเรื่องพระแสงปืนต้นข้ามลำน้ำสะโตงซึ่งได้นำเรียนไว้ว่าเป็นศาสตราวุธสำหรับผู้ที่บารมีถึงที่พระจักรพรรดิราชนั้น
ก็จะขอแทรกเรื่องเกร็ดต่างๆเอาไว้ท้ายนี้ ว่าได้บังเอิญไปพบภาพสำคัญภาพหนึ่งในอดีต ซึ่งมิได้ถ่ายไว้ด้วยตัวเองแต่ว่าบุคคลผู้ถ่ายพอจะให้เครดิตท่าน ก็ขออนุญาตใช้คำว่าท่านก็ไม่สะดวก ก็เลยควรจะใช้คำว่าขอบพระคุณท่านผู้ถ่ายผู้นิรนามเพื่อเป็นการบอกกล่าวคุณผู้อ่านทราบว่ามิได้ถ่ายมาเองและให้ความสำคัญกับท่านผู้ที่ลงมือบันทึกภาพแต่ไม่อยากแสดงตัวว่า
ท้ายภาคนี้ก็ขออัญเชิญภาพเบื้องหลังที่หาชมได้ยาก ของการจัดพระราชอาสน์ถวายบรมกษัตริยาธิราชของไทยให้ได้ชื่นชมพระบารมี ว่าแบบธรรมเนียมแล้วทีมวรอาสน์จักอัญเชิญ
พระแสงง้าว และ พระแสงปืน ประดิษฐานไว้หลังพระราชอาสน์เปนเครื่องประกอบพระบรมเดชานุภาพด้วย ในรูปนี้น่าเชื่อว่าเปนการพระราชการพิธีสมโภชน์พระอู่ (เปล)
ในรูปที่เชิญมานี้ เปนพระแสงง้าว ที่มิใช่พระแสงของ้าว ซึ่งถ้าของ้าวจะมี_ขอ_ไว้ใช้สับช้างเพิ่มขึ้นตรงคันจับ ส่วนพระแสงปืน(ต้น)เปนปืนค่อนจะสมัยใหม่นิด มีลำกล้องประกอบคันกระชากลูกเลื่อน ชวนให้รฤกถึงพระแสงง้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่าย และ พระแสงปืนต้นข้ามลำน้ำสะโตง สองในห้าเครื่องศาสตราวุธโบราณประกอบกฤษดาภินิหารของบูรพมหากษัตริย์เจ้านอกเหนือจาก เจ้าพระยาไชยานุภาพ พระมาลาเบี่ยง และ พระแสงดาบคาบค่าย
โดยเจ้าพระยาไชยานุภาพ (พลายภูเขาทองพุทรากระแทก) ท่านยังปรากฏตัวอยู่ที่เหรียญกล้าหาญ ชนิดต่างๆของไทยโดยเฉพาะเหรียญชัยสมรภูมิ ในราชการสงครามเอเชียบูรพา มาจนสงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม ต่อเนื่องมาจนถึงเหรียญ ราชการชายแดนแพรแถบสีม่วงคาดขาว ในยุคปัจจุบัน
ส่วนพระมาลาเบี่ยง ซึ่งคาดล้อมไว้ด้วยพระเครื่องทองคำหลายองค์ รวมถึงพระแสงดาบคาบค่ายเป็นที่เชื่อกันว่าได้มีการจัดสร้างขึ้นมาใหม่ในยุคหลังอย่างว่า-ฉลององค์ คือทำให้คือทำให้ รูปลักษณะเหมือนเดิม ไม่ให้ผิดเพี้ยน จากครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยากันเลยทีเดียว