thansettakij
พระแก้วเขียว พระแก้วขาว

พระแก้วเขียว พระแก้วขาว

13 ม.ค. 2569 | 23:30 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ม.ค. 2569 | 20:00 น.

พระแก้วเขียว พระแก้วขาว คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • ตามคัมภีร์ฝ่ายล้านนา เชื่อว่าวัสดุที่ใช้สร้างพระพุทธรูปส่งผลต่ออานิสงส์ต่างกัน ตั้งแต่ไม้ โลหะ หิน ทองคำ จนถึง “แก้วมณี” ซึ่งถือว่าสูงสุด มีอานิสงส์ถึงระดับอสงไขยกัป จึงเป็นที่มาของความศรัทธาต่อพระพุทธรูปแก้วมณี
  • ประวัติการเคลื่อนย้ายพระแก้วมรกตสะท้อนความเชื่อว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง เชื่อมโยงกับอำนาจรัฐ ความชอบธรรมของกษัตริย์ และนิมิตเทวดา ตั้งแต่ล้านนา ล้านช้าง ธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์
  • ฝ่ายมอญและคติพุทธโบราณเชื่อว่าพระแก้วมรกตมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่จริง เป็นเหตุให้พระแก้วมิใช่เพียงงานศิลป์ล้ำค่า แต่เป็นปูชนียวัตถุสูงสุดทางจิตวิญญาณที่รวม “พุทธคุณ - อำนาจรัฐ - ศรัทธา” ไว้ในองค์เดียว

หลังจาก 2-3 ตอนก่อนหน้านี้ นำเสนอคุณผู้อ่านถึง กรณีศิลปะวัตถุอันงดงามลำ้ค่าจนควรจะขึ้นชั้นปูชนียะได้แล้ว อย่างพระพุทธรูปกลไกโบราณที่สร้างด้วยทองคำ กรณีพระพุทธรูปเก่าใหม่สร้างด้วยมวลเกษรดอกไม้พันหมื่นดวงดอก

มาบัดนี้ก็สมควรที่จะกางบัญชีอานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปโดยวัสดุต่างๆว่าตามตำราทางเมืองเหนือนี้มีความเชื่อกันอย่างไร เหตุใดจึงได้เป็นที่นิยมจัดสร้างกันเป็นระยะต่อเนื่องมา

อ้างอิงจากคัมภีร์อานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูป ฉบับวัดป่าบงจันจว้า มีเนื้อหาเกี่ยวกับการนี้ว่า เจ้าของหรือ(ผู้มี) ศรัทธาผู้สร้างพระพุทธไว้แก่พระศาสนา จะได้เสวยสุขทั้งในเมืองคน และเมืองฟ้าตามระยะเวลาต่างกันไป ขึ้นกับการก่อสร้างและวัสดุที่ใช้สร้าง กล่าวคือ (๑) พระพุทธรูปที่เขียนบนไม้ มีอานิสงส์ ๕ กัป(๒) พระพุทธรูปสลักจากไม้จันทน์ มีอานิสงส์ ๑๓ กัป (๓) พระพุทธรูปสร้างจากท่อนไม้ต่างๆ มีอานิสงส์ ๑๗ กัป (๔) พระพุทธรูปหล่อด้วยทองแดงหรือทองเหลือง มีอานิสงส์ ๑๙ กัป(๕) พระพุทธรูปสร้างด้วยครั่ง (จากแมลงครั่ง) มีอานิสงส์ ๒๐ กัป (๖) พระพุทธรูปสลักจากงาช้าง มีอานิสงส์ ๒๕ กัป (๗) พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน มีอานิสงส์ ๓๒ กัป(๘) พระพุทธรูปสร้างจากหินและเงิน มีอานิสงส์ ๔๕ กัป (๙) พระพุทธรูปสร้างจากผงดอกไม้ผสมน้ำรัก มีอานิสงส์ ๑๐๐ กัป (๑๐) พระพุทธรูปสร้างจากทองคำ มีอานิสงส์ ๑๒๐ กัป (๑๑) พระพุทธรูปแก้วมณี มีอานิสงส์ อสงไขยกัป !

ดังนี้แล้วก็ต้องพาท่านไปชมพระพุทธรูปที่เรานับถือกันว่าสร้างจากแก้วมณี ส่วนจะนิยามตรงกันกับนักอัญมณีศาสตร์หรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง ก็บอกแล้วว่าเป็นเรื่องความมั่นใจและเชื่อถือ!

สำหรับบ้านเรานั้น ในวัฒนธรรมฝ่ายรัตนโกสินทร์ที่สมควรกล่าวถึง ก็มีพระพุทธรูปแก้วมณีอยู่สององค์ หนึ่งคือพระแก้วมรกต ที่ท่านถูกขนานนามทางการว่าพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (มณี/แก้ว/ใหญ่)และ พระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย หรือ ชาวบ้านเรียกว่า พระแก้วขาว อีกองค์หนึ่ง

 

พระแก้วเขียว พระแก้วขาว

 

เริ่มต้นที่พระเเก้วเขียวกันก่อน

เส้นทางเดินทางของพระแก้วมรกตเขียว(มรกต)เปนไปดังผังประกอบ กล่าวคือ หลังจากถูกค้นพบที่สถูปเล็กๆเก่าๆ ในวัดป่าไผ่/ป่าเหี้ยะ เขตเวียงเชียงราย เจ้านายฝ่ายนั้นเกรงทัพเชียงใหม่บุกเวียงสำเร็จจะปล้นเอาไปเสีย จึงได้พอกปูนปิดบังรูปมรกตเดิม แล้วอาราธนาใส่พระเจดีย์ไว้ที่วัดเดิม ทำเปนไม่รู้ไม่ชี้

จำเนียรกาลผ่านต่อมา พระเจ้าเชียงใหม่สามฝั่งแกนได้เมืองเชียงรายจากเจ้ามหาพรม เกิดเหตุฟ้าผ่าพระเจดีย์สถูปเก่านั้น พังทลายลง ปูนพอกหลุดออกจากพระ เปลือยให้เห็นเนื้อในแก้วมณีเขียวผ่องวับแวบพระเจ้าเชียงใหม่ดีใจนักแล้ว ทำพิธีการอาราธนาพระแก้วลงไปเชียงใหม่เพื่อได้ชื่นชมบูชาอย่างสาสม จัดขบวนช้างม้าแห่พระเต็มรูปแบบ

ชั่วแต่ว่าพระคชาช้างผู้แบกพระแก้วมรกตนั้นเอง พอเดินไปได้ถึงทางสามแพร่งกลับชะงักนิ่งอยู่ไม่ยอมเลี้ยวไปเชียงใหม่หันจะไป แต่ทางเขลางค์นครลำปางท่าเดียว พระเจ้าเชียงใหม่คาใจ จึงทรงให้เปลี่ยนช้าง

อีทีนี้ แม้ช้างใหม่จะมาแบกพระแก้วแทนก็แล้ว ช้างก็ยังหาได้ยอมไปทางเชียงใหม่ไม่ พระเจ้าสามฝั่งแกนจึงตัดใจประดิษฐานท่านไว้เสียที่ ดอนเต้า เมืองลำปางตามที่ช้างรับสัญญาณเทวดารักษาพระแก้วฯไม่อยากไปอยู่เชียงใหม่

ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่สามฝั่งแกนนั้นท่านก็ไม่ขัดอะไรเทวดา ด้วยลำปางยามนั้น ท่านก็ได้ยึดเปนเมืองแก่ตัวเช่นกัน พระอยู่ใกล้ตัวเข้ามาหน่อยแทนที่จะต้องขึ้นไปไกลถึงเชียงรายจึงจะได้ไหว้บูชาก็โอเค หมดรัชสมัยท่านแล้ว

ต่อมาหลายเพลาถึงจังหวะเวลาเชียงใหม่ได้พระเจ้าติโลกราชนั่งเมือง ซึ่งในการนี้ท่านก็ใคร่จักได้พระแก้วมรกตไว้ประทับเวียง จึงทรงกระทำพิธีเสี่ยงสัตยาธิษฐานพระบารมี จะหักเอาพระแก้วฯขึ้นเวียงเชียงใหม่ พอเสร็จงานพิธี ปรากฏว่าเสี่ยงสำเร็จผล ท่านจึงอาราธนามาประดิษฐานไว้เสียที่ซุ้มเจดีย์หลวงกลางเมือง เรื่อยมา

ครั้นหมดวงศ์พระเจ้าติโลกราช บัลลังก์เชียงใหม่ว่างผู้สืบสันตติวงศ์จำต้องสืบย้อนขึ้นไปหาหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์มานั่งเมือง ประดาปู่หมอราชครูปุโรหิต ค้นสืบจน ได้พบกับเจ้าไชยเชษโฐ เจ้าชายแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว สืบเชื้อสายเชียงใหม่มาแต่ทางพระมารดา จึงชวนข้าเมืองทั้งหลายพากันเดินทางไปเชิญท่านมาครองราชสมบัติ

 

พระแก้วเขียว พระแก้วขาว

 

อันว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวนี้เปนชื่อของอาณาจักรล้านช้างก็ถูกต้องแล้วเพราะว่า สะตะแปลว่า ร้อย, นหุต แปลว่า หมื่นร้อยหมื่น ก็แปลว่า ล้าน ส่วนนาคนั้น เอาเข้าจริง ไม่ได้แปลว่างูใหญ่อย่างเดียว แปลว่า อะไรที่มองแล้วเหมือนภูเขา สัตว์อะไรที่มองแล้วเหมือนภูเขา ก็คือช้างนั่นเอง

ดังนั้นจึงรวมความว่ากรุงศรีล้านช้าง ส่วนที่มีสร้อยคำว่าร่มขาวก็หมายความว่าอันว่าเศวตฉัตรนั้นฝ่ายลาวเรียกตรงตรงซื่อซื่อว่าร่มขาว (white umbrella) ใครมีไว้ก็ เป็นเครื่องยืนยันว่าตนเองเป็นเอกราช เพราะว่ามีร่มขาวส่วนตัว เศวตแปลว่าขาว ส่วนที่เราเรียกว่านพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือฉัตรขาวใหญ่เก้าชั้นนั้นที่มาที่ไปคือหมายความว่า

แต่โบราณคนเป็นกษัตริย์ก็ต้องเล่นกีฬาของกษัตริย์หมายความว่าจะต้องกรีฑาทัพออกไปทำการรบทัพจับศึกเพื่อที่จะยึดชิงดินแดนทั้งใกล้และไกลเอามาแบ่งให้กับราษฎรฝ่ายตัวได้อยู่ได้กิน เมื่อได้เขามาแล้วก็ต้องยึดร่มขาวหรือฉัตรของเขามาด้วยเปนรางวัลที่มีความหมาย

อีทีนี้เมื่อกษัตริย์ผู้นั้นเป็นมหากษัตริย์มีความเก่งกล้าไปรบที่ไหนทั้งแปดทิศเหนือใต้ก็ ได้ชัยชนะเหนือเขาไปหมด ก็เลยกลายเป็นตัวเองมีร่มแปดอันอยู่ในมือ จากที่ยึดเขาได้มา รวมกับของตัวเองอีกที่มีอยู่เดิมหนึ่งร่มกลายเป็นเก้าร่ม

ซึ่งเวลาไปไหนมาไหนจะให้ถือไปในแนวนอนมันยุ่งยาก ต้องใช้คนถือแปดคนเดินตามกันกับอีกคนหนึ่งที่ถืออันประจำพระองค์ เดินชนกันอีกก็ลำบาก คนโบราณท่านก็นำมาซ้อนเรียงกันขึ้นเป็นชั้นแล้วทำการลดรูปลดหลั่นกันลงมาให้บังเกิดเป็นศิลปะ สวยงามขึ้น ก็จึงเกิดเป็นเศวตฉัตรเก้าชั้นอย่างที่เราท่านพบเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ คำว่าร่มขาวจึงถูกใช้เป็นนามต่อเนื่องจากชื่อเมืองกรุงศรีสัตนาฯเพื่อบ่งบอกศักดิ์ศรีของรัฐเอกราชในมุมนี้

 

พระแก้วเขียว พระแก้วขาว

 

ฝ่ายเจ้าไชยฯนี้ ท่านก็ยังเยาว์รุ่น รับเมืองเชียงใหม่ไว้นั่งได้ ไม่นานนักพระราชบิดา พระเจ้ากรุงล้านช้าง สวรรคตกะทันหันจำต้องกลับไปนั่งเมืองแทนพ่อ ท่านได้ขอยืมพระแก้วฯไปบูชาสักการะยังหลวงพระบางล้านช้างร่มขาว ประดิษฐานที่วัดวิชุนราช หมากโม นครหลวงพระบาง

ครั้นแล้ว ฝ่ายพม่า ได้จังหวะเวลาจะเล่นกีฬากษัตริย์กับเขาขึ้นมาบ้างบุกตะลุยออกมาจากบ้านเข้าเขตกรุงศรีอยุธยา การข่าวไปไวถึงกรุงศรีสตนาคนหุตว่า อยุธยาจะเสียทีแก่ทัพตะเบงชเวตี้ อยู่รอมร่ออยู่แล้ว

เจ้าไชยฯท่านปริวิตกหนัก ตัดสินพระทัยย้ายเมืองหลวงจากเชียงทองข้ามเขาหนีศึกพม่าไปเวียงจันท์ แล้วตั้งหอพระแก้วไว้ ณ ที่นั้น

ข้างพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้นี้ก็เกิดมา พร้อมลักษณะพิเศษคือท่านมีลิ้นดำเป็นปาน ฝ่ายพม่าเชื่อถือในลักษณะลิ้นดำนี้ว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการสามารถปราบศัตรูออกไปได้ทุกทิศ เมื่อวันที่ท่านเกิดมาผู้คนเห็นแสงทองประหลาดวาบวับสะท้อนบรรดาศาสตราวุธเครื่องทองเสาฉัตรที่ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวังเมืองพม่า อากาศเป็นพยับพโยม

พระบิดาจึงตั้งชื่อว่า เจ้าชายสุวรรณเอกฉัตรตะเบ็งเฉวฺ่ที” (- ร่มทองอันดับหนึ่ง) และภายหลังขึ้นครองราชย์ พระนามได้เปลี่ยนเป็น “เมงตะยาเฉวฺ่ที” มีความหมายว่า “พระมหาธรรมราชาฉัตรทอง” คนไทยเรารู้ว่า ชะเว- แปลว่าทอง

ครั้นหมดวงศ์กรุงศรีอยุธยาด้วยพม่าหักเอาฉัตรไปทำเอกราชสำเร็จเปนคำรบที่สอง ล้านช้างตั้งตนเปนอิสระจากทุกฝ่าย

สมเด็จพระบรมราชาที่๔ พระเจ้ากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร (ตากสิน) กู้ชาติ ทรงปราบกบฏแข็งเมืองทุกทิศได้สำเร็จสัมฤทธิ์ผล ก็ทรงพระกรุณาโปรดให้อาราธนาพระแก้วมรกต ลงมายังกรุงธนบุรี ประดิษฐาน ณ วัดแจ้ง อรุณราชวราราม

ครั้นต่อมาพอเลิกกรุงธนบุรีแล้ว สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จขึ้นครองราชย์ ก็อาราธนาพระแก้วฯมาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม อยู่มาจนบัดนี้

องค์พระแก้วมรกตนี้ทางฝ่ายมอญ ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ร่วมสถานการณ์การสงครามในแต่ละยุคแต่ละสมัยมาโดยตลอด เวลาออกชื่อกษัตริย์ต่างๆชอบใช้คำว่าพระเจ้าฝรั่ง เช่นพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ส่วนกรณีพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ฝ่ายมอญเรียกท่านว่าพระเจ้าฝรั่งมังโสตถิ์

ฝ่ายมอญความเชื่อถือกันมานานว่าที่บริเวณจุดสำคัญสำคัญของพระแก้วมรกตนั้นมีพระบรมสารีริกธาตุประทับฝังอยู่

ซึ่งอันนี้ก็อาจจะเป็นคติความเชื่อของทางมอญ ที่เวลาได้รับพระบรมสารีริกธาตุหรือพระอรหันตธาตุต่างๆมาแล้ว จะต้องหาทางประดิษฐานให้เหมาะสม โดยการสร้างรูปพระพุทธขึ้นมาแล้วอัญเชิญพระธาตุซึ่งคือกระดูกของพระที่สำเร็จมรรคผลกลับไปประดิษฐานอยู่ในรูปลักษณ์ที่เป็น

Body องค์วรกายอันนั้น โดยอาจจะฝังพระธาตุนี้ไว้ที่พระเศียรบ้างที่หัวไหล่บ้างที่แขนบ้าง โดยทั่วไปที่คนไทยรับรู้ มักใช้ไม้ต้นโพธิ์มาทำพระ

ต่อมาพระบรมสารีริกธาตุหายากเข้าแต่ความรู้สึกจะต้องฝังของอันมีค่าเอาไว้ที่องค์พระยังมีอยู่ตามธรรมเนียมดั้งเดิมเมื่อสร้างพระแล้วก็เลยเอาเข็มทองซึ่งเป็นวัสดุมีค่ามากเสียบไว้ตามมุมต่างๆของพระแทนความมีค่าของพระธาตุเป็นที่มาของคำว่าพระบัวเข็ม

 

พระแก้วเขียว พระแก้วขาว

 

พระเดชพระคุณหลวงพ่ออุตตมะ (พระราชอุดมมงคล วิ. - เอหม่อง อุตตะมะรัมโภ) ท่านเป็นพระมอญผู้ลือนามแห่งยุคร่วมสมัยกึ่งพุทธกาลมีผู้บันทึกไว้ในหนังสือฉลองอายุ 84 ปีของท่านว่า

ครั้งเมื่อมีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ ที่เมืองปาฏลีบุตรพระอรหันต์ ๙ รูป ประสงค์จะหล่อ (สร้าง)พระพุทธรูปขึ้น เทวดาได้มานิมิตให้ไปนำหินมรกตจากภูเขาสัตตปการมาแกะสลักเป็นพระแก้วมรกต

เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชเห็นว่าพระพุทธรูปนี้เป็นมรกตล้ำค่า จึงขอให้พระอรหันต์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในองค์พระแก้วมรกตด้วย ตามประวัติเดิมนั้นว่าพราหมณ์บรรจุพระบรมสารีริกธาตไว้ในมหาเจดีย์ที่อินเดีย แต่เมื่อพระอรหันต์เข้าสมาบัติพิจารณาดูจึงทราบว่าที่อินเดียจะเกิดสงครามใหญ่ พระเจ้าจุฑามณีเกรงว่าพระบรมสารีริกธาตุจะถูกทำลาย จึงอัญเชิญใส่ผอบทองเหลืองเกลียวไปไว้ที่มหาเจดีย์มาลิจิ ที่ศรีลังกา พร้อมทั้งนำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ไปปลูกไว้ด้วย พระอรหันต์ทั้ง ๙ ท่าน จึงไปขอพระบรมสารีริกธาตุมา ๙ องค์ ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ คือ ไหปลาร้าซ้าย-ขวา ๒ ข้อมือซ้าย-ขวา ๒ ดั้งจมูก ๑ ชายโครงซ้ายขวา ๒กะโหลกศีรษะ ๑ และใต้ราวนมขวาอีก ๑ รวมเป็น ๙ องค์ มีขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร อัญเชิญมาเมืองปาฏลีบุตรและคิดจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเข้าไปในองค์พระแก้วมรกตแต่ก็บรรจุไม่ได้เพราะวัสดุมณีหินของพระแก้วมรกตแข็งมาก

พระอรหันต์ทั้ง ๙ จึงสวดมนต์ภาวนาขอบารมีจากพระบรมสารีริกธาตุเอง ขออัญเชิญให้เข้าบรรจุอยู่ในองค์พระแก้วมรกตเอง พระบรมสารีริกธาตุก็เข้าไปบรรจุอยู่ตามสรีระส่วนนั้นๆ ได้เอง พระเดชพระคุณหลวงพ่ออุตตมะท่านมีความคาใจ ในประเด็นนี้เมื่อมีโอกาสเข้ามาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระนครท่านเข้ากราบนมัสการพระแก้วมรกต แล้วเพ่งดูด้วยตาใน ก็เกิดนิมิตเป็นภาพพระบรมสารีริกธาตุ หลายจุดตามพระวรกาย

แม้ว่าจะเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่ท่านก็เชื่อว่ามีอยู่จริง ท่านก้มลงกราบพร้อมกับรู้สึกตัวเบาหวิวด้วยความปีติส่วนว่าปกติแล้วพระพุทธท่านมักประดิษฐานบนแท่นบนที่อันสมควร องค์พระแก้วมรกตก็เช่นกัน บุษบก ”ฐานสูง“ ซึ่งท่านประดิษฐานอยู่ทุกวันนี้ เปนฐานรองพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เพิ่งจะทรงนำมาถวายเปนพุทธบูชาเสริมฐานพระมหาปฏิมาเมื่อเสร็จการพระบรมศพ

ต่อข้อกระซิบซักถามเรื่องว่าองค์พระแก้วมีฐานก้นพระเปนแท่งอัญมณียาวสำหรับเสียบลงในที่ประดิษฐานใดๆให้มั่นคง ?

ก็เห็นทีจะกราบเรียนว่าฐานนั้นมีจริง แต่ไม่ได้ยาวอย่างว่าเป็นเดือยอย่างพระยอดธง อาจเป็นด้วยว่าก้อนแก้วที่นำมาแกะพระนั้นสัณฐานเป็นก้อนสี่เหลี่ยม เมื่อคำนวณสัดส่วนขององค์พระแล้วจะใช้ทั้งก้อน พระจะไม่สวย (ต่อตอน 2)