
พระเจ้าดอกไม้พันดวง ศิลปะการสร้างพระพุทธรูปจากเกษรดอกไม้
พระเจ้าดอกไม้พันดวง ศิลปะการสร้างพระพุทธรูปจากเกษรดอกไม้ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ
KEY
POINTS
- พระเจ้าดอกไม้พันดวงเป็นศิลปะการสร้างพระพุทธรูปของล้านนา โดยนำเกษรและกลีบดอกไม้แห้งมาผสมกับยางไม้เรียกว่า "สะหมุ้ก" เพื่อใช้ปั้นเป็นองค์พระ
- ตามความเชื่อโบราณ การสร้างพระพุทธรูปจากเกษรดอกไม้ถือเป็นบุญใหญ่ ได้อานิสงส์สูงถึง 100 กัป เป็นรองจากการสร้างด้วยแก้วมณีและทองคำ
- ปัจจุบันมีการฟื้นฟูศิลปะแขนงนี้ขึ้นมาใหม่ โดยสามารถเยี่ยมชมพระพุทธรูปที่สร้างจากเกษรดอกไม้ได้ที่วัดผาลาด (ดอยสุเทพ) และวัดยางหลวง (แม่แจ่ม)
หลายฉบับที่ผ่านมาได้พาท่านไปชื่นชมศิลปะการสร้างพระพุทธรูปที่มีมูลค่ามหาศาลจากโลหะทองคำอันประกอบด้วยฝีมือช่างชั้นเทวดาปราณีตศิลป์ ซึ่งตกอยู่ภายใต้การรักษาแลดูของวันเวลาเนิ่นนานมา
จังหวะว่าท่ามกลางกระแสลมเหนือพัดมาเย็นใจเช้ามืดนี้ พาให้กลิ่นอายของบ้านที่จากมาโลมตัวสดชื่นในความแสนสบายสุขีนี้ มันมีกลิ่นหอมจางๆของดอกไม้บางอย่างเจืออยู่ในละอองอากาศนี้ด้วย_ชวนให้คิดค้นหา
นาทีนี้กาเหว่าเจ้ากรรม เริ่มก่นร้องโวยวายก่อนไก่ขันว่า กา_เว้าๆๆจนคนนอนซมเซาชักรำคาญ_สู้อุตส่าห์ซุกตัวในผ้านวมหอมนุ่มนิทราอย่างเป็นสุขมาแต่หัวค่ำ จะพักผ่อนให้คลายความเหนื่อยล้าต่อเวลาอีกสักหน่อยก็เที่ยวมาร้องให้หนวกใจ 55
เสียงแหลกแหลมของปวงมัน ย่อมทำให้นึกถึงเหล่าขบวนการปีกหางในดงดอย ผู้ตื่นเช้า early birds
@กู่ต้น_ป้อเฮย_กะบ้า_แอ่นแวน_ปิ้ตตะหลิว_กะถาบ_ก้นปูด_จี๋แจ็บ_แหล้ว…
โพระดก_กาเหว่า_ตบยุง_นางแอ่น_ปรอดหัวโขน_กระจาบ_ กระปูดไฟ_กางเขนดง_เหยี่ยวไพร…น่ารัก…
อีกนัยยะหนึ่ง ลมนี้แปลกนัก มันก็ชักพาลำนำของถ้อยคำร้อยแก้ว บูชา ธรรมชาติแห่งความอุดมสมบูรณ์ (แม่โพสพ) ล่องลอยเข้ามาใน มโนสำนึกคนไกลบ้านผู้พำนักอยู่ในเขตเมืองหลวง..ว่า..
“บัดนี้ผู้ข้าทั้งหลายได้ตกแต่งทำดามีทั้งของนานาทุกสิ่งมัณฑนะเครื่องหยองยิ่งหลายประการ มีทั้งม้าวสวมแขน มีทั้งแหวนสวมก้อย
ทั้งสอดสร้อยสังวาลย์ ทั้งช้องนางแว่นหวี ของอิตถีมีพร้อมเซี่ยง(พร้อมหมด)มีทั้งหมากเมี่ยงปูนยา มีทั้งบุปผาลาซาดอก มีทั้งข้าวตอกข้าวต้ม ทั้งลูกกลมลูกน้อย มีทั้งกล้วยอ้อยกัทลี มีทั้งไก่คู่ต้มงามดี มีทั้งเหล้ากาสีเมามิ่งเทศ
อีกเครื่องวิเศษสมศรี ทั้งดอกมาลีหอมหื่น หอมรสชื่นเอาใจ มีทั้งเกี๋ยงพาไยสลิดเทศ ดอกการะเกดสะบันงา มะลิลาหอมยิ่ง ดอกซ่อนกลิ่นบัวระมวล ฯลฯ ฯลฯ..”
ลำนำนี้ยิ่งนำพาเอาชื่อดอกไม้จุ๋งจิ๋งแห่งแดนล้านนาก็ล่องลอยมาในโสตประสาท ราวขบวนรถไฟ
@เก็ดถะหว่า_จ้อล่อ_บัวระวง_คำปู้จู้_เอื้องเผิ้ง_ซอมพอ_เก็ดเก๊า_กำสะลอง_สะเเล่งหอมไก๋_สาระปี ถอดสมการตามนี้คือ ดอกพุดซ้อน_อินทนิล_พุทธรักษา_ดาวเรือง_เอื้องผึ้ง_ หางนกยูง_คัดเค้า_ปีบ_ซ่อนกลิ่น_สารภี สวยดอก 55
ทำให้ ฉุกใจคิดขึ้นมาได้ว่าที่เมืองเหนือนั้นยังมีวัฒนธรรมสำคัญของการสร้างพระพุทธรูปจากเกษร
ดอกไม้กันอยู่
ใช่ครับ เกสรดอกไม้ ที่เล็กๆละเอียดอ่อนๆนั่นแล ทำ การตากแดดให้แห้งสนิททั้งกลีบดอกและเกษร นำมาผสมกับเครื่องเหนียวอย่างน้ำมันตังอิ้วและยางต้นไม้ต่างๆ พอจับตัวได้ก้อนพอปั้นดีเรียกกันว่าสะหมุ้ก หรือ เรียกย่อว่า มุก ได้มุกนี่แล้วนำมาแล้วนำมาปั้นเป็นพระพุทธรูปสำหรับพระพุทธรูปขนาดเล็กหน่อย
แต่ถ้าเป็นขนาดใหญ่แล้วละก็ท่านผู้สร้างก็มัดทำโครงขององค์พระก่อนแล้วจึงใช้สะมุ้กพอกลงไปเป็นเนื้อเปนผิวของพระพุทธ ซึ่งอาจมีการประดับกระจกสีปิดทองอะไรต่างๆก็แล้วแต่แนวคิดของท่านสล่าศิลปินผู้สรรสร้าง
บางทีผู้ใหญ่ในเมืองเหนือท่านเรียกพระพุทธรูปบางองค์ว่าพระเจ้ามุก ก็ทำให้ก็ทำให้งงว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับหอยมุก หรือมองไปแล้วก็ไม่เห็นมีมุกประดับอยู่ที่องค์พระแต่อย่างใด
คำอธิบายนี้ก็ทำให้ชี้แจงได้ชัดเจนขึ้นว่าไม่ได้หมายถึงมุกของภาคกลางที่เป็นของวาววามจากหอยเปลือกแต่ว่ามาจากคำว่าสะมุกที่เป็นเครื่องเหนียวผสมมวลสารสำคัญจากดอกไม้
คำซึ่งถ้าพูดให้ครบคำแล้วมักใช้คำว่าพระเจ้ามุกเกษร หรือ สะกด มุกเกสร ตามใจคนอยากสะกด
ศิลปะการจัดดอกไม้ทั้งเขตเมืองเหนือล้านนามีความสวยงามน่าประทับใจ นอกจากเป็นศิลปะที่สืบทอดกันในบ้านเรือน ที่สมาชิก
จะต้องมีวิชาทำสวยดอกทำดอกไม้กันได้สักเล็กน้อยติดตัวไว้แล้วยัง มีช่างดอกไม้กันโดยเฉพาะอีกด้วย โดยหลายคราวช่างนั้นเป็นพระสงฆ์จัดแต่งดอกไม้สำหรับการพิธีต่างๆในฐานะเครื่องบูชาอันเป็นของสูงค่าและได้มาจากธรรมชาติ
งานสักการะบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ของภิกษุปรากฎในพระไตรปิฎก อรรถกถา อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระสุตตันตปิฎก
เล่มที่ ๒๕ มีระบุข้อที่ ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์, ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกกระทุ่ม,
ดอกฟักทิพย์, ดอกหงอนไก่, ดอกทองกวาว, ดอกโมกหลวง, ดอกบัวโกมุท, ดอกบัว ๓ ดอก, ดอกไม้ ๗ ดอก, ดอกจำปา, มีว่าด้วยผลแห่งการถวายผอบะดอกไม้,ดอกรัง,ดอกคูณ, ดอกคล้า, ดอกมะลิซ้อน,ดอกดีหมี ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกอุบล ๓ ดอก, ดอกสารภี, เกสรดอกบัว
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกประดู่, ดอกแคฝอย ๓ ดอก, ดอกมะหาด ฯลฯ ฯลฯ
ส่วนที่วางดอกไม้ซึ่งเป็นเครื่องบูชานั้นภาคอื่นไม่เด่นเท่าของภาคเหนือ ที่มักทำเป็นรูป พานสามเหลี่ยมมีขา เรียกกันว่าขันแก้วทั้งสาม เพราะคำว่าขันในภาษาเหนือหมายถึงพานในภาษากลาง ขันแก้วทั้งสามออกเสียงว่าขันแก้วตังสาม เป็นพานใส่ดอกไม้เพื่อบูชาพระรัตนไตรทั้งสามพระองค์ มักนิยมทาด้วยน้ำรัก ล่องชาดสีแดง
ในสมัยโบราณชุมชนต้องการความสามัคคีและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันการทำขันแก้วทั้งสามนี้เพื่อชาวบ้านร่วมใจกันนำดอกไม้ธูปเทียนมาถวายรวมกันในที่เดียวเพื่อสร้างความสามัคคีเป็นปึกแผ่นของชุมชนก่อน ก่อนนำไป ถวายบูชาพระอย่างเป็นทางการโดยการยกไปทั้งขัน บางขันนั้นมีซุ้มเรียกมีซุ้มสลักเสลาสวยงามเรียกกันว่า
สุ่มดอก หรือ ซุ้มดอก
อันว่าคนบางคนนั้นเขาทำอะไรๆโดยเน้นความหมาย การใส่ดอกไม้ต้องให้รู้ความหมายและลำดับ กับทั้งวิธีใส่ลงขันต้องเป๊ะ จึงจะเกิดเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นำความอบอุ่นชุ่มใจมายัง ผู้ถวายบูชา
โดย ขั้นแรกจะต้องเตรียมธูปสามดอกวางใส่ลงมุมหนึ่งที่สมมุติว่าถวายบูชาแด่พระพุทธเจ้า โดยก่อนจะวางธูปลงไปจะต้องรำพึงว่า พุทธังปูชิมิ ข้าพเจ้าขอบูชาคุณพระพุทธจากนั้นจึงวางเทียนอีกสองเล่มที่มุมที่สองแล้วว่า ธัมมังปูชิมิ ข้าพเจ้าขอบูชาคุณพระธรรมแล้วจึงดอกไม้วางในมุมสุดท้ายเพื่อเป็นการบูชาคุณพระสงฆ์ กล่าวว่า สังฆังปูเชมิ
ขันแก้วทั้งสามใบนี้ เมื่อของครบแล้วจึงใช้ประเคนเมื่อถึงเวลาไหว้พระรับศีลหรือสวดมนต์ถวายไทยทานจะมีคนกลางทำหน้าที่เป็น ทายก ยกขันแก้วทั้งสามขึ้นไปไว้บูชาหน้าพุทธรูปประธานบริเวณแท่นแก้วซึ่งมีการจัดไว้ไม่เหมือนกับภาคกลางที่ใช้โต๊ะหมู่บูชาโดยทายกจะเป็นผู้นำกราบสามหนจึงเป็นอันเสร็จการบูชานั้น
ที่นี้ ในประดาดอกไม้ทั้งหลายที่ท่านผู้ศรัทธานำมาบูชาร่วมกันนั้นแต่ละวัดก็จะมีผู้ทำการรวบรวมเด็ดเอาเฉพาะกลีบดอกและเกษรไปตากแห้งเพื่อเก็บไว้เป็นมวลสารในการทำการสำคัญต่างๆอันเป็นมงคลต่อไป
ในทางเมืองเหนือนั้นนอกจากมีตำราอยู่ว่าด้วยเรื่องการบูชาด้วยมวลดอกไม้แล้ว ก็มีตำราว่าด้วยเรื่องการสร้างพระพุทธรูปจากวัสดุต่างๆที่ให้อานิสงส์แตกต่างกันไปอีกด้วยโดยพระพุทธรูปที่ถูกสร้างด้วยแก้วอัญมณีนั้นท่านว่ามีอานิสงส์สูงที่สุดวัดกันเป็นกัปกัลป์ ว่าการสร้างพระนั้น มีอานิสงส์แก่ผู้สร้างไปได้ ตลอดทุกกัปนับเป็นอสงไขย
ส่วนการสร้างที่ได้อานิสงส์ลำดับถัดมาคือการสร้างด้วยทองคำมีอานิสงส์ 120 กัป ซึ่งอัญมณีและทองคำทั้งสองอย่างนี้ก็นับเป็นของอันมีค่าในเมืองมนุษย์อย่างมากอยู่แล้ว ที่น่าสนใจคืออานิสงส์อันดับที่สามคือการสร้างพระพุทธรูปด้วยเกษรดอกไม้ ได้มากถึง 100 กัป คำถามก็มีว่าดอกไม้ที่แห้งแล้วเทียบกับทองคำ ไม่ได้มีมูลค่าสูงขนาดนั้นจะมีอานิสงส์อย่างไรเทียบเท่าของเขาเกือบได้
ซึ่งถ้าหากพยายามทำความเข้าใจก็จะพบว่าอันดอกไม้ที่ได้มากระบุงหนึ่ง เมื่อเลาะของที่เป็นส่วนเกินออกแล้วเหลืออยู่แค่ก้นกระบุง และจากกระบุงนั้นเมื่อทำให้แห้งลง ดอกไม้ที่เห็นว่าแห้งฟู พอบดเป็นผงแล้วเหลืออยู่เพียงหยิบมือ
การจะนำผงเกษรดอกไม้มาทำเป็นสะมุ้กปั้นพระจึงมิใช่ว่าง่ายดายอย่างที่คิด จำเป็นจะต้องอาศัยดอกไม้ซึ่งผู้คนทุกชั้นวรรณะมีศรัทธาล้นหลามมารวบรวมแกะ ตาก บด ซึ่งคงไม่สามารถกระทำได้แล้วเสร็จในวันเดียวในการสั่งสมปวงเกษรดอกไม้หลายพันดวงเหล่านี้
ส่วนบรรดาผู้คนที่หลงผิดไปหมิ่นหยามว่าแท้แล้วพระพุทธรูปนั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้าหรอก เป็นเพียงแต่ของจำลองขึ้นมาไม่ได้มีปราณะหรือความศักดิ์สิทธิ์อะไรอยู่ในนั้น ในฐานะผู้นิยมศิลปะทางศาสนาก็จะต้องชี้แจงอีกแง่มุมหนึ่งว่าหากแม้ว่าพวกพระพุทธรูปนั้นไม่มีปราณหรือ
ว่าไม่มีของศักดิ์สิทธิ์หรือว่าไม่มีพุทธเจ้าอยู่ในองค์ท่านจริงแล้ว
ความจริงที่ปรากฏอยู่ในพุทธศาสนาฝ่ายล้านนาเหล่านี้ก็คือบุญกุศลจากการสร้างพระให้มีความงามนั้นเป็นกองหนึ่ง แต่อีกกองหนึ่งคือผู้ที่ได้ยลโฉมพระพุทธรูปแล้วบังเกิดความสงบขึ้นในใจอันนี้นับเป็นอานิสงส์ที่สูงกว่าสิ่งใดใดทั้งหลายทั้งปวง เพราะความสงบนั้นเองเป็นต้นเหตุในการดับความทุกข์รุ่มร้อนทั้งหลายและการที่ท่านผู้มีศีลทั้งหลายหลีกเร้นไปอยู่ป่า ก็เพื่อแสวงหาความสงบทั้งโดยกีดกั้นจากภายนอกไม่ให้มารบกวนและสร้างความสงบภายในขึ้นเพื่อดับความว้าวุ่นแห่งใจของตนเอง
การเพ่งพินิจดูรูปพระพุทธด้วยกายและใจนอบน้อมสามารถทำเป็นอารมณ์ทางกรรมฐานได้อย่างดีประเภทหนึ่ง ตำราว่าเมื่อพินิจพิจารณาท่านโดยสำนึกจดจำเข้าไว้ในใจแล้วสามารถไปต่อในขั้นการพัฒนาจิตได้อย่างชุ่มเย็นและราบรื่น ก็บอกแล้วว่าความหมายในความหมายมันมีซ่อนอยู่มหาศาล!
หลังมานี้มีการรื้อฟื้นการสร้างพระพุทธรูปเกษรดอกไม้ขึ้นมาหลายที่ มีการขนานนามว่าพระเจ้าเกษรดอกไม้พันดวง ก็เป็นที่ชื่นชมนิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบความละเมียดละไมและความอุตสาหะพยายามกับการทำงานศิลปะที่อาจจะเปนต้นทางให้ ก้าวต่อไปถึงความศักดิ์สิทธิ์_success อันเปนเป้าหมายปลายทางแห่งการนับถือในศาสนา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ได้เคยให้ทุนวิจัยกับนักวิชาการมหาวิทยาลัยในโครงการศึกษาพระพุทธรูปเกษรดอกไม้คือรองศาสตราจารย์ ทิพวรรณ ทั่งมั่งมี
ซึ่งรองศาสตราจารย์ท่านเองหลังจากศึกษาแล้วทิ้งฐานข้อมูลอันเป็นองค์ความรู้สำคัญเอาไว้ให้และได้ดำเนินการสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาองค์หนึ่งขนาดเล็กใช้สะมุ้กทั้งองค์แล้วประดับด้วยแก้วเกรียบสีต่างๆเป็นการจำลองภาพการปรากฏฉพรรณรังษีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความสวยงามน่าพิศวง ส่วนพระพุทธรูปใหญ่นั้นสมัยใหม่ใช้วิธีทำพิมพ์ขึ้นมาก่อนจากนั้นจึงเอาสมุกเกสรอัดเกลี่ยลงไปในพิมพ์แล้วบ่มให้แห้งดี
โดยกรรมวิธีนี้ยังถูกเรียกกันว่าการหล่อพระอยู่และเพื่อให้เชื่อมโยงกับตอนที่แล้วเรื่องหัวใจทองคำนั้น พระเจ้าเกษรดอกไม้พันดวงก็จะมีการบรรจุหัวใจพระเข้าไปไว้อีก มีอยู่หลายวัดในขนบธรรมเนียมยุคนี้ที่ท่านยังสร้างทำพระเกษรดอกไม้ ล่าสุดสามารถแวะไปเยี่ยมชมสักการะงานศิลปะรุ่นใหม่ที่ล้ำค่าความพยายามนี้ ได้ที่วัดผาลาด สกิทาคามี ตีนดอยสุเทพ และที่วัดยางหลวงแม่แจ่ม เป็นอย่างน้อย

